เกษตรอัจฉริยะ
ทีมนักวิจัยที่นำโดย ทาคุโซ ไอดะ (Takuzo Aida) จากศูนย์วิจัย RIKEN Center for Emergent Matter Science (CEMS) ประเทศญี่ปุ่น ก้าวไปอีกขั้นในการค้นหาทางออกของปัญหาไมโครพลาสติกที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ จากงานวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Chemical Society นักวิจัยได้รายงานการพัฒนา “พลาสติกชนิดใหม่” ที่ผลิตจาก เซลลูโลสจากพืช ซึ่งถือเป็นสารอินทรีย์ที่พบมากที่สุดในธรรมชาติ พลาสติกชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้าน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พลาสติกจากเซลลูโลสแตกต่างจากพลาสติกที่วางจำหน่ายในท้องตลาดซึ่งมักถูกระบุว่า “ย่อยสลายได้” แต่ในความเป็นจริงกลับต้องใช้เวลานานหรืออาศัยเงื่อนไขเฉพาะในการสลายตัว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนวัตกรรมวัสดุที่อาจช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม ไมโครพลาสติกได้กลายเป็นสารปนเปื้อนระดับโลก ที่ตรวจพบแทบในทุกระบบนิเวศ ตั้งแต่ดิน ทะเล ไปจนถึงสัตว์และพืชที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น แม้กระทั่งในร่างกายมนุษย์เอง ก็พบไมโครพลาสติกทั
(ซินหัว) — ข้าวสาลีสามารถเจริญเติบโตบริเวณขอบด้านใต้ของทะเลทรายทากลามากัน ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยทุ่งข้าวสาลีฤดูหนาวอันกว้างใหญ่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว สร้างภาพตัดกันอย่างโดดเด่นกับผืนทรายที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเพาะปลูกในพื้นที่แห่งนี้คือทรายที่ถูกลมพัดพา ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับต้นกล้า เกษตรกรจึงใช้ระบบชลประทานแบบหมุนรอบศูนย์กลางขนาดใหญ่เพื่อส่งน้ำให้พืช พร้อมช่วยลดฝุ่นทรายและรักษาเสถียรภาพของหน้าดิน ชุยกางฉ่วง ผู้รับผิดชอบแปลงปลูกข้าวสาลี เปิดเผยว่าระบบชลประทานนี้ช่วยลดปัญหาฝุ่นทรายและปกป้องพืชผล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชื้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของข้าวสาลี โดยน้ำที่ใช้ในพื้นที่เพาะปลูกมาจากน้ำละลายของหิมะบนเทือกเขาคุนหลุน ก่อนจะผ่านกระบวนการกรองและส่งเข้าสู่พื้นที่เกษตร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับข้าวสาลีเท่านั้น โดยเกษตรกรในท้องถิ่นยังประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ ด้วยการปรับปรุงการจัดการดิน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำ จางเจิงเฉียน ผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ กล่าว
แม้สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่สูงที่มีปริมาณฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านพื้นที่ลาดชันลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกักเก็บไว้ใช้ได้ทัน ขณะที่การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก โจทย์ “ฝนตกมาก แต่น้ำยังไม่เคยพอใช้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และ นายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. พัฒนา ต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา ทีมออกแบบอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย “ร่ม” หรือ “ดอกไม้” สามารถกางออกเมื่อฝนตกเพื่อรับน้ำฝน และหุบเก็บเมื่อฝนหยุด เพื่อลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน และเปลี่ยนน้ำฝนที่เคยไหลทิ้งให้กลายเป็นแหล่งน้ำ เสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง “โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเรากลับไปทำความเข้าใจปัญหาของพื้นที่จริงก่อน
นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนานวัตกรรมแปรรูปกากกาแฟด้วยเทคโนโลยี HTC เปลี่ยนของเหลือทิ้งจากร้านกาแฟเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประสิทธิภาพสูง ช่วยลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมกำลังมุ่งสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” กำลังเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้พัฒนานวัตกรรมเปลี่ยน “กากกาแฟ” ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งปริมาณมหาศาล ให้กลายเป็น “เชื้อเพลิงชีวภาพ” มูลค่าสูง ช่วยลดปัญหาขยะอินทรีย์ พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ด้านพลังงานสะอาดสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟเฉลี่ยกว่า 22,500 ตันต่อปี ในช่วงปี 2561-2565 จากพื้นที่เพาะปลูกเฉลี่ยกว่า 270,000 ไร่ ส่งผลให้เกิดกากกาแฟจำนวนมากในกระบวนการบริโภคและแปรรูป ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ จากโจทย์ดังกล่าว จึงเกิดโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุ
ประเทศไทยมีทรัพยากรอาหารทะเลที่หลากหลาย เช่น กุ้ง ปู ปลาหมึก หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม ฯลฯ สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี แต่ จุดอ่อนสำคัญของอาหารทะเลสดคือ เน่าเสียเร็ว เสียง่าย และเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคสูงมาก หากมีการจัดการที่ไม่ได้มาตรฐานเช่น เก็บในอุณหภูมิไม่เย็นจัดหรือการแช่แข็งผิดวิธี ทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งแทรกในเซลล์ เมื่อน้ำแข็งละลายจะทำให้เนื้อเละ เสียรสชาติ และสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ ประการต่อมาปัญหาการขนส่งที่ล่าช้า อาจทำให้เกิดแบคทีเรีย สารพิษ ได้เช่นกัน นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลสด นายวัชรพงษ์ นารีจันทร์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงเกิดแนวคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลสด โดยใช้นวัตกรรมเคมีไฟฟ้าขั้นสูงร่วมระบบนาโนบับเบิ้ลสำหรับธุรกิจขนส่งอาหารทะเล ซึ่งงานวิจัยดังกล่าว มีประโยชน์และรักษาคุณภาพอาหารทะเลสดได้อย่างดีเยี่ยม ผลงาน “UMISEN นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่ออาหารทะเลสดและปลอดภัย” เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพของอาหารทะเลในระบบห่วงโซ่อุปทานจึ
การเผาตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน รวมทั้งทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้วิจัยพัฒนา “BioD I วว.” กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายตอซังข้าว โดยใช้เวลาเพียง 7 วันในการทำให้ตอซังนิ่มและสามารถไถกลบได้ง่าย โดยไม่ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของข้าวและไม่ทำลายระบบนิเวศ การเติมจุลินทรีย์ “BioD I วว.” ย่อยสลายตอซังข้าว ทำได้ง่ายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนในการฉีดพ่น ใช้ถังฉีดพ่น หรือละลายน้ำและขังน้ำไว้เพียง 7 วัน ก็จะสามารถทำให้ตอซังข้าวและฟางข้าวนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่ติดล้อรถแล้ว ยังส่งผลให้น้ำในแปลงนาที่หมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดนี้ จะมีสีฟางข้าว ไม่มีกลิ่นเหม็น โดยรวมจะใช้เวลาน้อยกว่าการขังน้ำโดยไม่มีการเติมจุลินทรีย์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเริ่มการทำนาได้เร็วขึ้นจากเดิม ปัจจุบันชาวนาในจังหวัดปทุมธานีกว่า 94% ทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ลาดหลุมแก้ว อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา
โคนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมนมของประเทศไทย แต่ปัจจุบันผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพของแม่โค เช่น โรคเต้านมอักเสบ ฯลฯ ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงและเกิดภาวะขาดทุนสะสม เพื่อให้การผลิตน้ำนมโคจากฟาร์มเกษตรกรไทย สะอาด ปลอดภัย มีคุณภาพสูง ควบคู่กับการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทีมวิจัย AGRI BUBBLE TECH ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.ทฤษฎี คำหล่อ จากภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ จึงได้พัฒนากระบวนการทำความสะอาดอุปกรณ์รีดน้ำนมโค โดยใช้เทคโนโลยีฟอกอากาศขนาดเล็ก ระดับไมโครและนาโนเมตร เพื่อยกระดับมาตรฐานความสะอาดในฟาร์มโคนม สู่การผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูง ขั้นตอนการล้างทำความสะอาดชุดรีดนม เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยทั่วไปมักล้างทำความสะอาดชุดรีดนมตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ คือ 1. กลั้วล้างน้ำเปล่า (น้ำประปาหรือน้ำบาดาล) 2. แช่โซดาไฟ-น้ำด่าง เพื่อขจัดคราบไขมัน โปรตีน แร่ธาตุในนม 3. ใช้น้ำยาขจัดคราบ/น้ำยาล้างจาน ร่วมกับแปรงขัด 4. น้ำยาฆ่าเชื
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โชว์ต้นแบบการเพาะเลี้ยง “ไข่ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูง สู่การผลิต “ผำพรีเมียม” ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร ซึ่งเป็นความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ไข่ผำเป็นพืชน้ำพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยมีปริมาณโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง อย่างไรก็ตามการผลิตไข่ผำแบบดั้งเดิมยังประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การปนเปื้อน และขาดมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอาหารเฉพาะบุคคล Functional Food โดยความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตผำที่แตกต่างจากผำทั่วไปในท้องตลาด นำไปสู่การแบ่งเกรดและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี สวทช. หัวใจสำคัญในการยกระดับการผลิต ผำพรีเมียมปลอดภัย โตไว ได้โปรตีนสูงภายใน 5-7 วัน ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวท
การเลี้ยงปศุสัตว์ หากมีการบริหารจัดการฟาร์มไม่ถูกลักษณะ อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษจากกลิ่นเหม็น น้ำทิ้งและน้ำเสียที่เกิดจากมูลสัตว์ ปัสสาวะ และน้ำล้างคอก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัยข้างเคียงทำให้เกิดความขัดแย้งในระดับชุมชนได้ “นวัตกรรม “จุลินทรีย์ พิโก อไลฟ์” หนึ่งในนวัตกรรมทางเลือกที่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษในฟาร์มปศุสัตว์ เนื่องจากสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นใน 1 นาที บำบัดน้ำเสีย ย่อยสลายไขมัน กากตะกอน สารเคมี ทั้งกำจัดเชื้อโรคทั้งในน้ำและในดิน เป็นผลงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำสูง” คุณจีรศักดิ์ นาคานารา CEO บริษัท พิโก อไลฟ์ จำกัด (Pico Alive) กล่าว นวัตกรรมจุลินทรีย์ ของ พิโก อไลฟ์ เป็นจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อการเกษตรไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไทยอย่างยั่งยืน การันตีคุณภาพ! ด้วยรางวัลชนะเลิศในงาน Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย 2024 รวมทั้งรางวัลนวัตกรรม “7 Innovation Awards 2024” ด้านสังคม และรางวัลจากเวที AGRITHON By ARDA Season 2 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของเปิดโอกาสในนักวิจัยได้ร่วมแข่งขันนำเสนอนวัตกรรมและเทค
หลายคนคงพอได้ยินเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ หรือ Net Zero กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพื่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจน หรือยังนึกภาพไม่ออกว่า เรื่องเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวัน ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจของเราอย่างไรในอนาคต ทั้งที่ในวันนี้ หลายประเทศและหลายบริษัททั่วโลก เริ่มนำเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมาเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมถึงเกษตรกรไทยในอนาคตด้วย ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “จาก ERP สู่ Net Zero ทางลัดการคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ” ภายในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจและการค้าโลก โดยอธิบายว่า “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็
