เกษตรอัจฉริยะ
ในยุคที่เทคโนโลยีการเกษตรพัฒนาอย่างก้าวกระโดด “การอ่านอาการพืชผ่านใบ” ไม่ได้เป็นเพียงทักษะเฉพาะของผู้มีประสบการณ์อีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยให้เกษตรกรตรวจสุขภาพพืชได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพียงถ่ายภาพหรือสแกนใบพืช ระบบก็สามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่าพืชกำลังขาดธาตุอาหารชนิดใด และควรปรับแก้อย่างไรให้เหมาะสม นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มโอกาสทำผลผลิตให้สูงขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น ลองจินตนาการดูว่า…ถ้าเดินเข้าไปในสวน อาจจะเป็นไร่องุ่น หยิบใบหนึ่งขึ้นมา แล้วใช้เครื่องสแกนเพียงไม่กี่วินาที ก็รู้ได้ทันทีว่าต้นพืชแข็งแรงดีหรือไม่ ต้องการปุ๋ยเพิ่มเติม หรือกำลังเผชิญภาวะเครียดบางอย่าง ทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพและเกษตร มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (University of California, Davis) ได้ทำให้ไอเดียนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว พวกเขาได้พัฒนา “Leaf Monitor” เครื่องมือแบบเคลื่อนที่ที่ทำงานร่วมกับสเปกโตรมิเตอร์ขนาดพกพา เชื่อมต่อกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยเกษตรกรตรวจเช็กภาวะโภชนาการและลักษณะสำคัญของพืชได้แบบเรียลไทม์จากในแปลงจริง ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ
แมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis นับเป็นศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ เกษตรกรจึงต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาสารตกค้างในผลผลิต จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการส่งออกผลไม้ไทย ซึ่งการใช้สารเคมีต่อเนื่องยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อสารเคมีของแมลงศัตรูพืช ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้พัฒนา “ชีวภัณฑ์และกับดักชีวภัณฑ์สำหรับควบคุมกำจัดแมลงวันผลไม้” เพื่อเป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ สำหรับลดปัญหาแมลงศัตรูพืชในสวนผลไม้ โดยทีมนักวิจัยได้นำนวัตกรรมดังกล่าวไปให้เกษตรกรในพื้นที่ ต.ดอนคา อ.บางแพ จ.ราชบุรี ได้ทดลองใช้จริงในแปลงเพาะปลูกผลไม้ หนึ่งในเกษตรกรผู้โชคดีที่มีโอกาสทดลองใช้นวัตกรรมดังกล่าวก็คือ คุณจรัล อรุณคีรีวัฒน์ เจ้าของสวนมะม่วง “สุขจรัล” กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทางสวนมีการใช
จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อฤดูกาลให้ฤดูฝนมีระยะเวลาสั้นลง ปริมาณฝนที่ลดน้อยลงทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับประชาชนสำหรับใช้อุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร ฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางการเกษตร เช่น ดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำ พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตที่ได้มีปริมาณและคุณภาพลดลง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ทำให้ประชาชนประสบกับความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ น้ำเสียชุมชน หรือ Municipal wastewater หมายถึง น้ำที่ผ่านการใช้ประโยชน์โดยหมู่ชุมชนในกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภค ได้แก่ น้ำทิ้งจากครัว น้ำทิ้งจากการซักล้าง น้ำทิ้งจากห้องน้ำ เป็นต้น ส่งผลให้น้ำดังกล่าวมีคุณลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิมเนื่องจากปนเปื้อนสิ่งสกปรก หากไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้องก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนด้วย ดังนั้น การบำบัดน้ำเสียชุมชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต้องได้ร
พันธุ์พืชคุณภาพดี เปรียบเสมือนรากฐานของผลผลิตทั้งหมด เพราะพันธุ์พืชดี นำไปสู่ต้นกล้าที่แข็งแรง ทนโรคทนแมลง ลดต้นทุนและให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน ยิ่งในยุคภาวะโลกรวนแบบนี้ หากเลือกใช้พืชพันธุ์ดีที่ปรับตัวได้เก่งท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน รวมทั้งพันธุ์พืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยตระหนักดีว่า การพัฒนาสายพันธุ์ คือ หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทย แข่งขันได้ในเวทีโลก จึงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยพืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในการผลิตอาหาร ปลูกซ้ำ ลดการพึ่งพาพันธุ์พืชจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวนคณะเภษตร กำแพงแสน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จากฐานเชื่อพันธุกรรมจนได้ พืชผักพันธุ์ใหม่ที่ปรับตัวได้ในสภาวะโลกรวน และมีแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ โดยทะยอยเปิดตัวพืชผักพันธุ์แกร่งมาอย่างต่อเนื่อง เช่
จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการศึกษาแมลงตัวเล็กชนิดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้—ด้วงสีขาวสะดุดตา ซึ่งมีโครงสร้างภายนอกที่สะท้อนแสงได้อย่างโดดเด่น จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Jie Wu นักศึกษาวิศวกรรมที่ต้องการถอดรหัสความลับของ “สีขาวบริสุทธิ์” จากธรรมชาติ เดิมที เป้าหมายของการวิจัยคือการค้นหา “เม็ดสีขาวจากธรรมชาติ” เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษและสี โดยโครงสร้างสีขาวของด้วงชนิดนี้เกิดจากสารที่เรียกว่า “ไคติน” (chitin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในเปลือกสัตว์ทะเล เช่น ปูและกุ้งล็อบสเตอร์ เพื่อทดลองเลียนแบบธรรมชาติ Jie จึงเริ่มสกัด “เส้นใยนาโนไคติน” จากเปลือกปูที่ได้จากเศษอาหาร ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับในตัวด้วง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาด—แทนที่จะได้วัสดุสีขาวอย่างที่ตั้งใจ กลับได้เป็น “แผ่นฟิล์มใสและหนาแน่น” สาเหตุเกิดจากการที่เส้นใยนาโนเหล่านี้เรียงตัวกันอย่างแน่นหนา จนกลายเป็นโครงสร้างทึบแสงแบบโปร่งใส แทนที่จะเป็นโครงสร้างพรุนที่ให้สีขาวอย่างในธรรมชาติ การค้นพบโดยบังเอิญ…ที่เปลี่ยนทิศทางงานวิจัย แม้ผลลัพธ์จะไม่ตรงเป้า แต่การทดลองครั้งนี้กลับนำไปส
ในโลกเกษตรยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และความผันผวนของสภาพอากาศ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดของเกษตรกร โดยเฉพาะ IoT หรือ Internet of Things ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำเกษตรแบบอาศัยประสบการณ์ สู่การทำเกษตรบนฐานข้อมูลจริง ช่วยให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำมากขึ้น ลดความสูญเปล่า และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนจากพื้นที่จริงสะท้อนชัดว่า IoT ไม่ได้มีไว้เพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม หากใช้อย่างเข้าใจ หลักคิดสำคัญจึงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือการรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพืช พื้นที่ และสภาพแวดล้อมของตนเอง ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรยุคใหม่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว คุณโจ–ธราพงษ์ วงศ์วัฒนากิจ เกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของ Gardener House จังหวัดราชบุรี สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน จากสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่เคยอาศัยประสบการณ์และการคาดเดา วันนี้ถูกยกระดับด้วย “ข้อมูล” และ “เซ็นเซอร์” ที่ช่วยตัดสินใจอย่างแม่นยำ จนสามารถลดต้นทุนได
วิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยังชีพของคนไทย เช่น น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ LPG ค่าไฟฟ้า ฯลฯ มีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้คนจำนวนมากรับมือวิกฤตพลังงาน โดยหันมาพึ่งพาพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่จำกัด เช่น “พลังงานแสงอาทิตย์” เปลี่ยนแสงแดดเป็นไฟฟ้าผ่านแผงโซลาร์เซลล์ “พลังงานชีวมวล – พลังงานชีวภาพ ที่มาจากขยะหรือผลผลิตทางการเกษตร พลังงานทางเลือกเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน ป่าเด็ง เพชรบุรี พึ่งพาตัวเอง ด้วยระบบพลังงานหมุนเวียน ในอดีตชาวบ้านตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งไฟฟ้าสายส่งเข้าไม่ถึง ในปี 2550-2552 ชาวบ้านเกิดแนวคิดพึ่งพาตัวเองภายใต้ชื่อกลุ่ม “ผลิใบ” ซึ่งมีเป้าหมายนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ชาวบ้านเริ่มจากผลิตแก๊สชีวภาพในครัวเรือน แบบฝาครอบลอย 500 ลิตร โดยใช้วิธีเล่นแชร์บ่อแก๊ส เพื่อระดมทุนจัดซื้อวัสดุอุป
ปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศเตือนคนไทยเสี่ยงเผชิญผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างรุนแรง สภาวะอากาศแปรปรวน ก่อเกิดกระแสลมร้อนพัดพาความแห้งแล้งมาปกคลุมประเทศไทย จะทำให้เกิดภาวะอากาศร้อนแล้งสุดขั้ว มีอุณหภูมิสูงกว่า 40-45 องศาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ต้นทุเรียนเสี่ยงเจอสภาพอากาศร้อนจัด เกิดภาวะใบไหม้และร่วงหล่นเสียหายได้ “ฟาร์มรื่นรมย์” ต้นแบบการทำสวนทุเรียนสมัยใหม่ คุณโต๊ด – วสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาคมสวนผลไม้จังหวัดระยองและเป็นเจ้าของสวนทุเรียน “ฟาร์มรื่นรมย์” ซึ่งเป็นต้นแบบการทำสวนทุเรียนแบบเกษตรสมัยใหม่ โดยจัดการสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม โดยนำข้อมูลผลการวิเคราะห์สภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละปีมาประกอบการวางแผนการผลิตทุเรียนในแต่ละฤดู รวมทั้งใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเพิ่มผลผลิต จนทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่ สไตล์ “ธุรกิจเกษตร” ที่ให้ผลผลิตสูงสุด ติดตั้งพัดลมระบายอากาศในสวนทุเรียน คุณโต๊ดได้แบ่งปันประสบการณ์ในการแก้ปัญหาอากาศร้อนและการระบายอากาศที่ไม่ดีภายในสวน โดยติดตั้งพัดลมฟาร์ม (พัดลมเล้าไก่) จำนวน 2 ตัวท
ปัจจุบันหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง แม้กระทั่งพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ประสบปัญหา PM2.5 สูง ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนรวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งแอปพลิเคชัน “ตามรอยเผา”เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ติดตามร่องรอยการเผาไหม้ที่เกิดจากไฟป่าและการเผาชีวมวลในพื้นที่โล่ง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นหลักฐานหลังการดับของไฟ ที่ทิ้งร่อยรอยคาร์บอนเอาไว้ในรอยเผาไหม้ (burn scar) ของพื้นที่เกษตรที่ใช้วิธีเผาในขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูกข้าว ข้าวโพดและอ้อย แทนการไถกลบที่เพิ่มค่าใช้จ่ายการผลิต ที่ผ่านมา ประเทศไทยควบคุมแหล่งกำเนิดการเผาที่โล่งโดยยึดดัชนีจุดความร้อน ( Hotspot) เป็นเครื่องมือชี้วัดขนาดและการปัญหามลพิษ PM2.5 แต่ยังไม่ครอบคลุมและมีช่องโหว่ เพราะบางรายหัวใสเผาพื้นที่การเกษตร โดยหลบเลี่ยงดาวเทียมเพื่อไม่ให้เกิดจุดความร้อนได้ ปัจจุบัน หลายหน่วยงานเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเพิ่มยุทธวิธีต่อสู้กับวิกฤติมลพิษอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยอาศัยแอปพลิเคชัน “ตามรอยเผา”ที่ใช้ดาวเทียมท
การปลูกป่าเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่รัฐบาลและองค์กรทั่วโลกใช้เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เราจะทำอย่างไรในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและแทบไม่มีพื้นที่ว่างแม้แต่จะปลูกพุ่มไม้เล็กๆ ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้คือจุดที่มีมลพิษสะสมอยู่มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวเซอร์เบียจึงได้คิดค้นทางออกที่ชาญฉลาดในรูปแบบของ “ต้นไม้เหลว” (Liquid Tree) บริบทความรุนแรงของปัญหามลพิษ ข้อมูลจากเครื่องมือแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระดับโลก IHME ระบุว่า มลพิษคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกต่อปีมากกว่าโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันถึง 3 เท่า โดยเฉพาะในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มลพิษรุนแรงที่สุด เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สองแห่งที่ติดอันดับโรงไฟฟ้าที่สกปรกที่สุดในยุโรปประจำปี 2019 ในปี 2020 เซอร์เบียรั้งอันดับที่ 28 ของโลกด้านคุณภาพอากาศยอดแย่ โดยมีความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 4.9 เท่า ส่งผลให้ในปี 2019 เซอร์เบียกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษสูงที่สุดในยุโรป คือ 175 รายต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งปร
