เกษตรยั่งยืน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบัน การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชรจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ ผ่านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดันให้พันธุ์ข้าว กข85 กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างยั่งยืน นายอัครสิชฌ์ มหาจิราศิริ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่เกษตรกร โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นขยายและชั้นจำหน่ายของพันธุ์ กข85 และ กข111 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดี มีความสม่ำเสมอ และลดปัญหาการปนพันธุ์ในแปลงนา “ศูนย์ยังดำเนินโครงการส่งเสริมสำคัญหลายด้าน อาทิ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ โครงการลดต้นทุนการผลิต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวนมากยังประสบปัญหาราคาผลผลิตผันผวน ทำให้ขายได้ไม่คุ้มทุน จากความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์แบบเดิมได้เหมือนในอดีต จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และต้นทุน พร้อมทั้งเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน และผลิตอาหารสัตว์อย่างแม่นยำ โดยคำนึงถึงความต้องการโภชนาการของสัตว์ในแต่ละช่วงอายุ เพื่อควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม ในจังหวัดกำแพงเพชร มีเกษตรกรหลายรายเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หนึ่งในนั้นคือ คุณอังชัน ทันมา ซึ่งเปลี่ยนมาปลูกข้าวพันธุ์ กข85 ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกร ‘คุณอังชัน’ผ
ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศไทยในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 13 ปี โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยกว่า 20% โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำหรับวัตถุดิบประเภทแป้ง มี 2 ชนิดหลัก คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลี ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและไก่ ทำให้ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปริมาณการผลิตของโลกมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยประเทศไทยมีกำลังการผลิตเพียงราว 4.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ในส่วนของ ข้าวสาลี ภาวะการผลิตของโลกปรับตัวลดลงเช่นกัน ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวสาลีอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นวัตถุดิบหลักของโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ปริมาณวัตถุดิบที่ลดลงทำให้ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ขณะที่ผลผลิตเกษตรที่มีศักยภาพมากที่สุดของไทย คือ “ข้าว” จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการมองหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก
เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก “คน” บ้านปูร่วมเดินเคียงข้างผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมด้วยพลังของการโค้ชชิ่งเชิงลึกสู่การปลดล็อกศักยภาพ “เพลินไพร” ธุรกิจชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาสมุนไพรและแนวคิดเกษตรอินทรีย์สู่การสร้างแบรนด์ให้เติบโตไปพร้อมชุมชนได้อย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โครงการ Banpu Champions for Change (BC4C) ไม่ได้เพียงบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมในระยะเริ่มต้น (Incubation Program) เท่านั้น แต่ยังเน้น “เร่งศักยภาพการเติบโต” ของผู้ประกอบการในระยะขยายผล (Acceleration Program) ให้สามารถยกระดับการดำเนินงานและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่กว้างขวางและยั่งยืนยิ่งขึ้น ในปีนี้ โครงการฯ ได้ปรับรูปแบบ Acceleration Program จากกิจกรรมที่เน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักลงทุน มาสู่การพัฒนา “คุณภาพการเติบโต” ของกิจการในเชิงลึก ผ่านแนวทาง โค้ชชิ่งเชิงลึก (Precision Coaching) หรือการ “โค้ชแบบเฉพาะบุคคล” ที่ออกแบบกระบวนการให้เหมาะกับแต่ละกิจการ โดยอาศัยการวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา พร้อมการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการ เพื่อค้
ในวันที่สภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน “ดิน” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหารในประเทศไทยกลับเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง มีในหลายพื้นที่ของประเทศประสบปัญหาดินแข็ง ดินทราย น้ำไม่ซึม รากพืชเดินไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงทุกปี ขณะที่เกษตรกรต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม ในท่ามกลางความเปราะบางของผืนดินนี้ มีเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาชวนให้ “เริ่มต้นใหม่กับธรรมชาติ” เสียงของ คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ หรือที่รู้จักกันดีในช่องทางออนไลน์ “น้องเจนทำฟาร์ม” อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรฟื้นฟู” (Regenerative Agriculture) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงปลูกให้ได้ผลผลิต แต่คือการปลูกเพื่อให้ธรรมชาติมีชีวิตอีกครั้ง เกษตรฟื้นฟู คืออะไร? ทำไมต้องเริ่มตอนนี้ คุณเจน เล่าว่า “เกษตรฟื้นฟู” คือแนวทางการทำเกษตรที่ไม่เพียงเลิกใช้สารเคมี แต่ไปไกลกว่านั้น คือการคืนชีวิตให้ระบบนิเวศในดินกลับมาทำงานอีกครั้ง แนวคิดนี้เกิดจากการตระหนักว่าระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน กำลังทำลายทรัพยากรพื
อว. โดย นาโนเทค สวทช. เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบ
“เม็ดฟู่ยืดอายุดอกไม้” นวัตกรรมสุดเจ๋งจากทีม klora มฟล. คว้าแชมป์ “Startup Thailand League 2025 : สตาร์ทอัพไทยแลนด์ลีค 2025” เผยช่วยคงสีกลีบดอกและความสดได้ถึง 14 วัน ทั้งยังลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวเหลือเพียง 10 % จากเดิม 40 % เตรียมขยายสู่การผลิตเพื่อจำหน่ายภายใน ต.ค.นี้ นักศึกษาจากทีม Klora มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คว้ารางวัลชนะเลิศ รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาทจากผลงานนวัตกรรม “เม็ดฟู่ยืดอายุดอกไม้” ภายใต้การแข่งขันในโครงการ “Startup Thailand League 2025 : สตาร์ทอัพไทยแลนด์ลีค 2025” ปีที่ 9 พร้อมรับรางวัล “University of the Year” งานดังกล่าวจัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำหรับสมาชิกทีม Klora ทั้งหมดเป็น นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประกอบด้วย นางสาวกัลยกร มิสักขะ, นางสาวพลอยไพลิน คำภิระแปง, นายชาคริต เซลามัน – สำนักวิชาการจัดการ, นายกีรติ เจริญผล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, และ นางสาวณัฐชยา เพ็งสวัสดิ์ – สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร โดยทีมอาจารย์ที่ปรึกษา ประกอบด้วย
ยุคที่การสั่งอาหารออนไลน์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเคยสงสัยว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารที่เราใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกล่องพลาสติก กล่องกระดาษ หรือแม้แต่ถุงร้อน ปลอดภัยกับสุขภาพของเราจริงหรือเปล่า? ในโลกปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “บรรจุภัณฑ์ Food Grade” จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเดลิเวอรี ธุรกิจอาหารแปรรูป หรือผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิกต่างก็หันมาเลือกใช้วัสดุ Food Grade กันมากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจว่า บรรจุภัณฑ์ Food Grade คืออะไร มีข้อดีอย่างไร และเหตุผลใดที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมในปัจจุบัน Food grade คืออะไร? คำว่า “Food grade” หมายถึง วัสดุที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้สัมผัสกับอาหารได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ก่อให้เกิดสารปนเปื้อนหรืออันตรายต่อผู้บริโภค โดยวัสดุเหล่านี้จะไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ไม่ปล่อยสารเคมีออกมา ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม และไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติของอาหารที่สัมผัส วัสดุเหล่านี้ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำไม
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น ให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่า การทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากกา
ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล นักวิจัยระดับเเนวหน้าของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอาหารทะเล และการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ พร้อมคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดค้นและพัฒนา “ไบโอแคลเซียม” นวัตกรรมแคลเซียมที่สกัดจากกระดูกปลา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า พร้อมทั้งช่วยลดขยะ ลดของเสีย และสนับสนุนแนวคิด Zero Waste เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง สามารถพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยงานวิจัยนี้ได้รับการจดสิทธิบัตร (IP) แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2564 จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้เกิดจาก ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงคุณค่าของกระดูกปลาที่เหลือทิ้ง เเละก่อให้เกิดปัญหาสิ่งเเวดล้อมในท้องทะเล โดยทางภาคใต้ของประเทศไทยมีโรงงานแปรรูปอาหารทะเลจำนวนมาก เเละก่อให้เกิดเศษเหลือของปลาเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปปลา เช่น ปลาแล่ และปลาทูน่ากระป๋อง ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ เเละในขณะเดี
