กรมการข้าว
กรุงเทพฯ 22 มิถุนายน 2569 – ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี (ที่ 4 จากซ้าย) ให้เกียรติลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสยามคูโบต้าและกรมการข้าว มุ่งพัฒนาต้นแบบการผลิตข้าวที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับเปลี่ยนจากนาหว่านสู่นาดำด้วยวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยผลการดำเนินงานระยะแรกในพื้นที่นำร่อง 12 ไร่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ร้อยละ 29 ลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 16 และเพิ่มกำไรให้เกษตรกรมากกว่า 4 เท่า ความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่เป้าหมายการขยายผลพื้นที่ 5,000 ไร่ ภายในปี 2571 โดยมี นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ที่ปรึกษา สำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากซ้าย) ตลอดจนคณะผู้บริหารสยามคูโบต้า ร่วมให้การ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เข้าร่วม ณ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี นายสุริยะ กล่าวว่า ปัจจุบันข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากภัยแล้งและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันด้านราคา และแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องมีการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมการข้าวบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1) ขยายผลข้าวคาร์บอนต่ำผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ คัดเลือกพื้นที่แ
ข้าวหอมพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ครองความนิยม ในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ นอกจากรูปลักษณ์ที่เป็นข้าวสุกขาว นุ่มแล้ว ยังมีเสน่ห์ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้มีพันธุ์ข้าวหอมใหม่ๆ รับรองพันธุ์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่า แต่ต่อมาในระยะหลัง มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่า ทำไมข้าวหอมในปัจจุบันมีความหอมน้อยลง หรือในบางครั้งได้มีคำถามว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ รูปแบบการทำนาเปลี่ยนแปลงจากในอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวมีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ในขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐานจะส่งผลให้ความหอมของข้าวหอมมะลิในปัจจุบันต้องผ่านกระบวนการอบลดความชื้น ทำให้มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มทำให้ความหอมน้อยลงไปจากกระบวนการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม ที่ผ่านมา กรมการข้าวยืนยันมาโดยตลอดว่า พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะส
ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรถูกจับตามองมากขึ้น ในฐานะแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะ “นาข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางการเกษตรที่ปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูง จากการขังน้ำในแปลงนาเป็นเวลานาน ขณะนี้ในหลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้สินค้าเกษตรในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องคุณภาพหรือราคาอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก จึงเริ่มขยับตัวเข้าสู่แนวทางการผลิตข้าวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ข้าวคาร์บอนต่ำ” หรือ Low-Carbon Rice ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของวงการข้าวไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพดิน เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน คุณสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันการปลูกข้าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซมีเทน และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากการใช้ปุ
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2569 และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง 2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง 3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีม
กรุงเทพฯ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ที่ 4 จากซ้าย) และนายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อํานวยการสํานักส่งเสริมการข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) เปิดตัว “พิจิตรแซนบ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ” โดยมี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมเป็นประธานในพิธี พาชาวนาไทยเปลี่ยนระบบทำนา จากนาหว่านสู่นาดำด้วยวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำให้สามารถทำได้จริง มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 และนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดพิจิตรเป็นจุดตั้งต้นแห่งการยกระดับข้าวไทยทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ณ แปลงนานำร่องศูนย์ข้าวชุมชน อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เมื่อเร็ว ๆ นี้ บุคคลในภาพข่าวเรียงจากซ้ายไปขวา 1. นายกิตติ ลิ้มพัธยาเนตร์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตร 2. นายมงคล จันทร์ประทัด ผู้อํานวยการสำนักส่งเ
กรุงเทพฯ 17 กุมภาพันธ์ 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัว “พิจิตรแซนบ็อกซ์” ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำพาชาวนาไทยเปลี่ยนระบบทำนา จากนาหว่านสู่นาดำด้วยวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำให้สามารถทำได้จริง มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 และนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดพิจิตรเป็นจุดตั้งต้นแห่งการยกระดับข้าวไทยทั้งระบบ ตั้งเป้านาดำคาร์บอนต่ำ 5,000 ไร่ เดินหน้าพัฒนามิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า การยกระดับภาคเกษตรต้องเดินไปพร้อมกันทั้งเรื่องประสิทธิภาพการผลิต รายได้ของเกษตรกร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การเริ่มต้น พิจิตรแซนบ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ คือการพิสูจน์ว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ สามารถทำได้จริง และสามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศ เพื่อให้ข้าวไทย
ข้าวลืมผัว เป็นข้าวเหนียวดำนาปี ที่มีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ เมื่อนำไปหุงสุกเมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม ผิวมัน นุ่มเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบทั้งข้าวผัด เมนูอาหารญี่ปุ่นจำพวกซูชิ ขนมปัง และเมนูขนมหวานอื่นๆ ที่มาของชื่อ “ ข้าวลืมผัว ” คำว่า “ ข้าวลืมผัว” ที่สะดุดหูนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าของชาวม้งที่ว่า ภรรยาหุงข้าวเหนียวลืมผัวไว้รอสามี แต่ด้วยความอร่อยและหอมของข้าว ทำให้เธอกินจนหมดโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวเหนียวลืมผัว ( Leum Pua)เหมาะสำหรับปลูกในสภาพไร่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินดี ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะประจำพันธุ์เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 151 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสง อายุเบา เก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนตุลาคม ทรงกอตั้ง ต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย ปล้องสีเหลืองอ่อน กาบใบและใบสีเขียว ลิ้นใบสีน้ำตาลอ่อน หูใบสีเหลืองน้ำตาล ใบธงหักลง คอรวงยาว รวงค่อนข้างแน่น กลีบดอกระยะออกรวง 50 % มีสีเขียวอ่อน เมื่อระยะน้ำนมกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นแถบสีม่วงบนพื้นสีเขียวอ่อน เมื่อเข้าสู่ระยะแป้งแข็งสีกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็น
ภายใต้วิกฤตราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนปศุสัตว์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ราคาวัตถุดิบกลุ่มแป้ง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลี ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปี ขณะที่ปริมาณการผลิตของโลกกลับลดลงสวนทางความต้องการใช้งาน ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียง 4.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้นทุกปี ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง ภาวะโลกร้อน และความผันผวนของตลาดโลก ทำให้จำเป็นต้องมองหาวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศ และมีศักยภาพเพียงพอรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในระยะยาว คำตอบสำคัญจึงย้อนกลับมาอยู่ที่พืชเศรษฐกิจคู่บ้านคู่เมืองของไทยอย่าง “ข้าว” โรงสี–เกษตรกร–กรมการข้าว โมเดลความร่วมมือ ส่งเสริมการผลิตข้าว กข85 เพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ กรมการข้าว จึงเดินหน้าจัดทำ “โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์” นำพันธุ์ข้าวแข็งแรงอย่าง กข85 มาปรับใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน ลดแรงกดดันจากราคาข้าวโพดและข้าวสาลี พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทำให้ชาวนาเก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบัน การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชรจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ ผ่านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดันให้พันธุ์ข้าว กข85 กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างยั่งยืน นายอัครสิชฌ์ มหาจิราศิริ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่เกษตรกร โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นขยายและชั้นจำหน่ายของพันธุ์ กข85 และ กข111 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดี มีความสม่ำเสมอ และลดปัญหาการปนพันธุ์ในแปลงนา “ศูนย์ยังดำเนินโครงการส่งเสริมสำคัญหลายด้าน อาทิ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ โครงการลดต้นทุนการผลิต
