กรมการข้าว
ชาวนาปลื้ม โครงการ “1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” ยกระดับข้าวไทยก้าวสู่ “เกษตรแม่นยำ” ลดต้นทุนการผลิตได้ 20% ประหยัดน้ำทำนาได้ 30% และได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 16.82 % ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย เกษตรกรมีอายุมากขึ้น ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เกิดภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต และมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD), การปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์, การจัดการฟางและตอซัง, การใช้เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม รวมถึงแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัล (Application ALLRice) ซึ่งเป็นระบบที่ปรึกษาชาวนาไทย พัฒนาโดย กรมการข้าว เพื่อสนับสนุนชาวนาให้สามารถวางแผนการผลิตข้าวได้ดียิ่งขึ้น ลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา มีพี่น้องชาวนาเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง สามารถยกระดับการผลิตข้าวไทย ให
นายชัยยศ จันทร์ทองสา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แบรนด์ Organic Rice by กะติบโต เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการทำนา เริ่มจาก “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อตัวเองว่า ข้าวที่ปลูกด้วยความตั้งใจและดูแลอย่างพิถีพิถัน ควรมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นเพียงข้าวเปลือกทั่วไป “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มกลับมาทำนา ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไม่ขายข้าวเปลือกอีกต่อไป ผมบอกกับทุกคนเสมอว่า วันหนึ่งผมจะขายข้าวกิโลกรัมละ 100 บาทให้ได้” นายชัยยศเล่า ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ทุกวันนี้ ข้าวอินทรีย์ของผมจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นไปได้จริง หากเรามีความตั้งใจและแนวทางที่ชัดเจน” นายชัยยศ ยังบอกอีกว่า ยอมรับว่าการทำนาอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้ง “ใจรัก” และ “ความอดทน” ในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งด้านธรรมชาติ ตลาด และระบบการผลิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง “ถ้าเรายังทำนาแบบเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่แค่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี คนที่กำหนดราคาก็คือเจ้าของโรงสี ไม่ใช่เรา เกษตรกรก็จะติดอยู่ในวังวนเดิม ไม่มีโอกาสพัฒนา” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายชัยยศมองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำ
จากอดีตที่การทำนายังพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก กระบวนการเพาะปลูกส่วนใหญ่ต้องอาศัยแรงงานคน ตั้งแต่การปักดำไปจนถึงการคราดไถที่ใช้แรงงานสัตว์เป็นกำลังหลักต่อมา เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำนาจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวน การหยอดเมล็ด การปักดำ หรือการเกี่ยวนวด ล้วนสามารถดำเนินการได้ด้วยเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาและข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวตามวิถีดั้งเดิมมาโดยตลอด ในแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความม
ท่ามกลางความท้าทายของวงการข้าวไทย ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย กรมการข้าว เร่งเดินหน้าผลักดันโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจริยะครบวงจร” เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาและภาคการผลิตข้าวทั้งระบบ หวังสร้างความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 60 ล้านไร่ และหล่อเลี้ยงเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน แต่ปัจจุบันข้าวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวลโดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างประชากรเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 60 ปี ซึ่งทำให้การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้การผลิตขาดประสิทธิภาพในหลายด้าน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงในการเพาะปลูก เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ กรมการข้าวจึงได้วางแนวทาง “เกษตรอัจฉริ
กรมการข้าวโดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรม เพรสทัวร์ (Press Tour) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจแนวทางและประชาสัมพันธ์ด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) สู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าข้าวยั่งยืนอย่างถูกต้อง และช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าวยั่งยืนในอนาคต มาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มีความแตกต่างจากมาตรฐานข้าวคุณภาพ GAP และข้าวอินทรีย์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรฐาน GAP เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนมาตรฐาน ข้าวอินทรีย์ มีแนวทางคล้ายกับ GAP แต่เข้มงวดกว่าในด้านการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีววิธี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที
กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 43 ปี 8 ตุลาคม 2568 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ โปรดพระอนุญาต ให้กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาสาธิตกลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก รูปอักษรพระนาม “ส.ภ.”เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 43 ปี 8 ตุลาคม 2568 และ เป็นองค์ประธาน เกี่ยวข้าวแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาศิลปะ พื้นที่ 5 ไร่ ปลูกข้าวพื้นนาสีเขียวใช้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข24 และพื้นนาสีดำใช้ข้าวพันธุ์ ข้าวเหนียวดำทนเค็ม จากแนวคิดที่มีการนำอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดอุดรธานี มาผสมผสานอย่างลงตัว กับ รูปอักษร พระนามของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ โดยการใช้สัญลักษณ์และเหตุผล ดังนี้
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 เสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ฟื้นฟูเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย จ.พะเยา กรมการข้าวจัดงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีปัจจัยการผลิตในการเพาะปลูกข้าว หลังน้ำลด และให้มีรายได้มากขึ้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบในปี 2567 รัฐบาล จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนและฟื้นฟูให
กรมการข้าวได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย วันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นการดำเนินงานของกรมการข้าวภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร ปี 2568 ณ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบล ศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน และเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านป่าเปา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้เข้าถึงแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพิ่มมากขึ้น นายธนานุวัตน์ ฟองจัน ประธานกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูลมีสมาชิกจำนวน 38 คน 45 ครัวเรือน รวมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,037 ไร่ เกษตรกรดำเนินการผลิตข้าวด้วยระบบอินทรีย์ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นเครื่องตรวจวัดสภาพอากาศและน้ำแบบ IoT ในการวิเคราะห์และ ให้ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ รวมไปถ
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการข้าว เข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ” โดยจัดนิทรรศการผลงานวิจัยข้าวไทยพันธุ์ใหม่ 10 ชนิด ครอบคลุมความหลากหลายสายพันธุ์ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเกษตรกรไทยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำนา โดยข้าวพันธุ์ดีทั้ง 10 ชนิด ผ่านการพัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์มาอย่างดี สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี สำหรับข้าวพันธุ์ใหม่ 10 พันธุ์นั้น ประกอบด้วยข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ถูกนำเสนอภายใต้แนวคิด “ทศพันธุ์ข้าวไทยนำเกษตรกรก้าวไกล” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 72 พรรษา ซึ่งพันธุ์ข้าวแต่ละชนิดมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย 1.พันธุ์ กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยว 115 วัน ประมาณ 113 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุกมีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม มีปริมาณอมิโลส 15.06 เปอร์เซ็น
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการผลิตข้าวมากที่สุดในโลก และมีมูลค่าการส่งออกหลักแสนล้านบาทต่อปี โดยเบื้องหลังความสำเร็จนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจาก “เมล็ดพันธุ์ข้าว” ที่มีคุณภาพ ให้ผลผลิตต่อไร่สูงตอบสนองความต้องการของเกษตรกร และเป็นที่ต้องการของท้องตลาด ถูกใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดย “กรมการข้าว” มีบทบาทสำคัญในการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ภารกิจของกรมนั้นครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าว การสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตข้าว การให้ความรู้และฝึกอบรมเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ คุณมาริสา แย้มสาหร่าย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวเผยว่า เส้นทางการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ถือเป็นภารกิจที่ยาวนาน ศูนย์วิจัยข้าวแต่ละแห่งนั้นไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องมีการร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้รองรับการทำนาของเกษตรกร ซึ่งข้าวสายพันธุ์ใหม่นั้นจะต้องเป็นข้าวที่สายพั
