กรมการข้าว
ข้าวลืมผัว เป็นข้าวเหนียวดำนาปี ที่มีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ เมื่อนำไปหุงสุกเมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม ผิวมัน นุ่มเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบทั้งข้าวผัด เมนูอาหารญี่ปุ่นจำพวกซูชิ ขนมปัง และเมนูขนมหวานอื่นๆ ที่มาของชื่อ “ ข้าวลืมผัว ” คำว่า “ ข้าวลืมผัว” ที่สะดุดหูนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าของชาวม้งที่ว่า ภรรยาหุงข้าวเหนียวลืมผัวไว้รอสามี แต่ด้วยความอร่อยและหอมของข้าว ทำให้เธอกินจนหมดโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวเหนียวลืมผัว ( Leum Pua)เหมาะสำหรับปลูกในสภาพไร่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินดี ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะประจำพันธุ์เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 151 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสง อายุเบา เก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนตุลาคม ทรงกอตั้ง ต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย ปล้องสีเหลืองอ่อน กาบใบและใบสีเขียว ลิ้นใบสีน้ำตาลอ่อน หูใบสีเหลืองน้ำตาล ใบธงหักลง คอรวงยาว รวงค่อนข้างแน่น กลีบดอกระยะออกรวง 50 % มีสีเขียวอ่อน เมื่อระยะน้ำนมกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นแถบสีม่วงบนพื้นสีเขียวอ่อน เมื่อเข้าสู่ระยะแป้งแข็งสีกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็น
ภายใต้วิกฤตราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนปศุสัตว์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ราคาวัตถุดิบกลุ่มแป้ง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลี ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปี ขณะที่ปริมาณการผลิตของโลกกลับลดลงสวนทางความต้องการใช้งาน ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียง 4.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้นทุกปี ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง ภาวะโลกร้อน และความผันผวนของตลาดโลก ทำให้จำเป็นต้องมองหาวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศ และมีศักยภาพเพียงพอรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในระยะยาว คำตอบสำคัญจึงย้อนกลับมาอยู่ที่พืชเศรษฐกิจคู่บ้านคู่เมืองของไทยอย่าง “ข้าว” โรงสี–เกษตรกร–กรมการข้าว โมเดลความร่วมมือ ส่งเสริมการผลิตข้าว กข85 เพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ กรมการข้าว จึงเดินหน้าจัดทำ “โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์” นำพันธุ์ข้าวแข็งแรงอย่าง กข85 มาปรับใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน ลดแรงกดดันจากราคาข้าวโพดและข้าวสาลี พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทำให้ชาวนาเก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบัน การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชรจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ ผ่านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดันให้พันธุ์ข้าว กข85 กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างยั่งยืน นายอัครสิชฌ์ มหาจิราศิริ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่เกษตรกร โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นขยายและชั้นจำหน่ายของพันธุ์ กข85 และ กข111 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดี มีความสม่ำเสมอ และลดปัญหาการปนพันธุ์ในแปลงนา “ศูนย์ยังดำเนินโครงการส่งเสริมสำคัญหลายด้าน อาทิ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ โครงการลดต้นทุนการผลิต
ชาวนาปลื้ม โครงการ “1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” ยกระดับข้าวไทยก้าวสู่ “เกษตรแม่นยำ” ลดต้นทุนการผลิตได้ 20% ประหยัดน้ำทำนาได้ 30% และได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 16.82 % ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย เกษตรกรมีอายุมากขึ้น ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เกิดภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต และมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD), การปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์, การจัดการฟางและตอซัง, การใช้เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม รวมถึงแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัล (Application ALLRice) ซึ่งเป็นระบบที่ปรึกษาชาวนาไทย พัฒนาโดย กรมการข้าว เพื่อสนับสนุนชาวนาให้สามารถวางแผนการผลิตข้าวได้ดียิ่งขึ้น ลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา มีพี่น้องชาวนาเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง สามารถยกระดับการผลิตข้าวไทย ให
นายชัยยศ จันทร์ทองสา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แบรนด์ Organic Rice by กะติบโต เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการทำนา เริ่มจาก “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อตัวเองว่า ข้าวที่ปลูกด้วยความตั้งใจและดูแลอย่างพิถีพิถัน ควรมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นเพียงข้าวเปลือกทั่วไป “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มกลับมาทำนา ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไม่ขายข้าวเปลือกอีกต่อไป ผมบอกกับทุกคนเสมอว่า วันหนึ่งผมจะขายข้าวกิโลกรัมละ 100 บาทให้ได้” นายชัยยศเล่า ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ทุกวันนี้ ข้าวอินทรีย์ของผมจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นไปได้จริง หากเรามีความตั้งใจและแนวทางที่ชัดเจน” นายชัยยศ ยังบอกอีกว่า ยอมรับว่าการทำนาอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้ง “ใจรัก” และ “ความอดทน” ในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งด้านธรรมชาติ ตลาด และระบบการผลิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง “ถ้าเรายังทำนาแบบเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่แค่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี คนที่กำหนดราคาก็คือเจ้าของโรงสี ไม่ใช่เรา เกษตรกรก็จะติดอยู่ในวังวนเดิม ไม่มีโอกาสพัฒนา” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายชัยยศมองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำ
จากอดีตที่การทำนายังพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก กระบวนการเพาะปลูกส่วนใหญ่ต้องอาศัยแรงงานคน ตั้งแต่การปักดำไปจนถึงการคราดไถที่ใช้แรงงานสัตว์เป็นกำลังหลักต่อมา เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำนาจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไถพรวน การหยอดเมล็ด การปักดำ หรือการเกี่ยวนวด ล้วนสามารถดำเนินการได้ด้วยเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาและข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายเสฏฐวุฒิ ดรศรีเนตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งนครแค จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตข้าวตามวิถีดั้งเดิมมาโดยตลอด ในแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความม
ท่ามกลางความท้าทายของวงการข้าวไทย ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย กรมการข้าว เร่งเดินหน้าผลักดันโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจริยะครบวงจร” เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาและภาคการผลิตข้าวทั้งระบบ หวังสร้างความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 60 ล้านไร่ และหล่อเลี้ยงเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน แต่ปัจจุบันข้าวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวลโดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างประชากรเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 60 ปี ซึ่งทำให้การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้การผลิตขาดประสิทธิภาพในหลายด้าน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงในการเพาะปลูก เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ กรมการข้าวจึงได้วางแนวทาง “เกษตรอัจฉริ
กรมการข้าวโดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรม เพรสทัวร์ (Press Tour) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจแนวทางและประชาสัมพันธ์ด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) สู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าข้าวยั่งยืนอย่างถูกต้อง และช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าวยั่งยืนในอนาคต มาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มีความแตกต่างจากมาตรฐานข้าวคุณภาพ GAP และข้าวอินทรีย์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรฐาน GAP เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนมาตรฐาน ข้าวอินทรีย์ มีแนวทางคล้ายกับ GAP แต่เข้มงวดกว่าในด้านการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีววิธี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที
กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 43 ปี 8 ตุลาคม 2568 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ โปรดพระอนุญาต ให้กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาสาธิตกลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก รูปอักษรพระนาม “ส.ภ.”เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 43 ปี 8 ตุลาคม 2568 และ เป็นองค์ประธาน เกี่ยวข้าวแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนกอก จัดทำแปลงนาศิลปะ พื้นที่ 5 ไร่ ปลูกข้าวพื้นนาสีเขียวใช้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข24 และพื้นนาสีดำใช้ข้าวพันธุ์ ข้าวเหนียวดำทนเค็ม จากแนวคิดที่มีการนำอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดอุดรธานี มาผสมผสานอย่างลงตัว กับ รูปอักษร พระนามของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ โดยการใช้สัญลักษณ์และเหตุผล ดังนี้
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 เสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ฟื้นฟูเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย จ.พะเยา กรมการข้าวจัดงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีปัจจัยการผลิตในการเพาะปลูกข้าว หลังน้ำลด และให้มีรายได้มากขึ้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบในปี 2567 รัฐบาล จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนและฟื้นฟูให
