กรมส่งเสริมการเกษตร
กล้วยเป็นพืชที่ชาวสวนนิยมปลูกกันมากพบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งปลูกตามหัวไร่ปลายนา และการปลูกในรูปแบบแปลงเพื่อจำหน่ายเป็นการค้า โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่ปลูกกันเกือบทุกบ้านและที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูกกล้วย ปรับตัวรับความเสี่ยง ข้อมูลการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการปลูกกล้วยน้ำว้า ในเขตอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พบว่าเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกกล้วยน้ำว้า 25,728 บาท/ไร่/ปี มีต้นทุนการผลิตกล้วยน้ำว้า 20,184 บาท/ไร่/ปี รายได้สุทธิ 5,544 บาท/ไร่/ปี ข้อมูลราคาเฉลี่ยสินค้าเกษตรกล้วยน้ำว้าของกระทรวงพาณิชย์ ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2563 – 2567) ที่พบว่า ราคากล้วยน้ำว้าจะสูงในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี และจะลดลงในช่วงปลายปีจนราคาตกต่ำในช่วงแล้งปีถัดไป แม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่เนื่องจากการลงทุนปลูกกล้วยน้ำว้า มีจุดคุ้มทุนค่อนข้างยาว ประมาณ 5 – 6 ปี ดังนั้นเกษตรกรควรศึกษาและวางแผนการลงทุน แผนการผลิต แผนการเงิน แผนการตลาด อย่างรอบคอบ รวมถึงการปลูกกล้วยน้ำว้าให้เป็นพืชพี่เลี้ยงหรือพืชร่วมเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง สายพันธุ์กล้วยยอดนิยม ปัจจุบัน ใน
กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้า 11+ Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรม ชวนเกษตรกรและผู้ประกอบการร่วมขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร “Agri Service Provider (ASP)” เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร ตอบโจทย์แนวโน้ม เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โอกาสของภาคเกษตรไทยในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคเกษตรแม่นยำ ทำให้บริการทางการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การใช้เครื่องจักรกล โดรนเพื่อการเกษตร หรือระบบอัตโนมัติ มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้พัฒนาระบบ Agri Service Provider (ASP) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจเกษตรรูปแบบใหม่ ให้เกษตรกรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้ให้บริการ” ด้านเทคโนโลยีเกษตร เป็นการสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ปัจจุบันระบบผู้ให้บริการทางการเกษตรมีเกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 900 รายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้
ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและตลาดโภชนเภสัช (Nutraceuticals) ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และคาดว่าภายในปี 2025 จะมีมูลค่ากว่า 3.4 ล้านล้านบาท รวมถึงภายในกลางทศวรรษ 2030 อาจสูงถึง 4.9–5.3 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่มองหาอาหารที่ไม่เพียงอิ่มท้อง แต่ช่วยดูแลสุขภาพด้วยคนรุ่นใหม่ไม่ได้รอให้ป่วยแล้วค่อยหายา แต่เลือกดูแลสุขภาพล่วงหน้าและเสริมภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่ยังไม่ป่วย เช่น เสริมโปรตีน เสริมสมรรถภาพกล้ามเนื้อ สุขภาพทางเดินอาหาร เป็นต้น นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แนวโน้มตลาดโลกเหล่านี้ถือเป็นโอกาสทองของเกษตรไทย เมื่อรวมกับความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติและภูมิศาสตร์ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ศูนย์กลางด้านเกษตรและอาหารของโลก ทั้งในด้านการผลิตพืชเฉพาะทาง การแปรรูปสินค้าพรีเมียม และการส่งออกสินค้าเกษตรเชิงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากพืชและธรรมชาติ Plant-Based & Organic ข้อมูลจาก Euromonitor International ชี้ว่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่ามูลค่าจะแตะ 239,000 ล้านบาท โดยรวมช่วงปี 2565-2570 เติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ในระดับโลกข้อมูลจาก Grand View Research
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือ เทคโนโลยีชาวบ้าน จัดงานสัมมนา “Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง” ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00-16.30 น. ณ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถนนเทศบาลนิมิตใต้ กรุงเทพฯ พร้อมผลักดันโครงการเทคโนโลยี-การสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมขยายผลสู่สาธารณะ ตั้งแต่ช่วงเช้า ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ กลุ่ม Young Smart Farmer ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนเหล่าสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีเกษตรมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และจับคู่เจรจาทางธุรกิจ ด้านบูธนิทรรศการและกิจกรรมก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีทั้งบูธสาธิตการใช้ระบบ IoT ควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยแบบอัตโนมัติ, บูธจำหน่ายโกโก้ไทยพรีเมียม, ผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูงจากหลายจังหวัด รวมถึงโซนให้คำปรึกษาจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยวางแผนการผลิตเชิงพาณิชย์ นายมาทิตย์ พัฒนารุ่งกิจ เกษตรกรจากจังหวัดตาก เปิดเผยว่า ทราบข่าวการจัดงานจากเพจเทคโนโลยีชาวบ้าน ซึ่งติดตามมาโดยตลอด จึงตั้งใจเดินทางจากจังหวัดตากเพื่อมาร่วมงานโดยเฉพาะ ในฐานะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว
“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลก สามารถสร้างมูลค่าตั้งแต่ผลสด เมล็ดแห้ง สามารถนำทุกส่วนไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้หลายรูปแบบ ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและขนม ยารักษาโรค เครื่องสำอาง ฯลฯ ในปี 2566 ตลาดเมล็ดโกโก้ทั่วโลก มีมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ราคาและความต้องการโกโก้ในตลาดโลกปรับตัวสูงต่อเนื่อง โดยมีอัตราเติบโตเพิ่มเฉลี่ย 7% ต่อปี คาดว่า ภายในปี 2571 จะมีมูลค่าตลาดทั่วโลกกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตโกโก้ทั่วโลกกลับลดลงจากปัญหาภัยแล้ง โรคระบาด ทำให้ราคาโกโก้ปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่แห่งอนาคต (Future Crop) ที่มีมูลค่าสูง จากจุดแข็งของไทยที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม สามารถปลูกโกโก้ได้ทุกภูมิภาค เนื่องจากโกโก้เป็นพืชเขตร้อน ทนทานต่อภาวะความชื้นและความแห้งแล้งได้ดีแล้ว ยังเป็นพืชอายุยาว 70 ปี ให้ผลผลิตทั้งปี โรคและแมลงน้อย
ปัจจุบันปัญหาด้านการเกษตรทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการปลูกพืช ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน กระทบกับวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI และ IoT มาใช้เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาระบบรายงานการระบาดศัตรูพืชผ่านแอพพลิเคชั่น “DOAE Pest Forecast” ซึ่งจะเป็นระบบที่ช่วยในการสำรวจข้อมูลการระบาดศัตรูพืชให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว สามารถประมวลผลและพยากรณ์การระบาดของศัตรูพืชล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสามารถวางแผนควบคุมการระบาดได้รวดเร็วและติดตามผลการดำเนินการได้อย่างใกล้ชิด ช่วยลดอัตราการสูญเสียของผลผลิตได้ ตอบสนองนโยบายเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) หรือเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตั้งอุปกรณ์วัดสภาพอากาศร
“ครั่ง” เป็นยางหรือชันที่ได้จากแมลงครั่ง จัดเป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกลชนิดหนึ่ง เนื่องจากในการเลี้ยงครั่งเกษตรกรไม่ต้องดูแลมาก ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตดี ใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 12 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั่งดิบได้ ที่ผ่านมา เกษตรกรไทยเลี้ยงครั่งขายส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 100 กว่าล้านบาท ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงครั่งเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน โดยครั่งจะเจริญเติบโตได้ดีบนต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม มีเรือนยอดแผ่กว้าง โปร่งมีอากาศถ่ายเทดี และอายุของกิ่งต้องไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป ได้แก่ ต้นจามจุรี (ฉำฉา หรือก้ามปู) พุทราป่า ลิ้นจี่ สะแก ปันแถ มะแฮะนก สีเสียดออสเตรเลีย ไทร และต้นมะเดื่ออุทุมพร โดยทั่วไป พื้นที่ปลูกต้นไม้เลี้ยงครั่ง ควรมีสภาพแวดล้อมและมีอุณหภูมิที่เหมาะสม และควรจะตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานรับซื้อครั่งดิบ ซึ่งประเทศไทยมีการเลี้ยงครั่งมากในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ คุณภาพของครั่งจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของต้นไม้ อายุของต้นไม้ และอายุของกิ่ง จำนวนที่ปล่อย พันธุ์ ฤดูที่เลี้ยง และศัตรูของครั่ง
ผักกวางตุ้ง…หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง เมื่อนำมานึ่งหรือลวกกินกับน้ำพริก ผัดกับหมู ผัดใส่ปลากระป๋อง หรือแกงส้มผักกวางตุ้งกับเนื้อปลานิล จะได้รสแซบอร่อยและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง การปลูกผักกวางตุ้งหมุนเวียนกับผักชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด แต่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง หรือสารสมุนไพร มีน้ำสะอาดใช้พอเพียง ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือแหล่งปลูกผักใกล้เคียงไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากปลูก 45 วัน ก็มีผักกวางตุ้งอินทรีย์คุณภาพให้เกษตรกรได้ตัดเก็บไปขาย ทำให้มีรายได้และมีความมั่นคงในการยังชีพ คุณกวิลยุทธ รากทอง เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เล่าให้ฟังว่า ผักกวางตุ้ง หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง และผักอื่นๆ เป็นผักอินทรีย์ที่ตลาดมีความต้องการปริมาณมาก จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักแบบเกษตรอินทรีย์ที่ทำให้ทั้งผู้ปลูก ผู้บริโภค หรือสภาพแวดล้อมปลอดภัย และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อก้าวสู่วิถีที่มั่นคง การเกษตรอินทรีย์เป็นกระบวนการปลูกพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ทั้งปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ได้ทดแทนด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้สารสมุนไพร พื้นที่ปลูกไ
กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยกรมฯ จัดการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ได้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติบัตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 เพื่อยกย่องเกียรติคุณ กระตุ้นให้วิสาหกิจชุมชนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนก
ภายหลังจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 เกษตรกรเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน งบประมาณ 7,286.77 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 เกษตรกรเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน งบประมาณ 37,917.23 ล้านบาท ซึ่งจะมีการจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท กำหนดไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท ดังนั้น เกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกมากกว่า 10 ไร่ จะได้สิทธิสูงสุด 10 ไร่ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแจ้งความคืบหน้าการส่งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ ธ.ก.ส. ตามข้อมูล ณ 12 กันยายน 2568 ดังนี้ 1. การส่งข้อมูลตามโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังฯ ได้จัดส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. แล้วจำนวน 845,122 ครัวเรือน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดย ธ.ก.ส. ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินตามรอบการโอนเงินแล้ว และในวันที่ 15 กันยายน 2568 จะส่งเพิ่มเติมอีก จำนวน 4,779 ครัวเรือนสำหรับข้
