กรมหม่อนไหม
กรมหม่อนไหม ร่วมกับ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NTGS) บริษัทชั้นนำผู้ผลิตแผ่นใยไหมและผลิตภัณฑ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมภูมิปัญญา และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขานรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Model ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางชีวภาพไหมพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ที่ผ่านมา บริษัท NTGS ร่วมกับ กรมหม่อนไหม ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ 600 ราย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10,000 บาท/เดือน แต่ปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผ่นใยไหม บริษัท NTGS จึงได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยุค New Normal โดยใช้นวัตกรรมในการผลิตหน้ากากอนามัยแผ่นใยไหม (Natural Medisilk Premium) ซึ่งมีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี และยังสามารถป้องกัน PM 2.5 และเชื้อโรคต่างๆ และได้รับสิทธิบัตรการออกแบบหน้ากากแผ่นใยไหม ปี 2564 ประเทศเกาหลี และอยู่ระหว่างขอสิทธิบัตรในประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทยังค้นคว้าวิจัยเพื่อ
รังไหม มีเส้นใยให้นำไปทอร้อยเรียงอย่างเป็นระเบียบได้ผืนผ้าที่งดงาม ส่วนรังไหมเปล่ามักถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่า แต่ปัจจุบันมีหลายกลุ่มกิจกรรมรวมทั้งวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ได้นำรังไหมเปล่ามาแปรรูปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเครื่องใช้หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ประเทืองผิว เหมาะที่จะเป็นของใช้และเป็นของฝาก เป็นทางเลือกสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการสร้างโอกาสสร้างงานทำในยามว่างที่ก่อให้มีรายได้นำไปสู่วิถีการยังชีพที่มั่นคง คุณสุพจน์ ประสมทอง เกษตรอำเภอบ้านหมอ เล่าให้ฟังว่า สภาพพื้นที่โดยทั่วไปในเขตอำเภอบ้านหมอมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเกษตร ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำการประมงเพาะเลี้ยง การพัฒนาการผลิต ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสู้กับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ผันแปรด้วยการทำการเกษตรผสมผสานหรือทำไร่นาสวนผสม ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP เพื่อให้ได้สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐาน ให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนทำกิจกรรมด้านการแปรรูปหรือประดิษฐ์ผลผลิตเกษตรเพื่อการเพิ่มมูลค่า และใช้เวลาในยามว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาดเกษตร รังไหมสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า รังไหมที่เอาเส้นใย
กรมหม่อนไหมจับมืออธิบดีกรมราชทัณฑ์ เร่งขยายผล“โครงการคืนคนดีสู่สังคม” ตามแนวทางพระราชดำริ เดินหน้าส่งเสริมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน พร้อมตั้งเป้าปี 64 หนุนเพิ่มอีก 23 แห่งทั่วประเทศและผลักดัน “โมเดลภาคเหนือครบวงจร” นำร่องในพื้นที่ ลำปาง ลำพูนและเชียงใหม่ หวังสร้างรายได้มั่นคงแก่ผู้ต้องขังในอนาคต นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์เดินหน้าเร่งขยายผลการดำเนินการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมภายใต้โครงการคืนคนดีสู่สังคม ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยกรมหม่อนไหมได้มอบหมายให้สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯทุกเขตและศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ ขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่โดยบูรณาการร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมครบวงจรให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน ตั้งแต่การปลูกหม่อน ทั้งหม่อนใบและหม่อนผลสด การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อมสี การออกแบบลวดลาย การทอผ้าไหม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่
กรมหม่อนไหม ออกประกาศยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แก่เกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม โดยแจกพันธุ์หม่อนไม่เกิน รายละ 10,000 ท่อน และไข่ไหมพันธุ์ดีไม่เกิน รายละ 5 แผ่น ฟรี ภายใน 30 กันยายนนี้ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยได้กลับมาระบาดกว้างขวางมากกว่าการระบาดในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในหลากหลายมิติ ดังนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้ ผ่านพ้นวิกฤติดังกล่าว อาศัยอำนาจตามระเบียบกรมหม่อนไหมว่าด้วยการขายและแจกพันธุ์หม่อน ไข่ไหม หนอนไหม และวัสดุย้อมสี พ.ศ. 2562 ข้อ 14 และ 6 กรมหม่อนไหมจึงได้ออกประกาศ เรื่อง การยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลตั้งแต่ วันที่ 4 มกราคม – 30 กันยายน 2564 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การแจกพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี
“แถวนี้มีผ้าไหมด้วยเหรอ?” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตรัสถามชาวบ้านที่ทูลเกล้าถวายผ้าไหม เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จมาเยี่ยมราษฎรเชื้อสายภูไท ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อำเภอห้วยตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2536 เหตุการณ์ในวันนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ผ้าไหมบ้านอ่างเตย ได้นำไปจัดแสดงผลงานในวังจิตรลดา และถูกพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพเสริมรายได้ของกลุ่มแม่บ้านเกษตร เมื่อว่างเว้นจากการทำนา กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าบ้านอ่างเตย ได้รับการพัฒนา เป็น Smart Farmer ต้นแบบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกได้เป็นอย่างดี สร้างอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนกว่าปีละ 2 ล้านบาท อ่างเตย หมู่บ้านพอเพียงต้นแบบ “อยู่ดี กินดี” เนื่องจากทำเลที่ตั้งของบ้านอ่างเตย หมู่ที่ 9 ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอห้วยตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีลักษณะเป็นอ่าง ที่ดินทำกินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเตยป่าที่ขึ้นอยู่ในลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “บ้านอ่างเตย” มาจนถึงทุกวันนี้ ประชากรส่วนใหญ
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (berry) เป็นผลไม้ลูกเล็กๆ สีสันสดใส มีรสเปรี้ยวหรือหวาน เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ ฯลฯ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีคุณค่ามากมาย ยังอุดมไปด้วยวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จนหลายคนเชื่อว่า “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” เป็นยาอายุวัฒนะจากธรรมชาติกันเลยทีเดียว เมืองไทยก็มีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เช่นกัน โดยเบอร์รี่สายพันธุ์ไทยที่รู้จักกันดี ได้แก่ ลูกหว้า มะเกี๋ยง มะเม่า มะขามป้อม ลูกหม่อน มะยม เชอร์รี่ไทย โทงเทงฝรั่ง ตะขบ เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดสามารถพบได้ในแต่ละภาคของประเทศ “ลูกหม่อน” หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “มัลเบอร์รี่” เป็นหนึ่งในไม้ผลทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะมัลเบอร์รี่ มีสารพฤกษเคมี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลุ่มแทนนิน ฟลาโวนอยด์ เทอร์ปีน แอนโทไซยานิน ซึ่งช่วยให้ภูมิร่างกายแข็งแรง ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัส ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย มีใยอาหาร (ไฟเบอร์) ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีวิตามินสูง เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม และมีแร่ธาตุที่สำค
กรมหม่อนไหม โชว์ผลสำเร็จการพัฒนาอาชีพปลูกหม่อน ทั้งสร้างอาชีพทางเลือกจากปลูกหม่อนผลสด ปลูกหม่อนเป็นอาหารสัตว์และส่งออกญี่ปุ่น รวมถึงยกระดับผ้าไหมเข้าสู่มาตรฐาน ตรานกยูงพระราชทาน คุณนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และจังหวัดชัยนาท เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่ ภารกิจ รวมถึงผลงานของกรมหม่อนไหม พร้อมทั้งเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานด้านหม่อนไหม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผู้ประกอบอาชีพหม่อนไหมและวงการไหมไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่เป็นมรดกประจำถิ่นและเป็นสมบัติของชาติสืบไป รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในชาติเห็นความสำคัญของอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และอนุรักษ์การใช้ผ้าไหมไทยให้คงอยู่ การนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และชัยนาทครั้งนี้ ได้เน้นการติดตามผลสำเร็จในโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร
กรมหม่อนไหมนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ภาคตะวันออก โชว์เคสความสำเร็จอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจังหวัดฉะเชิงเทรา สร้างความมั่นคงในอาชีพให้เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ ยกระดับให้เป็นแหล่งการผลิตได้มาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างรายได้เข้าชุมชนปีละกว่า 2 ล้านบาท และพัฒนาเยาวชนในพื้นที่จนได้รางวัลทายาทหม่อนไหมดีเด่นระดับประเทศ ปี 60 กรมหม่อนไหม นำโดย นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ภาคตะวันออกที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2563 ตามโครงการสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่ ภารกิจ รวมถึงผลงานของกรมหม่อนไหม พร้อมทั้งเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานด้านหม่อนไหม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผู้ประกอบอาชีพหม่อนไหม และวงการไหมไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่เป็นมรดกประจำถิ่นและเป็นสมบัติของชาติสืบไป รวมถึงการส
กรมหม่อนไหม นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สระบุรี และชัยนาท โชว์ผลสำเร็จการพัฒนาอาชีพปลูกหม่อน ทั้งสร้างอาชีพทางเลือกจากปลูกหม่อนผลสด ปลูกหม่อนเป็นอาหารสัตว์และส่งออกญี่ปุ่น รวมถึงยกระดับผ้าไหมเข้าสู่มาตรฐาน ตรานกยูงพระราชทาน กรมหม่อนไหม นำโดย นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และจังหวัดชัยนาท ในระหว่างวันที่ 17-18สิงหาคม 2563 เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่ ภารกิจ รวมถึงผลงานของกรมหม่อนไหม พร้อมทั้งเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานด้านหม่อนไหม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผู้ประกอบอาชีพหม่อนไหม และวงการไหมไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่เป็นมรดกประจำถิ่นและเป็นสมบัติของชาติสืบไป รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในชาติเห็นความสำคัญของอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และอนุรักษ์การใช้ผ้าไหมไทยให้คงอยู่ การนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และชัยนาทครั้งนี้ ได้เน้นการติดตา
การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นอาชีพที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม จนถึงการทอเป็นผืนผ้า ล้วนต้องใช้การถ่ายทอดประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน สู่รุ่นต่อไป เช่นเดียวกับ “แม่สงวน ทิพย์ลม” เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประจำปี 2563 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ชนรุ่นต่อไป นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นประจำทุกปี โดยในปี 2563 นี้ นางสงวน ทิพย์ลม เกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา มีความโดดเด่นในหลากหลายด้าน ทั้งในความเป็นผู้นำเกษตรกรที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลผลิตด้านหม่อนไหมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำที่มีมาตรฐาน และสร้างรายได้ให้ครอบครัว ตลอดจนสมาชิกได้อย่างยั่งยืน จนได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปี 2563 นี้ นางสงวน ทิพย์ลม ได้เรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่น สมัยนั้นอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังเป็นเพียงราย
