กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“ประเทศไทย” ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลก แต่เกษตรกรไทยกลับมีหนี้สินจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศ โดยเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เนื่องจาก “ผัก” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูง แต่การผลิตผักให้มีคุณภาพดี ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผักทุกชนิดอ่อนไหวต่อโรคและแมลง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา รวมไปถึงยาฮอร์โมนเร่งโตหรือปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชผัก ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง และหากเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตได้ไม่ดี ผู้บริโภคก็เสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างในพืชผักที่ซื้อมาทำอาหาร ทั้งมอบหมายให้ 22 หน่วยงาน ในสังกัดทำหน้าที่ดูแลส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต ไม่ต่ำกว่า 60% ตามยุทธศาสต
องค์การสะพานปลา เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงและกิจการประมงไทยเต็มสูบ จับมือ สพฉ.ให้ความรู้ พร้อมวิธีปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อดูแลตนเองและลูกเรือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุและประสบภัยทางทะเล ลดบาดเจ็บ และเสียชีวิต ปักหมุดทุกพื้นที่สะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานจากองค์การสะพานปลา(อสป.) ว่า ขณะนี้ อสป.ได้ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงและกิจการประมง เพื่อให้ชาวประมงได้รู้วิธีการปฏิบัติในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา โดยมีนายวัชรวิชญ์ กีรติดุสิตโรจน์ รองผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ด้านพัฒนากิจการประมง (อสป.) และเรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้ลงนาม ที่สะพานปลาสมุทรสาคร โดยนายวัชรวิชญ์ กีรติดุสิตโรจน์ รองผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ด้านพัฒนากิจการประมง (อสป.) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ครั้งนี้ เพื่อให้ชาวประมงและชา
นางพิศมัย อรรถธรรมสุนทร ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า “สหกรณ์” นับเป็นสถาบันที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ มีการดำเนินงานโดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการ และมีผู้ตรวจสอบกิจการที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ให้ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์ที่จะเป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิกสหกรณ์และคนในชุมชน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ดำเนินงานตามภารกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทั้งในด้านการตรวจสอบบัญชี ให้สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินได้และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพสอบบัญชีและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหก
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าเสริมสร้างองค์ความรู้พร้อมสร้างกลไกระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพให้สหกรณ์ ชี้เป็นวัคซีนป้องกันภัยในสหกรณ์และช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาแก่สมาชิก นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะสหกรณ์ประเภทการเกษตรที่มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมีปริมาณธุรกิจรวมกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้วิธีการที่แยบยลและตรวจสอบยากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามภารกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งสนองการดำเนินงานตามนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำให้ตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอย่างเคร่งครัด โดยแนะนำหรือชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้สหกรณ์ได้นำไปปรับปรุงแก้ไขก่อนจะเกิดความเส
วันที่ 6 กันยายน 2564 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งมอบวัคซีนป้องกันไวรัสลัมปีสกิน(Lumpy Skin Disease) ให้กับประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่อยู่ในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. โดยมีนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายชาญชัย จุลโลบล ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรีและนายสุรักษ์ นามตะ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ตลอดจนเกษตรกรและผู้นำภาคประชาชนเข้าร่วมงานและให้การต้อนรับ ที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) ว่าตามที่ประเทศไทยได้พบการระบาดของโรคลัมปีสก
กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤศจิกายน 2564 ณ จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย พร้อมกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของสมาคมการเกษตรเยอรมัน (DLG) ครอบคลุมทั้งงานประชุม งานแสดงสินค้าและการเยี่ยมชมฟาร์ม – ร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงานโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย งานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบปกติระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤศจิกายน 2564 พร้อมนำเสนอระบบนวัตกรรมทางการเกษตรและบริการที่หลากหลายเพื่อการปรับปรุงการผลิตให้แก่เกษตรกร ตลอดจนการพบปะผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรจากประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในระดับผู้ประกอบการผู้ซื้อ และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ภายใต้ธีมการจัดงาน “การผลิตอัจฉริยะสำหรับระบบอาหารที่ยั่งยืน” ซึ่งจะกล่าวถึงความท้าทายของการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย โดยงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit ซึ่งจัดโดย สมาคมการเกษ
นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2564 ประจำปีงบประมาณ 2564 ได้พิจารณาหามาตรการช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพเกษตรกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เหตุจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดอ่างทองรวมถึงหลายพื้นที่จังหวัดภาคกลาง อาทิ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี และมีที่ดินทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่ทางน้ำชลประทานบริเวณปลายน้ำได้รับผลกระทบจากสภาวะภัยแล้งเข้าร้องเรียนยังสภาเกษตรกรจังหวัด กอปรกับน้ำเหนือเขื่อนมีปริมาณลดน้อยลง กรมชลประทานไม่สามารถบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีรายได้และไม่ได้รับสิทธิตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ขาดความมั่นคงทางอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดี สภาเกษตรกรจังหวัดกลุ่มภาคกลาง 26 จังหวัด ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ป
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงระบาดในไทยและหลายประเทศทั่วโลก ประกอบกับไทย ยังมีอัตราผู้ติดเชื้อในประเทศสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายต่างเกิดความกังวลนั้น ในส่วนของสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ทาง ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้มงวดในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อของสินค้าเกษตรในทุกกระบวนการให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการกำชับและคุมเข้ม ครอบคลุมในทุกมาตรการ ตั้งแต่มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันสำหรับเกษตรกรในการดูแลตนเอง การทำความสะอาดพื้นที่และสวนเกษตร มาตรการสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร มีการเฝ้าระวัง ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางจากสวน จนถึงระบบขนส่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร ติดตามกำกับดูแลที่โรงคัด
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นความสำคัญของการเลี้ยงแพะ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์แพะปี 2560 – 2564 ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภค การตลาดและการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากแพะ รวมถึงส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงแพะ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดต้นทุน สถานการณ์การผลิตแพะเนื้อจังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ปี 2564 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ณ 13 สิงหาคม 2564) มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ 785 ราย แพะเนื้อ 16,713 ตัว มีการเลี้ยงกระจายในหลายอำเภอ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอเมืองและอำเภอหนองหาน เกษตรกรนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ลูกผสมบอร์ เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว อัตราการให้ลูกแฝดสูง และเป็นที่นิยมของตลาด ต้นทุนการผลิต การเลี้ยงแพะมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,100 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 105 บาท ค่าแรงงาน 867 บาท ค่าอาหา
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมเสวนา “เส้นทางสู่ตำแหน่งใหม่ของระบบเกษตรไทย”เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูสำคัญจากการโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อการปฏิรูป และปรับโครงสร้างภาคการเกษตรไทย (RETA) ต่อผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯลฯ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์สำหรับการพัฒนาโครงการวิจัยต่อไป โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการนำเสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นคือ เรื่องบทบาทของระบบ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) ในภาพใหญ่เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรไทย โอกาสนี้ รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ หนึ่งในนักวิจัยชุดโครงการดังกล่าว ได้ให้แนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลว่า ควรมีการสนับสนุนประเด็น1.การใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรแต่ละกลุ่ม โดยในที่นี้แบ่งกลุ่มเกษตรเป็น 3 กลุ่มคือ 1) เกษตรกรกลุ่มหัวก้าวหน้า ซึ่งพร้อมรับเทคโนโลยี
