กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รมช.มนัญญา สั่งการกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดึงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศช่วยกระจายเงาะ มังคุด ของชาวสวนภาคใต้สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ หลังสถานการณ์โควิด-19 ระบาด หลายพื้นที่มีการล็อกดาวน์ เป็นเหตุให้พ่อค้าไม่สามารถเข้าไปรับซื้อ ผลไม้จากเกษตรกร เตรียมอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 122 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนสหกรณ์เปิดจุดรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมเร่งจัดส่งให้สหกรณ์ปลายทางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคใต้ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ในภาคใต้กำลังประสบปัญหาช่องทางจำหน่ายเงาะและมังคุด เนื่องจากในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม เป็นฤดูกาลที่ผลผลิตในภาคใต้ออกมาพร้อมกัน จนเกิดการกระจุกตัวและราคาตกต่ำ โดยเฉพาะในปีนี้สถานการณ์โควิด-19 กำลังระบาด มีการล็อกดาวน์ทำให้พ่อค้าไม่สามารถเข้าไปตั้งล้งเพื่อรับซื้อมังคุดจากเกษตรกรได้ ซึ่ง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งหาทางช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยด่วน เบื้องต้น จึงได้สั่งการ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ด้านการเกษตร ว่า จากที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 เห็นชอบให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ ปี 2564 เป็นต้นไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ด้านการเกษตร โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมด้วยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะกำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ปี 2564-2570 ที่เกี่ยวข้อง
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ตามความเหมาะสม โดยเน้นการจัดสรรพื้นที่สำหรับใช้ในการเพาะปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก จัดสรรทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนผลผลิตที่เหลือนำไปจำหน่าย ซึ่งโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปีละ 70,000 ราย ในพื้นที่ 882 อำเภอ รวม 77 จังหวัด ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 2560 ถึงปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 210,206 ราย จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรที่ร่วมโครงการมาตั้งแต่ ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน จำนวนเกษตรกรตัวอย่าง 240 ราย ครอบคลุม 4 ภาค รวม 14 จังหวัด พบว่า หลังจากที่เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ ในด้านต่างๆ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการน้ำ จัดการฟาร์ม การทำบัญชีครัวเรือน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทั้งพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์เข้าโครงการส่งเสริมปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตยาสมุนไพรให้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้มีความต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทดังกล่าว โดยเฉพาะการปลูกฟ้าทะลายโจรที่เริ่มนำร่องจับคู่กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก หากสามารถทำได้ดีผลเป็นที่น่าพอใจ อนาคตจะขยายไปปลูกสมุนไพรสำคัญตัวอื่นๆ เพื่อลดการนำเข้าคือขมิ้นและขิง ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสหกรณ์ที่เข้าโครงการ “โครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะต้องเดินหน้าจริงจัง เพราะขณะนี้ไม่พอ ที่สำคัญต้องเป็นชนิดที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง ที่ทางการแพทย์ต้องการซึ่งกรมวิชาการเกษตรมี 2 พันธุ์ ดังนั้น เพื่อให้มีการขยายพันธุ์และขยายผลผลิตจึงต้องจับระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นผู้ใช้ให้เป็นคู่ธุรกิจกัน และอนาคตจะขยายไปยังสมุนไพรตัวอื่น เช่น ขมิ้น ขิง ซึ่งกรมแพทย์แผนไทยจะได้เป็นผู้ชี้ว่า ต้องการสมุนไพรตัวไห
จากสถานการณ์โรคระบาดการติดเชื้อไวรัส ลัมปี-สกิน (Lumpy skin disease) ที่ยังวิกฤตหนัก ทำให้โค-กระบือป่วยแล้วกว่า 85,000 ตัว เพื่อป้องกันการระบาดของโรคและป้องกันความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือทั่วประเทศ อ.ส.ค. จัดกิจกรรม “ดื่มนมทานเนื้อปลอดภัย ส่งกำลังใจให้เกษตรกร สู้ภัยโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ” นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีความห่วงใยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบทั่วประเทศ 5,952 ราย มีจำนวนโครวม 174,658 ตัว ส่งน้ำนมดิบให้ อ.ส.ค. ประมาณ 874 ตัน ต่อวัน โดยพื้นที่ภาคกลางมีสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบมากที่สุดคือ จำนวน 15 สหกรณ์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 2,380 ราย และจำนวนโคนม 65,863 ตัว จึงได้สั่งการให้ อ.ส.ค. เฝ้าระวังโรคในพื้นที่พร้อมติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิดและให้รายงานสถานการณ์ต่อเนื่อง นอกจากนี้ รมช.มนัญญาได้ลงพื้นเป็นประธานจัดกิจกรรม “โครงการรณรงค์ป้องกันโรคลัมปี-สกิน” ณ ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง อ.ส.ค. มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พร้อมมอบสิ่งของ
ช่วง 6-7 ปีการทำตลาดทุเรียนออนไลน์กับตลาดจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใช้การขนส่งเครื่องบิน ประกอบกับช่วงวิกฤตโควิด-19 คนจีนเดินทางเข้ามาไม่ได้ สายการบินจีนได้ปรับเปลี่ยนเครื่องบินโดยสารมาให้บริการเครื่องเช่าเหมาลำขนส่งทุเรียนให้ถึงได้ภายใน 4-5 ชั่วโมง และกระจายถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ทุเรียนออนไลน์จึงมีราคาสูงกว่าท้องตลาด ต้องคัดเกรดเป็นทุเรียนคุณภาพ เพราะลูกค้าเป็นกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการชาวจีนจึงพยายามหาทุเรียนที่มีคุณภาพจริงๆ ไปทำแบรนด์ของตัวเองส่งขายทางออนไลน์ ทำให้ทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรราคาสูงไปตามๆ กัน และปี 2564 สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด ได้เปิดตัวครั้งแรกส่งทุเรียนออนไลน์ แบบพรีออเดอร์ไปตลาดจีนภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด ถือว่าเป็นโมเดลของความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของสมาชิกสหกรณ์ ผู้ประกอบการเอกชน หน่วยงานภาครัฐ สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด พร้อมเป็นโมเดล คุณสุนทร นพพันธ์ ประธานกรรมการสหกรณ์เกษตรเมืองขลุง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์จัดตั้งมา 47 ปีแล้ว ความเติบโต มั่นคงโดยตลอด เข้ามารับหน้าที่ประธานกรรมการ เป็นสมัยที่ 2 มีกรรมการ 15 คน มีสมาชิกปร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ด้วยการสนับสนุนของกรมหม่อนไหม ได้นำนิทรรศการตรานกยูงพระราชทานซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย รวมทั้งผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ได้แก่ ชาใบหม่อนออร์แกนิค (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์) 6 ชนิด เสื้อยืดผ้าไหมถัก และเวชสำอางหม่อนไหม ไปจัดแสดงในงานนิทรรศการอเมซิ่งไทยเฟสติวัล (Amazing Thai Festival) ณ เมืองเลอเวิน (Leuven) ประเทศเบลเยียม ในระหว่างวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม 2564 ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าแรกที่ได้รับอนุญาตให้จัดภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในสหภาพยุโรปที่เริ่มดีขึ้น โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนและเข้าร่วมงานกว่า 6,000 คน สำหรับผลิตภัณฑ์ชาออร์แกนิคจากประเทศไทยที่นำไปจัดแสดง มีหลายรสชาติ อาทิ ชาใบหม่อน ชาใบหม่อนมะตูม ชาใบหม่อนอัญชัน ชาใบหม่อนข้าวหอมมะลิดำ ชาใบหม่อนกุหลาบ ชาใบหม่อนขิง ขาใบหม่อนต้มยำ เป็นต้น ต่างได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากชาวเบลเยียมชื่นชอบการดื่มชา และให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อทราบว่าเป็นชาออร์แกนิคที่ได้รับเครื่องหมายการรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป โดยสินค้าที่ได้รับความนิยม เช
“การเลี้ยงโคนม” เป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมอบให้แก่เกษตรกรไทยมานานกว่า 60 ปี ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้ามาให้ความรู้ทางวิชาการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนม เพื่อยกระดับฟาร์มโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมให้ได้มาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) และ HACCP ทำให้การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง “เลี้ยงวัว” เป็นอาชีพเสริม แต่ทำเงินดีแซงหน้าอาชีพหลัก คุณสุนันทา กาญจนศิลป์ อาศัยอยู่เลขที่ 57/1 หมู่ที่ 6 ซอย 8 ถนนสาย 2 ซ้าย ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 15210 โทร. 089-806-6958 หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนม เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนครอบครัวปลูกพืชไร่เป็นอาชีพหลัก แต่เจอปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่ว
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการติดตามศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ มาตั้งแต่ปี 2557 พร้อมขยายเครือข่ายที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 11,742 ศูนย์ ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริการและแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ แก่เกษตรกร เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชุมชน ด้วยการจัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านการเกษตร จนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน และเป็นการพึ่งพาตนเองในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน สศก. ได้ติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์และเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ได้ติดตามพื้นที่ 17 จังหวัด สำรวจศูนย์เครือข่าย 87 ศูนย์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564 พบว่า ในแต่ละปี มีเกษตรกรเข้ามาใช้บริการในศูนย์เครือข่าย ศพก. ปีละ 2-3 ครั้
กรมชลประทาน ขอความร่วมมือเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาชะลอการทำนาปี หลังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลดลงอย่างต่อเนื่อง ย้ำขอให้รอฝนตกชุกสม่ำเสมอและมีน้ำเพียงพอในพื้นที่ค่อยทำการเพาะปลูก พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทย ประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้เกษตรกรและประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างทั่วถึง ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล โดย ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นการด่วน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนที่ผ่านมา ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2564 ปริมาณฝนจะลดลง อีกทั้งปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ อยู่ในเกณฑ์น้อย จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตินี้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 64 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว ได้รับผลกระทบน้อ
