กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
วันที่ 11 มีนาคม 2564 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการขุดลอกกว๊านพะเยา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อเสนอแนวทางในการดำเนินการขุดลอกกว๊านพะเยา และการบริหารจัดการน้ำบริเวณกว๊านพะเยาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ตามแผนการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยาของรัฐบาล กรมชลประทาน ได้วางแผนดำเนินการขุดลอกกว๊านพะเยา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการขุดลอกแก้มลิง และขุดคลองรอบกว๊านพะเยา รวมทั้งขุดแนวร่องเดิมกว๊านพะเยาด้วยเรือขุด ซึ่งการขุดลอกตะกอนดินในกว๊านจะได้ปริมาณดินประมาณ 9-10 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ ยังได้มีการขนย้ายปรับดินในเขตพื้นที่รอบกว๊าน เพื่อทำโครงการสร้างทาง พร้อมปรับปรุงอาคาร/ระบบควบคุมและระบายน้ำ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำในกว๊านพะเยาไ
องค์การสะพานปลา เร่งกระจายและขยายตลาดสินค้าสัตว์น้ำเต็มกำลัง เล็ง 3 ด่าน สิงขร พุน้ำร้อน แม่สอด ติดชายแดนเมียนมา เป็นตลาดกลาง ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน และกระจายสินค้าสัตว์น้ำ ตามนโยบาย รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังสร้างรายได้ให้เกษตรกร ดร. มณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อสป. มีแผนที่จะพัฒนาและขยายตลาดสินค้าสัตว์น้ำของไทยให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อยกระดับตลาดสินค้าสัตว์น้ำจากชาวประมง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีมาตรฐานสากล ทั้งคุณภาพและราคา ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยในระยะแรกมีเป้าหมายขยายตลาดไปที่ ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์, ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และด่านพรมแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งทั้ง 3 ด่าน เป็นด่านชายแดน ติดกับประเทศเมียนมา เป็นด่านที่มีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก จากเมืองมะริด และเมืองทวาย ประเทศเมียนมา ถือว่ามีศักยภาพมาก ที่ อสป. จะผลักดันให้ทั้ง 3 ด่าน เป็นตลาดกลาง ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน และกระจายสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน และช่วยให้เกษตรกรโดยรอบมีรายได้เพิ่มขึ้น
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขาสูงชัน ประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมด มีที่ราบเชิงเขาประมาณ 20% และที่ราบลุ่มประมาณ 10% จากลักษณะภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงชัน ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ส่งผลทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกลายเป็นหุบเขาแห่งข้าวโพด (corn volley) จากข้อมูลการใช้ที่ดินทางเกษตรกรรม พบว่า มีพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากถึง 107,006 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2560) ซึ่งทำให้เกิดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ต้นข้าวโพดแห้ง ตอซังข้าวโพดแห้ง และเปลือกข้าวโพดแห้ง ซึ่งสามารถไถกลบเป็นอินทรียวัตถุคืนธาตุอาหารสู่ดิน หรือนำมาใช้เพื่อเป็นอาหารสัตว์ แต่ในความเบ็นจริงกลับพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในเขตไร่หมุนเวียน เพราะเป็นวิธีการทำเกษตรที่มีต้นทุนต่ำ ทำได้ง่าย สะดวก และประหยัด เชื่อว่าการเผาตอซังช่วยทำลายโรคและแมลงในแปลงได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี ทั้งนี้ จากสถิติจุดที่ตรวจพบ ความร
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงตระหนักว่า ยังมีเกษตรกรชาวไทยที่ยากจนอยู่จำนวนมาก เนื่องจากยังขาดเงินทุนสำหรับประกอบอาชีพ และมีพื้นที่ทำประโยชน์จำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อแรงงานและผลตอบแทนเพื่อการดำรงชีพภายในครอบครัว ประกอบกับประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกษตรดังกล่าวจึงได้เข้าหักร้างถางป่าและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี อันทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ในปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานได้ทรงออกเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะอำเภอชะอำ อำเภอหัวหิน และอำเภอท่ายาง พระองค์สนพระราชหฤทัยในโครงการหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง ซึ่งอยู่ในคำแนะนำ ส่งเสริมของศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทรงเห็นว่าการดำเนินงานช่วยเหลือราษฎรให้มีที่ทำกินและประกอบอาชีพเป็นที่น่าพอพระราชหฤทัย ประกอบกับราษฎรในเขตอำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบ
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงานสัมมนามอบแนวทางการปฏิบัติงานโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว โดยมี รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วม การสัมมนา ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร นายอาชว์ชัยชาญ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 กรมการข้าว ได้รับมอบหมายภารกิจซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในหลายส่วน กรมการข้าว จึงเร่งดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจและโครงการสำคัญอย่างเร่งด่วน ในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี มีองค์ความรู้ที่ทันสมัย และนำเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้มีรายได้ในการดำรงชีพเลี้ยงครอบครัว และเมื่อเกษตรกรมีความเข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นได้ตามลำดับ ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติสามารถดำเนินไปสู่เป้าหมายอย่างเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ระบบส่งเสริมการเกษตร
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 161.79 ล้านบาท ดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ตั้งแต่การผลิตโคต้นน้ำจนถึงการตลาดเนื้อคุณภาพสำหรับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าไทย – ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่สิ้นสุดมาตรการ SSG ภายใต้ความตกลง TAFTA ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานโครงการฯ โดยร่วมมือกับบริษัทพรีเมียมบีฟ จำกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ พัฒนาระบบการซื้อขายโคให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม มีตลาดรองรับที่แน่นอนและมีการประกันราคารับซื้อไม่ต่ำกว่าท้องตลาด ในการนี้ สศก. ได้ติดตามโครงการฯ ในพื้นที่การดำเนินงานจังหวัดตาก ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาโคเนื้อจังหวัดตาก ซึ่งคณะกรรมการกองทุน FTA ได้อนุมัติวงเงิ
บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ยกระดับโครงการ “ส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้” จับมือ กระทรวงเกษตรฯ และสองมหาวิทยาลัย เดินหน้าพัฒนากระบวนการปลูก-เก็บเกี่ยวปลอดภัย หนุนใช้สารชีวภัณฑ์ ลดการใช้ยาฆ่าแมลง พร้อมตรวจเข้มสารเคมีตกค้างตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงปลูกถึงมือผู้บริโภค ช่วยเกษตรกรไทยระบายผลผลิตส้มคุณภาพกว่า 4,000 ตัน ต่อปี นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในบรรดาสินค้าผักผลไม้ที่แม็คโครรับซื้อจากเกษตรกร ‘ส้ม’ ติดอันดับหนึ่งในห้าที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผู้คนต้องการบริโภคผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ซึ่ง แม็คโคร ได้ยกระดับ ‘โครงการส้มปลอดภัย คนไทยยิ้มได้’ ที่ทำมานานกว่า 6 ปี ด้วยการเพิ่มข้อมูลด้านความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายผ่าน QR code makro i-Trace” “ส้ม เป็นสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการบริโภคมาก แต่ละปี แม็คโครจำหน่ายส้มจากเกษตรกรไทยไม่น้อยกว่า 4,000 ตัน ต่อปี ฉะนั้นความปลอดภัยของส้มจึงส่งผลกระทบต่อ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ที่ผ่านมา กล้วยไม้ นับเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย โดยมีปริมาณส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ การเดินทางขนส่งระหว่างประเทศเกิดความไม่สะดวก ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ไม่สามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปยังตลาดสำคัญในยุโรปและอเมริกาได้ แม้การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยจะได้รับผลกระทบ แต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็ว โดยหาตลาดทดแทนในกลุ่มประเทศอาเชียน จึงทำให้ปี 2563 มีปริมาณส่งออกทั่วโลกรวม 21,872 ตัน ลดลงเล็กน้อยเพียง ร้อยละ 5 เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,370 ล้านบาท โดยสามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปประเทศเวียดนาม ได้จำนวน 8,528 ตัน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได้จำนวน 2,913 ตัน และส่งออกดอกกล้วยไม้ไปประเทศเมียนมา ได้จำนวน 1,069 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได
สถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อำเภอบ้านแฮด มัญจาคีรี และบ้านไผ่ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558จนถึง ปัจจุบันมีพื้นที่ จำนวน 2,863 ไร่ สมาชิกแปลงใหญ่ 1,543 ราย โดยเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมจากการปลูกอ้อยโรงงานและมันสำปะหลัง เป็นการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เนื่องจากสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ เติบโตเร็ว ทนโรคและแมลง และสามารถตอบสนองต่อการบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้เป็นอย่างดี จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) พบว่า ต้นทุนการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของเกษตรกรแปลงใหญ่ เฉลี่ย 14,632 บาท ต่อไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ราคาต้นพันธุ์เสียบยอดอยู่ที่ 40-50 บาท นิยมปลูกช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวในฤดูช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม และบางส่วนเก็บเกี่ยวนอกฤดูช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 737.50 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 35.20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 11,328 บาท ต่อไร่ ด้านการต
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า วิกฤตการแพร่ระบาดดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งหากพิจารณาภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับปี 2562 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) ไม่รวมอาเซียน พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทย กลับมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.2 คิดเป็นมูลค่า 490,726 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.7 ตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ จีน ฮ่องกง เปรู ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ตามลำดับ สำหรับสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สด มูลค่า 83,576 ล้านบาท เนื้อไก่สด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 27,789 ล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 21,626 ล้านบาท ผลไม้แช่แข็ง มูลค่า 6,993 ล้านบาท ปลาสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 4,358 ล้านบาท และ สุกรสด/แช่เ
