กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2563 ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนเหล่าทัพ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมในพิธี ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ความเป็นมาโครงการฝนหลวง แผนปฏิบัติการฝนหลวง ช่องทางการติดตามข้อมูลข่าวสารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนิทรรศการของหน่วยงานร่วมบูรณาการจากกองทัพอากาศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตลอดจนมีพิธีปล่อยคาราวานเครื่องบินฝนหลวง เพื่อออกปฏิบัติการ และไปประจำการทั้ง 5 ภูมิภาคอีกด้วย คุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องจากปี 2563 สถานการณ์ภัยมีแนวโน้มที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน เสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบ
ข้าว เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวิถีแห่งชีวิต และเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งชาติ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน การทำนาได้แทรกซึมอยู่ในวิถีวัฒนธรรม ก่อให้เกิดประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์มากมาย เมล็ดข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 ตลอดระยะเวลา 14 ปี แห่งการเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล ด้านการผลิตข้าว การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลชาวนาจำนวนกว่า 4 ล้านครัวเรือน กว่า 16 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนมาก เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของชาวนาให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งดำเนินการ เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดี และเพิ่มเสถียรภาพให้กับประเทศ โดยปัจจุบันมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 2
“มนัญญา” ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออกที่กำลังเริ่มทยอยออกสู่ตลาด คาดผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ประเมินผลกระทบไวรัส-โควิด 19 อาจทำให้การส่งออกผลไม้ไปจีนลดลง เผยเตรียมมาตรการรับมือใช้กลไกสหกรณ์ร่วมกันระบายผลผลิตสู่ตลาดในประเทศ พร้อมทำข้อตกลงกับห้างโมเดิร์นเทรดรับซื้อ ผลไม้คุณภาพจากสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ประชุมหารือกับตัวแทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่รวบรวมผลไม้ 79 แห่ง 29 จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการระบายผลผลิตสู่ตลาด ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์โรคไวรัสโควิด -19 แพร่ระบาดหนักในประเทศจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด และลำไย แต่ละปีทางประเทศจีนมีปริมาณการสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ดังนั้น ต้องกระตุ้นการบริโภคผลไม้ภายในประเทศให้มากขึ้น โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเป็นกลไกในการระบายผลไม้สู่ตลาดในทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค
คุณอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “อะโวกาโด (Avocado)” เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดเลย สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม เนื่องจากอะโวกาโดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ ยังสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ เนื้อดินลึก และน้ำไม่ท่วมขัง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตอะโวกาโดในพื้นที่จังหวัดเลย พบว่า มีพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 593 ไร่ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอภูเรือ ด่านซ้าย และนาแห้ว โดยปลูกเฉลี่ย 3 ไร่ ต่อครัวเรือน (ประมาณ 25 ต้น ต่อไร่) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ปีเตอร์สัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีผลใหญ่ เมื่อผลโตเต็มที่ประมาณ 2-3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม และพันธุ์แฮส ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ผู้บริโภคนิยม โดยเกษตรกรที่เพาะปลูกอะโวกาโด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,339 บาท ต่อไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ราคาต
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 44,642 ไร่ (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2563) และพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย มีความทนทานต่อภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) เพื่อศึกษาสินค้าเกษตรที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า ไผ่รวกและมะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่เหมาะสมต่อการปลูกในสภาพพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ใช้น้ำน้อย มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้ง ตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิด มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้ ไผ่รวก มีพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 18,983 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 16,010 ไร่ ผลผลิตรวม 14,
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่านโยบายสำคัญที่รัฐบาลปัจจุบัน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตร คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร โดยผ่านการบูรณาการการทำงานในรูปคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ซึ่งมีที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นประธานกรรมการ และ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการการ โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรของประเทศ และสนับสนุนให้มีการนำนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรของประเทศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานของคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ 1. คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตรอุตสาหกรรม 2. คณะ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่ทางการเกษตร จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่ปี 2557 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และถ่ายทอดความรู้ด้านทำเกษตรปลอดการเผาให้กับเกษตรกรแล้ว จำนวน 15,750 ราย เพื่อสร้างวิทยากรถ่ายทอดความรู้รวมทั้งสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบ 166 ชุมชน รวม 26 จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 10 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก อุตรดิตถ์) และพื้นที่ภาคอื่นๆ ที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรค่อนข้างมาก 16 จั
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีวงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินรวม 109,113 ล้านบาท จำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,536 ล้านบาท 2. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 32,667 ล้านบาท 3. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 14 แผนงาน กษ. เกี่ยวข้อง รวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 42,996 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 41,033 ล้านบาท และ 4. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,914 ล้านบาท สำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็น 1 ใน 14 แผนงานบูรณาการ มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. เป็นเจ้าภาพ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบูรณาการร่วมกัน 6 กระทรวง 24 หน่วยงาน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,018 ล้านบาท ประกอบด
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร (Policy Partnership on Food Security : PPFS) ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือ เอเปค ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อหลัก คือ “การใช้ประโยชน์สูงสุดจากศักยภาพมนุษย์ เพื่ออนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกัน” ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบริบทของการค้าและการลงทุน การมีส่วน ร่วมที่ครอบคลุมในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน โอกาสเดียวกันนี้ สศก. ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1. กรอบการจัดทำแผนพัฒนาระบบ โลจิสติกส์การเกษตร ปี 2563 – 2565 เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร โดยให้ความสำคัญกับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถส่งสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภคได้โดยตรง 2. การดำเนินการของคณะอนุกรรมการด้าน
นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา (Covid-19) ที่อาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกผลไม้ไทยไปตลาดจีน ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เดือนมีนาคม – พฤษภาคม นี้ โดยเฉพาะไม้ผลของภาคตะวันออก กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตส่วนเกินที่ไม่สามารถส่งออกได้ตามสถานการณ์ปกติ อาทิ เร่งหาตลาดใหม่ เพื่อทดแทนตลาดจีน อย่างอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่ง และมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอันดับต้นๆ รวมทั้ง กระตุ้นการตลาดเดิมของไทยของตลาดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาทิ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สหภาพยุโรป พร้อมเตรียมมาตรการกระจายสินค้าและกระตุ้นการบริโภค เช่น Road show รวมถึง รณรงค์เรื่อง Eat Thai first เพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าเกษตรไทย การรณรงค์ให้มีแคมเปญต่างๆ เช่น run for fruit และรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน บริการจัดเสิร์ฟผลไม้ไทยในงานประชุม อบรม และสัมมนาต่างๆ ร่วมกัน ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลจากสถานการณ์ไวรัส โคโรนาดัง
