กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ได้ให้การรับรองข้อมูลพืชเศรษฐกิจที่สำคัญใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ) ประกอบด้วย ข้าวนาปี (ปีเพาะปลูก 2561/62) มีเนื้อที่เพาะปลูก 20 จังหวัด รวม 36,892,659 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 32,883,508 ไร่ ผลผลิตรวม 11,731,482 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 357 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) เมื่อเทียบกับปีเพาะปลูก 2560/61 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 1 ส่วนเนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลงประมาณ ร้อยละ 2 ส่งผลให้ผลผลิตรวมลดลง ร้อยละ 4 เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องมาจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 จึงทำให้มีการนำที่นารกร้
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์โมเดลความสำเร็จ ของระบบคอนแทร็คต์ฟาร์มของภาคเอกชน ที่ช่วยเกษตรกรไทยมากว่า 40 ปี ให้แก่ผู้ร่วมงานทั้ง 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ในงานประชุมนานาชาติ Mekong Hub Knowledge and Learning Fair 2019 จัดขึ้นโดย กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร มกอช. อ.ส.ค. ธ.ก.ส. และ ซีพีเอฟ จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ของไทยไปขยายโอกาสและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรรายย่อยในประเทศกลุ่มแม่น้ำโขงต่อไป ดร. ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงโรม กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในงานประชุมนานาชาติ MKLF 2019 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าทั้งประเทศไทย ทั้งองค์กรภาครัฐ สถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือเกษตร และภาคเอกชน เป็นต้นแบบที่ดีของภูมิภาคอาเซียน ในการพัฒนาระบบคอนแทร็คต์ฟาร์มมิ่ง เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการตลาด นำไปสู่ความเข้มแข็
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ในพื้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ทำการศึกษาเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพสำหรับปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเหนียวนาปี โดยผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ 1 การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวเหนียวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ควรส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มที่ 2 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ในกรณีที่เกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 305,665 ไร่) พื้นที่อำเภอร้องกวาง อำเภอเมือง และอำเภอลอง พบว่า สามารถปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 2,613 ไร่ และใ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ และได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปีงบประมาณ 2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิดและพฤติกรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองได้อย่างเหมาะสม โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก โดยได้ดำเนินการ คัดเลือกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ และให้ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจัดการฝึกอบรมเกษตรกรทั้งภาคความรู้ และฝึกปฏิบัติตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านที่ต่างๆ โดยมีเป้า
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2562 ภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย กรณีศึกษาทุเรียน พบว่า ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ในฤดูปีนี้ จะมีประมาณ 3-4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นจะห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มทยอยออกตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2562 และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ขณะที่ทุเรียนภาคใต้นอกฤดู (ทุเรียนทวาย) ขณะนี้อยู่ในช่วงที่เกษตรกรกำลังตัดแต่งกิ่งใบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำทุเรียนนอกฤดู และบางพื้นที่มีการตัดแต่งผลทุเรียนที่มีตำหนิ รวมทั้งตัดแต่งรูปทรงที่ไม่สวยออกจากต้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยทุเรียนนอกฤดูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงมกราคม 2563 ซึ่งจากการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน โดยพบว่า ผลผลิตร้อยละ 80-90 เป็นทุเรียนเกรด A และเกรด B ที่เหลือร้อยละ 10 เป็นทุเรียนตกเกรดและมีตำหนิ ด้านแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากพม่า ค
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี จัดกิจกรรมรณรงค์เฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ณ ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ทั้งนี้ โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease) ได้เริ่มระบาดเข้าสู่บางจังหวัดตามตะเข็บชายแดนไทย – กัมพูชา จากการนำพันธุ์ติดเชื้อมาปลูกและมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรค ซึ่งโรค ดังกล่าวจะทำลายมันสำปะหลังอย่างรุนแรงและไม่มีทางแก้ไข นอกจากจะต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่ทดแทนพันธุ์เก่า ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-7 ปี ทั้งนี้ เพื่อลดความเสียหายต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องชะลอการระบาดให้น้อยลงและนานที่สุด โดยการให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนโดยทั่วไป การดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แจ้งกำหนดแนวทางการดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยให้ทุกอำเภอ
“กฤษฎา”ฟิตจัดส่งท้ายตำแหน่ง สั่งเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง-ขาดแคลนน้ำ จากภาวะฝนทิ้งช่วง พร้อมจี้หน่วยงานในพื้นที่เร่งเดินสายชี้แจงเกษตรกรคุมพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 ไม่ให้เกิน 11.21 ล้านไร่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าบางช่วงของฤดูฝนปีนี้โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม จะมีการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอและมีปริมาณฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทานอาจทำให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและขาดแคลนน้ำจากปัญหาฝนทิ้งช่วง ตนจึงได้กำชับและมอบหมายหน่วยงานในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดด้วย พร้อมทั้งได้เตรียมแผนการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2561/62 ขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและพื้นที่ทำการเกษตร โดยมอบหมาย กรมฝนหลวง และการบินเกษตร เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 มี.ค. 2562 โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการเชียงใหม่ ตาก ลพบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ สระแก้ว สุราษ
“กฤษฎา” เกาะติดสถานการณ์ระบาดของ “หนอนกระทู้” งัดมาตรการเข้ม สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน “หนอนกระทู้” ที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดอย่างใกล้ชิด ล่าสุดพบแพร่ระบาดลุกลามทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 42 จังหวัด จำนวน 291,356 ไร่ พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดในหลายจังหวัดของประเทศในขณะนี้ว่า เพื่อให้มีการติดตามสถานการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดี/ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวัง ควบคุม จำกัด ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างรอบด้าน โดยในระดับพื้นที่ให้ใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดประธาน กำหนดแนวทางการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เกษตรจังหวัดประสาน ปภ.จังหวัดให้ความช่วยเหลือต่อไป ขณะเดียวกันได
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าอินทรีย์โลกในปัจจุบัน พบว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเกษตรกรรมอินทรีย์ (The research institute of organic agriculture: FiBL) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (international federation of organic agriculture movements: IFOAM) ปี 2560 พบว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของโลกมีจำนวน 361.25 ล้านไร่ โดยพื้นที่ผลิตสินค้าส่วนใหญ่อยู่บริเวณโอเซเนียน (Oceania) (ออสเตรเลียและหมู่เกาะใกล้เคียง) มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 47% ของพื้นที่ ทำการเกษตรทั้งหมด รองลงมา คือ ยุโรป มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 23% ลาตินอเมริกา 12% เอเชีย 9% อเมริกาเหนือ 6% และแอฟริกา 3% ซึ่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกสร้างมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อยู่ลำดับที่ 7 ของเอเชีย และมีการขยายพื้นที่ผลิตอินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ ปี 2543 พบว่า ไทยมีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 10,524 ไร่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนปี 2560 มีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 570,409ไร่ (เพิ่ม
เมื่อวันที่12 มิ.ย. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครเกษตรกรที่ต้องใช้ สารจำกัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส เพียงสมัครด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกวันตามเวลาราชการ เกษตรกรเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ และเข้าทดสอบตามวันเวลาที่เลือก เกษตรกรที่สอบผ่านจึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสาร นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ออกประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน เป็นต้นไป (20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ประกาศฯ ดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้สาร ผู้รับจ้างพ่น จะต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย
