ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดวางแผนรับมือหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในฤดูกาลปลูกข้าวโพดรอบต่อไปโดยเน้นจัดการแบบองค์รวมใช้ชีวภัณฑ์ สารเคมี ถูกชนิด ถูกเวลา ถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ผลและควบคุมได้ ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย กล่าวว่า “จากรายงานของกรมวิชาการเกษตรที่ประมาณการพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในประเทศไทยไว้มากกว่า 6.87 ล้านไร่ คาดว่าจะมีผลผลิตกว่า 4.62 ล้านตันในปีนี้ หากไม่เร่งกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด อาจสูญเสียผลผลิตมากถึง 25 – 40% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4 – 8 พันล้านบาท ซึ่งประมาณการค่าใช้จ่ายในการกำจัดต่อไร่ อยู่ที่ 200 – 400 บาท ฉะนั้น ต้นทุนการผลิตโดยรวมของผลผลิตก็อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 800 – 1,602 ล้านบาท ต่อปี ดังนั้น สมาคมจึงเร่งจัดการอบรม ติดอาวุธทางความรู้แบบยั่งยืนให้แก่เกษตรกร เพื่อป้องกันและลดการสูญเสียแก่เกษตรกรในการประกอบอาชีพ และแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งเราตั้งเป้าเผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรโดยตรงและผ่านภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดประชุมวิชาการข้าวโพด-ข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยเชิญนักวิชาการ นักส่งเสริม นักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน อาจารย์ นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมประชุมและส่งผลงานวิจัยทั้งภาคบรรยาย และภาคโปสเตอร์ โดยเปิดทางให้ผู้สนใจส่งผลงานได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 นี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การประชุมวิชาการข้าวโพด – ข้าวฟ่างแห่งชาติจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ผลงานวิจัย และความรู้ใหม่ ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรในทุกภาคส่วนที่อยู่ในวงการข้าวโพดและข้าวฟ่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวฟ่าง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ผลผลิตมากว่าร้อยละ 90 นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำรายได้ให้กับประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา โด
เมื่อเร็วๆ นี้ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายนาวิน อินทจักร เกษตรจังหวัด, นายกร มหาวงศนันท์ หัวหน้าสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด, นายสิทธิ์ วงศ์ม่าน นายอำเภอปง, นายจรัญ กาญจนปัญญานนท์ นายอำเภอเชียงคำ และ นายเทวา ปัญญาบุญ นายอำเภอดอกคำใต้ ได้ร่วมกันแถลง ผลการดำเนินการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการระบาดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armyworm) ที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเฉพาะในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ทางจังหวัดพะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าปี 2562 จังหวัดพะเยา มีการปลูกข้าวโพดจำนวนกว่า 71,000 ไร่ พื้นที่แพร่ระบาดจำนวน 70,234.25 ไร่ พื้นที่คาดว่าจะเสียหายเบื้องต้นประมาณ 43,858 ไร่ กระจายไปทั่วทุกอำเภอ พบแล้ว 7 อำเภอ ซึ่งพบมากที่สุด ที่อำเภอปง ประมาณ 20,000 ไร่ อำเภอดอกคำใต้ ประมาณ 7,000 ไร่ และอำเภอเชียงม่วน ประมาณ 5,000 และกระจายไปอำเภอต่างๆ รวม 7 อำเภอ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ได้มีการรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาทราบ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงรายละเอียดข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งการคิดคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของ สศก. จะประกอบด้วย ต้นทุนที่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรจ่ายด้วยเงินสด ได้แก่ ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาและสารเคมี ค่าจ้างแรงงาน และค่าน้ำมัน และต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรไม่ได้ใช้เงินจ่าย เช่น แรงงานในครัวเรือน ปุ๋ยคอกในฟาร์ม ค่าใช้ที่ดินของตนเอง ค่าเสียโอกาสและค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ซึ่งเมื่อนำต้นทุนทั้ง 2 ประเภทมารวมกัน จะเรียกว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ โดยทุกครั้งที่มีการเผยแพร่ข้อมูลต้นทุนในเอกสารต่างๆ จะมีการระบุหมายเหตุให้ผู้ใช้ข้อมูลทราบว่า เป็นต้นทุนเงินสด หรือเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไว้ด้วยทุกครั้ง สำหรับการคิดคำนวณต้นทุนแบบเงินสด จะทำให้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาการผลิตที่เกษตรกรจ่ายในรูปแบบเงินสดเป็นเท่าใด และสามารถนำมาใช้วางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเงินสดบางอย่างอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ซึ่ง สศก. จะคิดแบบค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา นับเป็นโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง ลดการทำข้าวนาปรัง โดยดึงหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ มาร่วมดำเนินการจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นโมเดลการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา มีเป้าหมายปรับสมดุลปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดปริมาณข้าวนาปรัง โดยเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรกรมีรายได้และเกิดความมั่นคงในอาชีพการเกษตรมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายตลาดนำการผลิต “ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการถือได้ว่า โครงการนี้ เป็นต้นแบบการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างแท้จริง ซึ่งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ ตรวจสอบ คัดเลือก รับสมัครเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้า
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 นายอนุชา ยาอีด เกษตรจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง และสำนักงานเกษตรอำเภอวังเหนือ ร่วมจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุน การปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ แปลงปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ของ นายประยุทธ พงษ์ศรี หมู่ที่ 9 ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง โดยได้รับเกียรติจาก นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน นางสาววรฌทร สงวนพงศ์ นายอำเภอวังเหนือ กล่าวต้อนรับ และ นายอนุชา ยาอีด เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวรายงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงานในครั้งนี้ การจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยปัจจุบันพบว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลิต
กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมขานรับนโยบายต่อยอด “ตลาด นำการผลิต”รัฐบาลทุกมิติ มุ่งเสริมเขี้ยวเล็บสหกรณ์ให้เกิดเข้มแข็งเป็นที่พึ่งเกษตรกร ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต -สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านตลาดนำการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกรและเป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการของประชาชนในพื้นที่กับการสนับสนุนของรัฐบาลตามแนวทางประชารัฐ และเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมทั้งมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ด้วยการขับเคลื่อนผ่านนโยบายสำคัญ เช่น ทำการเกษตรแปลงใหญ่ ศพก. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ธนาคารสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งเป็นการเสริมต่อจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปีเพาะปลูก 2561/62 ที่ปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงกุมภาพันธ์ 2562 ในเขตภาคเหนือตอนล่างของแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญใน 5 จังหวัด เปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง หลังจากเกษตรกร เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแทนข้าวรอบ 2 (ข้าวนาปรัง) ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 (สศท.12) จังหวัดนครสวรรค์ (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2562) พบว่า กำแพงเพชร เกษตรกรมีต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,768 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 8.00 บาท ได้ผลตอบแทน 7,357 บาท/ไร่ คิดเป็นรายได้สุทธิ 2,589 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง เกษตรกรมีต้นทุน 4,231 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.40 บาท ผลตอบแทน 5,325 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,095 บาท/ไร่ พิจิตร ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,604 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 7.90 บาท ผลตอบแทน 6,708 บาท/ไร่ ร
สำหรับเทคนิคการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาให้ได้คุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ราคานั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใหข้อแนะนำว่า เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดแห้งสนิท อายุ 120 วันขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 130 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์และสภาพภูมิอากาศ โดยสังเกตใบและต้นข้าวโพดว่าแห้งสนิทเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง เมื่อแกะเมล็ดจะเห็นเนื้อเยื่อสีดำอยู่ที่โคนเมล็ด เป็นระยะที่ข้าวโพดมีน้ำหนักแห้งสูงสุด ความชื้นของเมล็ดในช่วงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ในการเก็บเกี่ยวหากใช้แรงงานคน ให้ใช้ไม้ปลายแหลมแทงเปลือกบริเวณปลายฝัก ต้องระวังอย่าให้โดนเมล็ด ปอกเปลือกแล้วใส่ในตะกร้า หรือกระสอบป่าน หรือวางกองไว้บนผ้าพลาสติก หรือเก็บโดยหักข้าวโพดทั้งฝักแล้วนำมาปอกเปลือกภายหลังหรือเก็บไว้ทั้งเปลือกก็ได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เมล็ดเกิดแผลหรือร้าวในระหว่างเก็บเกี่ยวหรือขนย้าย ที่สำคัญไม่ควรวางฝักข้าวโพดบนพื้นที่ชื้นแฉะ ไม่โยนฝักข้าวโพดเพราะจะทำให้เกิดบาดแผลบนผิวของเมล็ดหรือเมล็ดร้าว ทำให้เชื้อราเข้าทำลายเมล็ดได้ง่าย ขณะเก็บเกี่ยวให้แยกฝักเสียหรือฝักที่มีเชื้อราออกจากฝักดี และให้นำไปทำลาย แต่หากใช้เครื่อง
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่มีการผลิตหลายขั้นตอน การเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ เก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานคน และเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรกล นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปกติข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยจะปลูก 3 ฤดู คือต้นฝน ปลายฝน และฤดูแล้งหลังนา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในช่วงฤดูแล้งหลังนาจะมีคุณภาพดีที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคา เพราะเก็บเกี่ยวในช่วงที่ปลอดฝน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ โดยทั่วไปอายุการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 120 วัน ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่พฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และจะเริ่มทยอยเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ระยะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเกษตรกรควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดและแห้งสนิท อายุ 120 วันขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 130 วัน ทั้งนี้อยู่กับชนิดพันธุ์และสภาพภูมิอากาศ โดยสังเกตใบและต้นข้าวโพดว่าแห้งสนิทเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง เมื่อแกะเมล็ดจะเห็นเนื้อเยื่อสีดำอยู่
