ชันโรง
“น้ำผึ้ง” ที่รู้จัก หลักๆ มาจากผึ้ง 3 ชนิด คือ ผึ้งชันโรง (แมงโลม) ส่วนใหญ่คนยังไม่ค่อยรู้จักอยู่ตามธรรมชาติ ตามบ้าน โรงเรียน วัด เป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ผึ้งโพรงทำรังอยู่ตามบ้าน สวน และผึ้งพันธุ์ที่คัดสายพันธุ์ดีนำมาเลี้ยงกันแพร่หลาย ที่จังหวัดตราดมีการเลี้ยงผึ้งทั้ง 3 ชนิดมานานแล้ว แต่ไม่จริงจัง จนกระทั่ง คุณชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ให้ความสนใจส่งเสริมการเลี้ยงตั้งแต่ปี 2565 ได้เริ่มเห็นความสนใจการเลี้ยงผึ้งกันมากขึ้น และเมื่อเดือนกันยายน 2566 มีการรวมตัวกันในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดตั้ง “สมาคมคนเลี้ยงผึ้งภาคตะวันออก” (Eastern Beekeepers Asssociation) ส่งเสริมการเลี้ยง ผึ้งชันโรง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและสร้างมูลค่า เพราะสภาพแวดล้อมของจังหวัดตราดมีความเหมาะสม ทั้งแหล่งเกสร แหล่งอาหาร และความต้องการภาคเกษตรกรรมที่ต้องการใช้ผึ้งผสมเกสร และสมาคมฯ เตรียมชู น้ำผึ้งดอกเสม็ดขาว อัตลักษณ์น้ำผึ้งจังหวัดตราด เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เมตตาธรรมชวนเลี้ยงผึ้งชันโรง คนต้นแบบ “มานพ ทองศรีสมบูรณ์” คนต้นแบบเลี้ยงผึ้งชันโรง คุณมานพ ทองศรีสมบูรณ
หากใครอยากเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปลูกพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ที่ปลูกดูแลแบบเกษตรอินทรีย์ หรืออยู่ใกล้ป่าธรรมชาติ ที่มีต้นไม้นานาชนิดให้เป็นแหล่งอาหารของชันโรง ทั้งนี้ จากการศึกษาของศูนย์วิจัยฯ พบว่า พืชอาหารที่ถูกใจชันโรง ถือเป็นอาหารเกรด เอ ที่มีคุณค่าทางยามากที่สุดคือ “ดอกดาวกระจาย” เพราะมีสรรพคุณทางยาสูง โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบสูงถึง 97-98 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ “ดอกเสี้ยวป่า” ซึ่งมีสรรพคุณทางยา ให้สารต้านการอักเสบสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ นอกจากพืชอาหารจะมีความสำคัญต่อคุณภาพน้ำผึ้งชันโรงแล้ว เรื่องการเก็บผลผลิตและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ก่อนเก็บน้ำผึ้งควรปล่อยให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ทำงานเต็มที่ เพราะน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นเหลืออยู่ที่ 22-21 เปอร์เซ็นต์ หลังชันโรงเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ที่มีคุณสมบัติทางยา เมื่อเป็นน้ำผึ้งจะเข้มข้นขึ้น ตั้งแต่ 10-100 เท่า เมื่อผสานกับนวัตกรรมการบ่มน้ำผึ้งที่ให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ของศูนย์วิจัยฯ ยิ่งทำให้น้ำผึ้งมีความเป็นยามากขึ้น #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban #ชันโรง #ผึ้
คุณอานนท์ ชูโชติ หรือ คุณกัน ได้เห็นถึงความสำคัญในการเลี้ยงชันโรงเพื่อมาไว้ในสวนลิ้นจี่ จากที่มีเพียงไม่กี่รังไว้ภายในสวน เขาไม่คาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้ดีไม่น้อย เพราะการเลี้ยงชันโรงถือว่าประหยัดต้นทุนอาหารเป็นอย่างมาก โดยทผู้เลี้ยงไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลย โดยทุก 1 ปี จะแยกรังชันโรง 2 ครั้ง หรือถ้ามองว่าในรังมีขนาดที่แคบเกินไป สามารถแยกรังไปใส่ในกล่องใหม่ได้ทันที เป็นการขยายรังจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 ช่วงที่เวลาที่เหมาะต่อการแยกรังจะเป็นช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างที่จะมีดอกไม้ออกมาจำนวนมาก เพียงพอที่จะเป็นอาหารให้กับชันโรง
ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Native Honeybee and Pollinator Research Center) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้ง หรือ “Bee Park” ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มี รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี อาจารย์ประจำ มจธ.ราชบุรี เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยฯ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผึ้งและภาษาผึ้งคนแรกของไทย ล่าสุด ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “Regional President of Asia” ของสภาบริหารของสมาคมผึ้งโลก Apimondia (Apimondia: International Federation of Beekeepers’ Associations) รศ.ดร.อรวรรณ กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของศูนย์คือ การศึกษาวิจัยด้านผึ้งใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ศึกษาพฤติกรรมผึ้ง ความหลากหลายของผึ้งและปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผึ้งทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) 2. สร้างเครื่องมือที่ชื่อว่า รังผึ้งฉลาด (smart hives) เพื่อศึกษาภาษาผึ้งผ่านแอปพลิเคชั่น beeconnex โดยทำร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. 3. ใช้ประโยชน์จากผึ้งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และ 4. สร้า
หากติดตามข่าวคราวการเกษตรในบ้านเรา จะเห็นได้ว่าไม่กี่ปีมานี้เกษตรกรในบ้านเราหลายพื้นที่นิยมเลี้ยง “ชันโรง” หรือผึ้งจิ๋ว กันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่ามันเป็นตัวผสมเกสรดอกไม้ชั้นเยี่ยม อีกทั้งไม่ต้องลงทุนมาก แต่ได้ผลเกินคุ้ม โดยเฉพาะสวนผลไม้ที่มีเนื้อที่เยอะๆ หากนำชันโรงไปเลี้ยงจะทำให้ผลไม้ติดลูกจำนวนมาก ที่สำคัญเลี้ยงง่ายและไม่ต้องดูแลอะไรมาก อีกทั้งขายน้ำผึ้งได้ในราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป และยังนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้หลายอย่าง อาทิ สบู่ หรือโลชั่น ใช้น้ำผึ้งทำสบู่ วันก่อน คุณวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำทีมนักข่าวจากส่วนกลางไปสำรวจโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการส่งเสริมชาวประมง ตำบลชะแล้ จังหวัดสงขลา ให้เลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน คุณวุฒิชัย แจกแจงว่า ชันโรง เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้ง ซีพีเอฟ จึงได้ต่อยอดโครงการ
“สงขลา” เป็นเมืองที่มีภูมิทัศน์สวยงาม ถูกขนาบข้างด้วยทะเล 2 แห่ง คือทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา ด้วยทำเลที่เหมาะสมสำหรับเป็นเมืองท่าการค้ามาตั้งแต่สมัยอดีต ทำให้สงขลาเป็นเมืองการค้าที่สำคัญ โดยมีเมืองหาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางธุรกิจของภาคใต้ นอกจากนี้ สงขลายังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีวิถีชีวิตเฉพาะถิ่นแบบพหุวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมไทย จีน และมุสลิมได้อย่างลงตัว สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา นับว่ามีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาการศึกษาให้แก่เยาวชนและประชาชนในจังหวัดสงขลาได้รับการศึกษาตลอดชีวิต และการศึกษาวิชาชีพเพื่อการมีงานทำอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน มุ่งสร้างสังคมฐานความรู้ สร้างกลุ่มอาชีพชุมชน จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชนโดยการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของคนในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของภูมิปัญญา องค์กรชุมชน อาสาสมัคร ในการสนับสนุนและมีส่วนร่วมจัดการศึกษา นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลา ประกอบ
“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กัน สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นเช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง “ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที
กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลง จึงทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายของชนิดแมลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยในการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากแมลงมานาน นับเป็นจุดแข็งที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพในการเลี้ยงแมลงให้เป็นแมลงเศรษฐกิจได้ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถสร้างอาชีพและรายได้หมุนเวียนให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ สำหรับสถานการณ์การผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ในปี 2563/64 มีดังนี้ 1.ผึ้งพันธุ์ มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งพันธุ์กว่า 1,248 ราย จำนวนรังประมาณ 360,395 รัง จากการรายงานของ FAO ปี 2560 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับสองของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 36 ของโลก นอกจากนี้การบริโภคน้ำผึ้งภา
นายวสันต์ ภูผา ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ชันโรง ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยถึงที่มาการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ชันโรงว่า เริ่มต้นจากที่ต้องการเพิ่มผลผลิตในสวนผลไม้ของตัวเอง จึงได้เริ่มเลี้ยงชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว เพื่อช่วยผสมเกสร ปรากฏว่าชันโรงช่วยให้ผลผลิตไม้ผลทั้งมะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ ติดดอกออกผลมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนยาฆ่าแมลงลดลง เพราะเลี้ยงชันโรงจะใช้สารเคมีไม่ได้ ซึ่งตนเลี้ยงชันโรงมากว่า 23 ปีแล้ว จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับเกษตรกร จึงได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ ประกอบกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ จึงได้จัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ชันโรงจังหวัดสมุทรสาครขึ้นเมื่อปี 2560 ปัจจุบัน มีสมาชิก จำนวน 41 ราย มีชันโรงรวมกันกว่า 3,000 รัง จุดประสงค์หลักของการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ชันโรงคือ ส่งเสริมการใช้ชันโรงเพื่อเพิ่มผลผลิตในสวนผลไม้ของสมาชิก ลดต้นทุนการผลิตจากการเลิกใช้สารเคมี รวมถึงต่อยอดผลพลอยได้จากชันโรง ด้วยการให้เกษตรกรสวนผลไม้เช่ารังชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสร ราคาค่าเช่ารังละ 30 บาท/รัง/วัน โดยทั่วไปถ้าเป็นสวนที่ปลูกผลไม้เต็มพื้นที่ จะใช้รังชันโรงไม่ต่ำก
ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงตำบลปันแต บ้านเลขที่ 102 หมู่ที่ 11 ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558 มีสมาชิก จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล ปัจจุบัน มีรังผึ้งทั้งผึ้งโพรงไทยและชันโรงที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 1,100 รัง เก็บเกี่ยว 2 ครั้ง ต่อเดือน ผลผลิตต่อปี กว่า 10,000 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียน กว่า 4 ล้านบาท ต่อปี คุณวีระพล ห้วนแจ่ม ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงตำบลปันแต บอกว่า ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่เกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ยางพารา ข้าว ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล โดยรวมกลุ่มและมีมติจากชุมชนในการเลี้ยงผึ้งโพรงไทยในนามวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการนำหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทส
