น้ำท่วม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดมทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุที่ทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในหลายพื้นที่เบื้องต้นอธิบดีกรมชลประทานรายงานว่า ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงเย็น วันที่ 2 กันยายน จากเดิมระบายอยู่ที่ 424 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 480 ลบ.ม. ต่อวินาที พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นจากเดิม 140 ลบ.ม. ต่อวินาที เป็น 170 ลบ.ม. ต่อวินาที และฝั่งขวาจากเดิมรับน้ำจากเดิม 230 ลบ.ม. ต่อวินาที เป็น 260 ลบ.ม. ต่อวินาที ทั้งนี้เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ซึ่งได้กำชับว่า การเพิ่มปริมาตรการระบายต้องไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยาจะต้องมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมมีความสงสัยว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่มีข้อมูลมาแจ้งล่วงหน้าว่า ในแต่ละปีจะเกิดสภาวะแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมเกิดขึ้น เพื่อว่าเกษตรกรจะได้เตรียมตัวได้ทันเวลา ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรให้ข้อคิดและคำแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง ส่งศักดิ์ ศรีพัฒนวงศ์ นครนายก ตอบ คุณส่งศักดิ์ ศรีพัฒนวงศ์ ประเทศไทย มีข้อมูลในทางวิชาการอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยในทุกสาขา แต่ภาครัฐนำไปใช้ประโยชน์ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่าง กรมวิชาการเกษตร ได้นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่รวบรวมไว้ 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ในทุกรอบ 10 ปี จะเกิดสภาวะฝนแล้ง 4 ปี โดยแบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี แล้งไม่รุนแรง 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี และอยู่ในสภาวะปกติเพียง 3 ปี เท่านั้น สภาวะดังกล่าวใช้จำนวน พายุดีเปรสชั่น (Depression) เป็นตัวชี้วัด คือ ในสภาวะปกติจะมีดีเปรสชั่นพัดเข้าสู่ประเทศไทยจากทะเลจีนใต้ผ่านมาทางเวียดนาม จำนวน 3 ลูก หากพายุดีเปรสชั่นพัดเข้ามาเกิน 3 ลูก ปีนั้นน้ำจะท่วมทันที ตัวอย่างปี พ.ศ. 2554 พายุดีเปรสชั่นพัดเข้ามาที่ประเทศไทย จำนวน 5 ลูก และหากปีใดพายุดีเปรสชั่นพัดเข้าม
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ หนูมีที่ว่างเปล่าอยู่แปลงหนึ่ง พื้นที่ 3 ไร่ แต่มีบางช่วงเกิดน้ำท่วมขัง หนูสนใจอยากจะปลูกไผ่ หนูจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า พื้นที่ของหนูจะปลูกไผ่ได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ควรปลูกพันธุ์อะไรดี ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ หนูขอกราบขอบคุณคุณหมอเกษตรมาเป็นการล่วงหน้า ด้วยความเคารพอย่างสูง วนิดา ทองวิทยา สุพรรณบุรี ตอบ คุณวนิดา ทองวิทยา ไผ่ เป็นพืชคู่บ้านคู่เมืองของไทยมาแต่โบราณกาล ในอดีตมีการนำออกจากป่าธรรมชาติ และปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่ปัจจุบัน เกษตรกรมีการพัฒนามาปลูกไผ่เป็นสวนขนาดใหญ่ มีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้ ไผ่เป็นพืชระบบรากตื้นเช่นเดียวกับพืชในตระกูลหญ้าทั่วไป ไผ่จึงไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง จะเห็นว่าป่าไผ่ในธรรมชาติเจริญเติบโตอยู่บริเวณเชิงเขา น้ำท่วมไม่ถึง แม้แต่การปลูกในที่ลุ่มภาคกลาง ชาวบ้านมักปลูกไผ่ตามหัวไร่ปลายนา บริเวณที่เป็นโคก หรือที่ดอนริมแม่น้ำ ลำคลอง ที่น้ำท่วมไม่ถึงเช่นเดียวกัน ดังนั้น วิธีแก้ไขทำได้ด้วยการยกเป็นร่องสวน ให้สันร่องสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง แล้วจึงปลูกไผ่ได้ ถึงเวลานั้นคุณจะปลูกไผ่พันธุ์อะไรก็ได้ หากเป็นไผ่อเนกประสงค์ที่ใช้ประ
สวนฝรั่งของพี่จี๊ด-คุณสุริยนต์ บุญนำ อยู่ที่นครชัยศรี หากมาจากนครปฐม ตามถนนเพชรเกษม เมื่อเลี้ยวเข้าถนนปิ่นเกล้าได้สักพัก ทางซ้ายมือ มีต้นตาลขึ้นอยู่ มีป้ายบอกว่า “จี๊ดฝรั่งแป้นสีทอง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ซอยบ้านกลาง ตำบลนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พี่จี๊ด เล่าว่า เริ่มทำสวนผลไม้ครั้งแรกเมื่อปี 2533 สวนของเขามีพื้นที่ปลูกไม้ผลทั้งหมด 65 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 แปลง แต่ละแปลงมีการปลูกไม้ผลต่างชนิดกัน หลักคิดในการปลูกไม้ผลของเขาคือ จะต้องปลูกสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลายอย่าง ไม่ควรปลูกพืชเดิมซ้ำ เพราะจะทำให้ดินเสื่อมค่าไปเรื่อย เพราะฉะนั้นในแต่ละแปลงจึงมีไม้ผลปลูกเวียนไปเรื่อยๆ เช่น เคยปลูกองุ่น แล้วย้อนกลับมาปลูกฝรั่ง จากนั้นอาจเปลี่ยนไปปลูกลำไย หรือแม้กระทั่งชมพู่ ดังนั้น ฝรั่งแป้นสีทองที่ไปพบคราวนั้นจึงเป็นรุ่นที่ 3 ของการหมุนเวียนรอบการปลูก พี่จี๊ด ปลูกมะนาวสองพันธุ์ คือ มะนาวแป้นบ้านแพ้ว ที่นำมาจากตลาดจินดา สามพราน กับอีกพันธุ์เป็นแป้นลูกใหญ่ ชื่อหลักสอง ทั้งสองพันธุ์ปลูกอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 1,800 ต้น เจ้าของสวนบอกต่อว่า เมื่อตอนที่น้ำมาเป็นช่วงที่ต้นมะนาวกำลัง
พายุมังคุด / เมื่อวันที่ 18 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2561 อนึ่ง พายุดีเปรสชัน “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณประเทศจีนตอนใต้ มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองคุนหมิง ประเทศจีน คาดว่าจะอ่อนกำลังลง หย่อมความกดอากาศต่ำ บริเวณมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในวันนี้ (18 ก.ย. 61) ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปเมืองหนานหนิง และ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่ง ในขณะที่ พายุ
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ระดับน้ำโขง ยังเพิ่มระดับต่อเนื่องในช่วง 2 -3 วันที่ผ่านมา หลังมีฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 10 -15 เซนติเมตร ล่าสุดระดับน้ำโขงยังจ่อวิกฤติอยู่ที่ระดับประมาณ 11.55 เมตร ห่างจากจุดวิกฤติล้นตลิ่ง ประมาณ 1.45 เมตร คือที่ระดับประมาณ 13 เมตร แต่ยังคงเกิดปัญหาเรื่องการระบายน้ำลงน้ำสาขาได้ช้า ส่งผลให้บางพื้นที่ติดกับลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม และลำน้ำก่ำ ที่รองรับน้ำมาจากหลายพื้นที่ ก่อนลงแม่น้ำโขง ยังคงมีปัญหาเอ่อท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร โดยจากการสรุปข้อมูลล่าสุดของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม พบว่า มีพื้นที่ประกาศประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ทั้งจังหวัด รวม 12 อำเภอ 94 ตำบล 908 หมู่บ้าน 17,454 ครัวเรือน รวมชาวบ้านได้รับผลกระทบ 51,080 คน มีถนนได้รับความเสียหาย กว่า 111 สาย และมีพื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ เกือบ 2 แสนไร่ อยู่ระหว่างการสำรวจเร่งการช่วยเหลือ ตามระเบียบทางราชการ ขณะเดียวกันทางจังหวัดนครพนม ยังคงประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังน้ำโขงเอ่อท่วมซ้ำอีกรอบสอง เนื่องจากยัง
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กล่าวว่า กอปภ.ก. ได้ติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ในช่วง 2-3 วัน ที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกหนัก ดินเริ่มชุ่มน้ำ อาจก่อให้เกิดดินโคลนถล่ม กอปรกับประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า พายุโซนร้อน “เบบินคา” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศลาว ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 15-18 สิงหาคม 2561 บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ คลื่นลมทะเลสูง 2-4 เมตร กอปภ.ก. จึงได้สั่งการให้จังหวัดเสี่ยงภัย แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังดินโคลนถล่มเป็นพิเศษ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา พื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยและดินโคลนถล่ม 54 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหน
ที่โรงสูบน้ำกรมชลประทาน หมู่ 2 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายสรนันท์ ทนทาน อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 2 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง รองประธานสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียน จำกัด และ ตัวแทนชาวนาที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ หนองเตียนจำกัด และสหกรณ์ผู้ใช้น้ำแม่ประจันต์ จำกัด ลงมือสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีที่ไหลมาจากเขื่อนแก่งกระจาน มีที่ตั้งและพื้นที่อยู่เหนือเขื่อนเพชร เข้าสู่พื้นที่นาของสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียน จำกัด และสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ แม่ประจันต์ จำกัดกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ตำบลท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อลดมวลน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานที่จะไหลเข้าสู่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ด้านนายประกอบ กล่าวว่า สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยขอความร่วมมือจากสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียนจำกัด และสหกรณ์ ผู้ใช้น้ำแม่ประจันต์ จำกัด เป็นเครือข่ายที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อนเพชร การติดตังเครื่องสูบน้ำระบบไฟฟ้าที่สามารถสูบน้ำต่อวินาทีได้ในปริมาณ 1.5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 130,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน จำนวน 3 ตัว ซึ่งจะมีอัตราการสูบรวมประมาณ 450,000
ที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 5 วันใน จ.ชุมพร โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมพรตอนล่าง ทำให้น้ำป่าจากเทือกเขาใน อ.พะโต๊ะ ไหลบ่าลงสู่พื้นราบจนสร้างความเสียหายในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2561 น้ำป่าได้ไหลบ่าลงมายังแม่น้ำหลังสวน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของ อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีทีท่าว่าจะเอ่อเข้าท่วมตัวเมืองหลังสวน ที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญรองจาก อ.เมืองชุมพร ระดับน้ำในจุดโทรมาตรวัดระดับน้ำบริเวณสะพานบ้านด่าน เขตเทศบาลเมืองหลังสวน เหลืออีกประมาณ 1 เมตรเท่านั้น ก็จะถึงจุดวิกฤติที่น้ำจะทะลักเข้าท่วมเมืองหลังสวน ส่วนที่บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สวนสมเด็จย่า) ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ชุมพร ระดับน้ำได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบ จนทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมภายในบริเวณถ้ำเขาเงินภายในสวนสมเด็จย่าได้ สิ่งก่อสร้างหลายจุดในบริเวณสวนสมเด็จย่าที่เพิ่งได้รับการซ่อมบำรุงได้รับความเสียหาย น้ำป่าไหลด้วยความเชี่ยวกราก เพิ่มระดับสูงอย่างร
จากกรณีที่เขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้ทำการระบายน้ำออกจากเขื่อนลงสู่แม่น้ำแควน้อย มาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม จากเดิมระบายน้ำอยู่ที่ 23 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพิ่มเป็น 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และ 31 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน จนล่าสุดอยู่ที่ 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของการระบายน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ซึ่งการระบายน้ำดังกล่าวนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนวชิราลงกรณ ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท รวมทั้งประชาชนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชัง ให้ทราบมาโดยตลอด และที่ผ่านมายังไม่มีรายงานความเสียหายแต่อย่างใด ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายธนพล แก้วดอนหวาย อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 / 12 หมู่ 3 ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่ากระชังปลาได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำเสียหายทั้งหมด ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 10 ล้านบาท โดยนายธนพล กล่าวว่า ตนมีกระชังปลาทั้งหมด 96 กระชัง เมื่อประมาณวันที่ 24 กรกฎาคมตนได้รับหนังสือแจ้งเตือนว่า เขื่อนวชิราลงกรณ จะทำการระบายน้ำ ลงสู่แม่น้
