ปลาหมอคางดำ
“ปลาหมอคางดำ” เป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินมาตรการควบคุมและลดประชากรปลาชนิดนี้อย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมลงแขกลงคลองที่ทำอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ในการแจ้งเบาะแสที่พบปลาหมอคางดำ ทำให้สถานการณ์ภาพรวมของการระบาดปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เพราะสภาพแหล่งน้ำของไทยมีความเชื่อมต่อสูง และปลาชนิดนี้สามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดปี ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ใช่แค่จับตาย แต่ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทุกๆ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน ประมาณ 18.6-21.6 กรัม สูงเทียบเท่าปลานิล พลังงาน 97 กิโลแคลอรี ไขมันต่ำเพียง 1.2 กรัม นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และสังกะสี ที่สำคัญ ปลาหมอคางดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูก ที่ผ่านมามีฟาร์มหลาย
ปลาหมอคางดำ ที่ครั้งหนึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็น “ศัตรูสายพันธุ์ต่างถิ่น” เมื่อแรกพบในประเทศไทย วันนี้กำลังเป็นบทเรียนใหม่ให้หลายชุมชน ด้วยโอกาสและคุณค่าที่เคยถูกมองข้าม ชุมชนไทยหลายแห่งเริ่มเรียนรู้และลงมือจัดการตามหลักวิชาการ มีข้อมูลวิทยาศาสตร์นำทาง และประสบการณ์ตรง ภายใต้แนวทาง ‘เจอ–แจ้ง–จับ–จบ’ ของกรมประมง ทำให้ปลาชนิดนี้ไม่ใช่ศัตรู แต่กลายเป็นแหล่งรายได้ สร้างมูลค่า และเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ เมื่อผสานความรู้และเทคโนโลยีของนักวิจัย ปลาหมอคางดำจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์หรือเมนูท้องถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผลงานเหล่านี้สร้างรายได้ให้ชุมชนและประเทศชาติ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ‘ทุกปัญหามีทางออก’ ขอเพียงแค่เรากล้า จับมันแล้วใช้ให้เป็น แทนที่จะจมอยู่กับดราม่าและความกลัว ปลาหมอคางดำ หรือ Blackchin tilapia (Sarotherodon melanotheron) เป็นปลาต่างถิ่นจากแอฟริกาตะวันตก สามารถอาศัยน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ขยายพันธุ์ได้เร็วเมื่อไม่มีศัตรูธรรมชาติจึงแพร่พันธุ์ได้ต่อเนื่อง การจับปลาหมอคางดำตามแนวคิด ‘เจอ–แจ้ง–จับ–จบ’ ไม่ได้หมายถึงเพียงเอาออกจากแห
สมุทรปราการ – พื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เดินหน้าต่อยอดการบริหารจัดการปลาต่างถิ่น ผ่านการ “ใช้ประโยชน์ควบคู่การควบคุม” ช่วยลดต้นทุนเลี้ยงปลากะพง นำมาแปรรูปสร้างรายได้ พร้อมฟื้นสมดุลระบบนิเวศแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง “มาเรียมน้อย สุคนธทรัพย์” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงมาเลี้ยงจากประมงจังหวัดเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจในระบบกึ่งธรรมชาติ โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นปลาเหยื่อสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ปลากะพงขาวถือเป็น “ปลาผู้ล่า” ที่ช่วยควบคุมลูกปลาต่างถิ่นในบ่อเลี้ยง ขณะเดียวกันยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็ว เนื้อแน่น และสามารถปรับตัวได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย ที่สำคัญปลากะพงยังจำหน่ายได้ในราคาที่ดี ปัจจุบัน ปลาหมอคางดำเป็น “โอกาสของชุมชน” ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ ขณะเดียวกัน ชุมชนยังนำมาใช้บริโภคในครัวเรือนและแปรรูปสร้างรายได้ “ทุกวันนี้ ชาวบ้านนำปลาหมอคางดำขนาดใหญ่มาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น น้ำยาขนมจีน ปลาราดพริก และที่สร้างรายได้ดี คือ ปลาเค็มแ
เกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลในจังหวัดเพชรบุรีมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาปูทะเลในตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะ “ปูไข่” ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 300–700 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของปู ส่วน “ปูเนื้อ” มีราคาเฉลี่ย 300–350 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจับปูจำหน่ายได้ทุกวัน และมีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอในครัวเรือน ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานพันธมิตร ในการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนพันธุ์ลูกปูทะเลให้เกษตรกร 25 ราย ในตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รายละ 800 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อ พร้อมส่งเสริมการใช้ปลาเหยื่อที่จับได้ในชุมชนเป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ และใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรในพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันสามารถจับปูจากบ่อเลี้ยงจำหน่ายได้เฉลี่ยวันละ 2–3 กิโลกรัม โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายให้ตลาดท้องถิ่นและร้านอาหารทะเลในพื้นที่ ทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง และช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน นางสาวกาญจนา โชติช
ราชมงคลธัญบุรีเปลี่ยน “ขยะก้างปลาหมอคางดำ” เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใช้เทคโนโลยีสกัดแคลเซียมชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกสร้างสุขภาพที่ดี คว้ารางวัลระดับโลก หัวปลาและก้างปลา เป็นส่วนที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นค่า มักถูกทิ้งเป็นขยะ สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย กลายเป็นแหล่งหมักหมมเชื้อโรค แต่นักวิจัยคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นำโดย ผศ.ดร.วัชระ ดำจุติ มองเห็นคุณค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจจาก “ขยะก้างปลาหมอคางดำ” นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม นวัตกรรมจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยบำรุงกระดูก เสริมสร้างสุขภาพที่ดี นักวิจัย มทร.ธัญบุรีได้นำหัว หาง ก้าง และเกล็ดปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนำมาผ่านกระบวนการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้แคลเซียมชีวภาพบริสุทธิ์ ประเภทแคลเซียมคาร์บอเนต ปราศจากโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์เจือปน จำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในชื่อ “SARO Calcium Plus” ซึ่งมีปริมาณแคลเซียมชีวภาพสูงถึง 12-15% ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปลาแซลมอนที่สก
“เอเลียนสปีชีส์” ในแหล่งน้ำไทย ไม่ได้มีแค่ปลาหมอคางดำที่สังคมกำลังจับตา แต่ยังมีปลาต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่แพร่กระจายเงียบๆ มานาน บางชนิดถูกจับขายทุกวัน เป็นเมนูดังตามตลาดและแหล่งท่องเที่ยว โดยผู้บริโภคแทบไม่รู้ว่าเบื้องหลังความอร่อยนั้นคือแรงสั่นสะเทือนต่อระบบนิเวศ คำถามสำคัญคือ เราตระหนักหรือไม่ว่าปลาหลายชนิดที่อยู่ในจานอาหาร ไม่ใช่ปลาพื้นเมือง และบางชนิดกำลังกระทบสมดุลแหล่งน้ำไทยโดยไม่รู้ตัว กรณีล่าสุดในโซเชียลมีเดีย มีผู้โพสต์สอบถามชนิดปลาที่ทอดแหได้ในลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ลักษณะมีหนวด หางสีส้มอ่อน หนักราว 1 กิโลกรัม ผู้รู้ให้ข้อมูลว่าเป็นปลาดุกหางแดง (Red-tailed catfish) เอเลียนสปีชีส์จากแอฟริกา ที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โตได้ยาวมากกว่า 1 เมตร เป็นปลากินเนื้อ ล่าปลาและสัตว์น้ำอื่น กินเก่ง และมีศักยภาพล่าปลาพื้นถิ่นสูง อีกตัวอย่างชัดเจนคือ ปลาซัคเกอร์หรือปลากดเกราะ จากอเมริกาใต้ เข้ามาผ่านตลาดปลาสวยงามและฟาร์ม ก่อนหลุดสู่ธรรมชาติจากการปล่อยหรืออุบัติเหตุ ปัจจุบันพบทั่วไปตามคลอง แม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทานทั่วประเทศ ภาคตะวันออกบางพื้นที่มีความหนาแน่นสูง และการส
“ปลากะพงขาว” (Asian Sea Bass) ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบอาหารยอดนิยมบนโต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ในมิติทางนิเวศวิทยามันคือ “นักล่าระดับบน” (Top Predator) ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่แหล่งน้ำไทยกำลังเผชิญกับการรุกรานของเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ปลากะพงขาว มีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อต่อการเป็นผู้ควบคุมสมดุล ด้วยลำตัวที่เพรียวยาวและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ทำให้สามารถพุ่งฉีดตัวจู่โจมเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีปากที่กว้างและขากรรไกรที่ยืดหยุ่น สามารถกลืนกินเหยื่อที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของลำตัวได้อย่างง่ายดาย คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการปรับตัวแบบ Euryhaline หรือการดำรงชีวิตได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ทำให้ปลากะพงขาวสามารถทำหน้าที่เป็น “เทศบาลทางน้ำ” ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากแม่น้ำไปจนถึงลำคลองลึก ใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ การแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) เกิดขึ้นจากที่มันมีความทนทานสูงและขยายพันธุ์รวดเร็ว เข้าไปแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำพื้นเมือง แนวคิด
อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช – สถานการณ์ปลาหมอคางดำในอำเภอหัวไทรมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จากข้อมูลของกลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ปริมาณปลาที่จับได้ต่อวันลดลงต่อเนื่อง สะท้อนผลของแนวทาง “ใช้ประโยชน์เพื่อควบคุม” สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรและชุมชน นายนัฎฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณปลาหมอคางดำใน อ.หัวไทร เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มทั้ง 30 ราย ที่ต้องการใช้ปลามาเป็นเหยื่อเลี้ยงปูรวมวันละ 400-500 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะช่วยกำจัดปลาแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านผู้จับปลามาขายได้ถึงวันละ 4,000-5,000 บาท “ขณะนี้ปลาหมอคางดำใน อ.หัวไทรเริ่มหายาก ไม่พอต่อความต้องการของฟาร์มปู เราจึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงกับพื้นที่ ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง ที่ยังมีปลาจำนวนมาก หากมีการจัดการระบบรวบรวมและขนส่งที่ดี จะช่วยกระจายรายได้สู่คนจับปลาในปากพนัง และช่วยลดต้นทุนให้คนเลี้ยงปูในหัวไทรได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากปูขาวเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาจำหน่ายสูงถึง 400-700 บาทต่อกิโลกรัม” นายนัฎฐชัย กล่าว ก่อนห
ลำไยพันธุ์พวงทอง ของดีบ้านแพ้ว เพิ่งปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปไม่นาน รวมถึงผลผลิตจากสวน 14 ไร่ของ ลุงไพรัช เทียนทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ที่จำหน่ายหมดสวน ได้กำไรเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตออกมาตรงตามเป้าหมาย ทั้งขนาด ความหวาน และคุณภาพที่ตลาดต้องการ ความสำเร็จในปีนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลจากการปรับแนวคิดการทำสวนอย่างจริงจัง ลุงไพรัชค่อย ๆ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ควบคู่กับ น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำไยพวงทองโดดเด่นด้านคุณภาพ “เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก หวานกรอบ” ตามเอกลักษณ์ของบ้านแพ้ว ลุงไพรัชเล่าว่า เดิมทีสวนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ วัสดุเหลือใช้ในสวน ผลไม้คัดทิ้ง แกลบ ขี้ไก่ และขี้วัว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ทำให้ต้นทุนลดลงและดินเริ่มฟื้นตัวต่อมา กรมประมงร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มาสนับสนุนให้เกษตรกรในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภออื่นๆ ในสมุทรสาคร นำปลาหมอคางดำใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหมักชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมา
ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยมานานหลายปี เพราะถูกกล่าวอ้างผิดว่า ปลาหมอคางดำว่าเป็นปลานักล่า (Predatory Fish) กินปลาอื่น ทำลายระบบนิเวศ ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิชาการขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำในแอฟริกาตะวันตกที่ระบุว่า ปลาหมอคางดำคือ เป็นปลากินพืชที่กินแพลงก์ตอนพืช และซากของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร ไม่มีหลักฐานการกินปลาอื่นเลย ปลาหมอคางดำ เป็นปลาในวงศ์ Cichlidae วงศ์เดียวกับ ปลาหมอเทศ ปลาหมอสี และปลานิล ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ Niger ทะเลสาบ Chad และอ่าวกินี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำกินเศษอินทรียวัตถุ สาหร่าย แพลงก์ตอน และจุลินทรีย์เป็นหลัก ไม่มีข้อมูลว่าเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาอื่น สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของ Kone & Teugels (2003), Journal of Fish Biology ที่พบว่า ปลาหมอคางดำปากแม่น้ำในแอฟริกาตะวันตก กินสาหร่ายเซลล์เดียว รวมทั้งเศษอินทรียวัตถุเน่าเปื่
