ปลาหมอคางดำ
แม้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ที่ครึกโครมในหน้าสื่อกระแสหลัก แต่กรณี “ปลาหมอคางดำ” ได้กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนความอ่อนแอของระบบการกำกับดูแลการนำเข้าสัตว์น้ำของไทยอย่างชัดเจน จนต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรมให้ศาลตรวจสอบหลักฐานและพยาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองคดีนี้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย สิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่กันคือการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล ไม่ผลีผลามตัดสิน หรือปล่อยให้กระแสชี้นำโดยปราศจากข้อมูลที่รอบด้าน เพราะท้ายที่สุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องมีผู้รับผิดชอบ และรัฐต้องเรียนรู้จากบทเรียนนี้เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สิ่งที่ยังไม่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง คือ มาตรฐานการห้ามนำเข้าสัตว์น้ำบางชนิด โดยเฉพาะปลาสวยงามที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ปลาต้องห้าม” หรือ “ปลาต่างถิ่น” (Alien species) อาทิ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาซัคเกอร์ หรือปลาช่อนอเมซอน ซึ่งพบการระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ แม้ปัญหานี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 แต่กลับไม่มีระบบติดตามต้นตอการนำเข้าอย่างเป็นระบบ และไม่มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งที่ปลากล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” กลายเป็นชื่อที่สังคมไทยรู้จักในฐานะ ผู้รุกรานแห่งสายน้ำ ที่สร้างความปั่นป่วนให้ระบบนิเวศทั่วประเทศ จากปลาสวยงามกลายเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่ขณะที่ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ “คางดำ” กลับมีสัตว์ต่างถิ่นอีกสองชนิด คือ ปลาหมอบัตเตอร์ และ ปลาหมอมายัน ที่กำลังรุกคืบเข้าแทนที่สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยอย่างเงียบงัน และน่าแปลกใจยิ่งกว่า คือ ปัญหานี้แทบไม่ถูกกล่าวถึงเลย ทั้งจากภาครัฐ หรือแม้แต่กลุ่ม NGO ที่เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นในกรณีปลาหมอคางดำ เริ่มจาก “ปลาหมอบัตเตอร์” มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก แต่ปัจจุบันกลับพบการระบาดในหลายแหล่งน้ำของไทย โดยเฉพาะ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า ปลาชนิดนี้มีนิสัยดุร้าย กินได้ทุกอย่างตั้งแต่ไข่ปลา ลูกปลา ไปจนถึงสัตว์น้ำขนาดเล็กอื่น ๆ ส่งผลให้ปลาพื้นถิ่นหลายชนิด เช่น “ปลาแรด” และ “ปลากราย” ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า การระบาดอาจมีต้นทางจาก “กระชังเลี้ยงปลา” ที่มีผู้นำเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือบางรายอ้างว่า
ประมงสมุทรสาครโชว์ผลสำรวจ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการทุกภาคส่วนภายใต้ 7 มาตรการจัดการปลาต่างถิ่นของกรมประมง ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 2.9 ล้านตัว พร้อมเปลี่ยนเป็น “โอกาสสร้างรายได้และคุณค่าให้ชุมชนและสังคม” อย่างยั่งยืน นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าปริมาณความหนาแน่นของปลาหมอคางดำเฉลี่ยทั้งจังหวัดลดเหลือ 19 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ และสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกร และชาวประมงในพื้นที่ และยังเดินหน้าดำเนินการ 7 มาตรการโครงการควบคุมและกำจัดประชากรปลาหมอคางดำต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมกับชุมชนปล่อยปลาผู้ล่ามุ่งตัดวงจรการแพร่กระจายปลาต่างถิ่น และสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การแจ้งเตือน การจับ การนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ปลาหมอคางดำลดจำนวนลงจนอยู่ระดับที่ควบคุมได้ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงา
กรมประมงยังคงเดินหน้ามาตรการควบคุมและจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความหนาแน่น และควบคุมการแพร่กระจาย โดยใช้แนวทางบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างยั่งยืน หนึ่งในมาตรการสำคัญของกรมประมง คือ “การปล่อยพันธุ์ปลานักล่า” เช่น ปลาอีกง ปลากะพงขาว ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ จะช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำขนาดเล็ก เป็นการ “ตัดวงจรการแพร่พันธุ์” และลดความหนาแน่นของประชากรของปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศกลับคืน ล่าสุด กรมประมง โดย ได้ร่วมกับชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) จัดกิจกรรม ปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว ขนาด 4-5 นิ้ว 10,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติในกรุงเทพมหานคร การปล่อยปลานักล่าจะดำเนินต่อจากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ที่มีการจับปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ออกจากแหล่งน้ำ นายยุคล เหมบัณฑิต ประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การปล่อยปลานักล่าเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของกรมประมงในการควบคุมและล
ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” โผล่ขึ้นมาในหน้าข่าวและโลกออนไลน์ราวกับเป็นภัยพิบัติชนิดใหม่ หลายคนหวั่นเกรงว่ามันจะกลืนกินระบบนิเวศของไทย ซึ่งถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกและจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของมนุษย์ กับสิ่งที่เรียกว่า “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงที่มาของการนำเข้าปลาต่างถิ่นว่าในเชิงวิชาการมีวิธีเข้ามาได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีของ ดร.สุชนา เธอระบุว่า “ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่สามารถกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ระบาดแล้วให้หมดสิ้นได้” เนื่องจากเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหลุดรอดเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันก็จะเติบโต ขยายพันธุ์ และปรับตัวอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจะจัดการให้หมดไปได้ นี่คือความจริงที่จำต้องยอมรับ ประเทศไทยอยู่กับพืชและสัตว์ต่างถิ่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำ เต่าญี่ปุ่นที่เคยฮิตเลี้ยงกัน หรือแม้แต่กุ้งขาวที่เพาะเลี้ยงและส่งออกจนกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นสิ่ง
เกษตรกรในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มอง “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลาต่างถิ่นชนิดพันธุ์รุกรานในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็น “ทรัพยากที่มีมูลค่า” ของชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังมากกว่า 30 ราย ได้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูขาว แทนการใช้ปลาทะเลสด ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจากการเลี้ยงปู พร้อมทั้ง สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่จับปลามาขายเกษตรกร เป็นอีกแนวทางที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองเลี้ยงปูขาวในบ่อกุ้งเดิมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยได้ดำเนินการศึกษาและทดลองใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารเลี้ยงปูขาวมานานกว่า 2 ปี แนวทางนี้เกิดจากความต้องการแก้ปัญหา ต้นทุนกา
การปล่อยปลานักล่า ช่วยลดปลาหมอคางดำได้ผล กรมประมงผนึกกำลังทุกภาคส่วนและชุมชน เดินหน้ามาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมการปล่อยพันธุ์ปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนผลิตและส่งมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ขนาด 4–5 นิ้ว เพื่อปล่อยลงในจังหวัดต่างๆ ตามที่ กรมประมงเปิดปฏิบัติการปล่อยปลาผู้ล่า เป็นมาตรการที่ 2 จาก 7 มาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ปี 2567 – 2570 เพื่อกำจัดลูกปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่า ประกอบด้วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลากดเหลืองที่มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการปล่อยปลาผู้ล่า โดยในปีนี้ ซีพีเอฟมีส่วนร่วมสนับสนุนผลิตและส่งมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 400,000 ตัว ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ทยอยส่งมอบพันธุ์ปลากะพงขาวให้แก่ประมงจังหวัดเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ตามแผนงานของกรมประมง อาทิ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ
สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เดินหน้านำ “ปลานักล่า” มาใช้เป็นกลไกธรรมชาติในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาวกว่า 10,000 ตัว สู่คลองสายสำคัญในอำเภอหัวไทร ปากพนัง และเชียรใหญ่ ควบคู่สนับสนุนลูกพันธุ์ปลาให้เกษตรกรภายใต้โครงการ “กองทุนปลากะพง” เพื่อสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวให้เกษตรกรมีเครื่องมือควบคุมปลาหมอคางดำในบ่อพักน้ำและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อปลากะพงโตเต็มวัย เกษตรกรสามารถจับมาบริโภคหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริม โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้การสนับสนุนพันธุ์ปลากะพงขาว นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่มุ่งควบคุมปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยการปล่อยปลากะพงทำหน้าที่เป็นนักล่า ช่วยลดจำนวนพันธุ์ปลาต่างถิ่น ทำให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นกลับคืนมา เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายในระบบนิเวศ ขณะเดียวกันเกษตรกรยังได้ประโยชน์จากการจับปลากะพงไปบริโภคหรือนำไปขายสร้างรายได้เสริม ในปี 2568 ที่ผ่านมาสำนักงานประมงจังหวัดไ
ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่กว่าร้อยไร่ของ สุเชษฐ บุญลือ กลายเป็นบทเรียนชั้นดีให้เกษตรกรไทยรุ่นใหม่ เรื่องราวของเขาเริ่มต้นจากความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อปลาหมอคางดำสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาเยือนบ่อกุ้งของเขา “เลี้ยงกุ้งมามากกว่า 30 ปี พื้นที่เกือบร้อยไร่ เคยเจอช่วงที่ปลาหมอคางดำทำให้เสียหายหนัก ตอนแรกก็ท้อใจเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นสู้” สุเชษฐเล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจและเลือกมุมมองใหม่ โดยเริ่มศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของปลาหมอคางดำอย่างละเอียด เพื่อหาวิธีให้กุ้งและปลาต่างถิ่นอยู่ร่วมกันได้ วิธีการของเขาไม่ซับซ้อน แต่ต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์แต่ละชนิด ขั้นแรกคือการโรยกากชาลงในบ่อเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำบางส่วน จากนั้นสูบน้ำออกจนแห้งและจับปลาที่เหลือออกให้หมด ตอนนี้อาจจะเหลือไข่ปลาหมอคางดำบ้างบางส่วนที่แฝงอยู่ในบ่อ ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการเติมน้ำเข้าบ่อให้เต็ม แล้วรีบปล่อยลูกกุ้งลงไปทันที เพราะลูกกุ้งจะเติบโตเร็วกว่าที่ไข่ปลาหมอคางดำจะฟักเป็นตัว เมื่อกุ้งโตพอปลาหมอคางดำที่ฟักขึ้นมาก็ไม่สามารถกินกุ้งได้ วิธีการนี้ทำให้อัตราการรอดชีวิตของกุ้งสูง
จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานประมงจังหวัด ร่วมกับอำเภอบางปะกง องค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ชุมชนในพื้นที่ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “กิน คุม ฟื้น” ผ่านกิจกรรมปล่อยลูกปลากะพงขาวขนาด 4–5 นิ้ว จำนวนกว่า 10,000 ตัว ลงในแม่น้ำบริเวณท่าน้ำวัดไตรสรณาคม ใช้ “ปลานักล่า” เป็นกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โมเดล “กิน คุม ฟื้น” เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงและสร้างคุณค่าได้ โดยไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนผ่านการจับปลาขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย การปล่อยปลานักล่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ด้วยการระดมพลังชุมชนร่วมจับปลาหมอคางดำในคลองสายต่างๆ อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้เริ่มเห็นชัดเจน ลูกปลาหมอคางดำตัวเล็กลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเ
