ปลาหมอคางดำ
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นำ นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง เยี่ยมชมปฏิบัติการ “กวาดล้างปลาหมอคางดำ” โดยผนึกกำลังโรงงานปลาป่น รับซื้อปลาหมอคางดำ ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ณ บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ซอยวัดศรีเมือง ต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร นายปรีชา ศิริแสงอารำพี ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารกรมประมง รวมทั้งพาเยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อปลาหมอคางดำก่อนนำไปแปรรูปเป็นปลาป่นส่งขายโรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั่วประเทศ นายปรีชาให้ข้อมูลว่า ในปีนี้ โรงงานตั้งเป้าหมายรับซื้อปลาหมอคางดำจำนวน 1 ล้านกิโลกรัม โดยเพิ่มแรงจูงใจให้พี่น้องเกษตรกร รวบรวมปลาหมอคางดำส่งขายโรงงาน โดยขยับราคารับซื้อใน 2 รูปแบบ คือ 1. รับซื้อผ่านแพปลาเครือข่ายในราคากิโลกรัมละ 8 บาท โดยแพปลาได้ค่าดำเนินการ กิโลกรัมละ 2 บาท เพื่อกระจายจุดรับซื้อ ลดภาระการเดินทางของชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล และ 2. รับซื้อตรงจากเกษตรกร ในราคาหน้าโรงงานที่กิโลกรัมละ 10 บาท เกษตรกรขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างขนปลา 100 กิโลกรัมมาขาย
นครศรีธรรมราช – สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง เดินหน้าขยายผลความสำเร็จของโมเดลการเลี้ยงปูขาว ผ่าน “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูขาวเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร” โดยส่งมอบลูกปูขาวจำนวน 10,000 ตัว ให้เกษตรกร 20 ราย ในพื้นที่ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง นำไปเลี้ยงต่อด้วยแนวทางการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน ณ ฟาร์มสาธิตการเลี้ยงปูขาวปลอดภัย บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า กลุ่มเลี้ยงปูขาวในปากพนังเป็นเกษตรกรมีศักยภาพผลิตสินค้าเศรษฐกิจดาวรุ่งตอบโจทย์ตลาด เพราะ “ปูขาว” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติที่หวาน นุ่ม เปลือกไม่หนาจนเกินไป แถมยังเลี้ยงง่ายและโตไว ราคาขายอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อกิโลกรัม สร้างกำไรให้เกษตรกรได้ดี ขณะเดียวกัน ปลาหมอคางดำที่จับได้ในพื้นที่มาใช้เป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยง และเป็นอีกแนวท
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) พร้อมด้วย นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย โดยมี นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและผลกระทบต่อเกษตรกร การประมงพื้นบ้าน และระบบนิเวศ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ N 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ดร.ปิ่นสักก์ ร่วมให้ข้อมูลด้านวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์น้ำท้องถิ่น และระบบนิเวศทางน้ำ ตลอดจนผลการดำเนินงานในการเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรการบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ทช. ใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี ศึกษาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในระบบนิเวศทางทะเล เพราะห่วงกังวลว่า ปลาหมอคางดำจ
โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่ นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานสากลในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพีร่วมมือกับประมงจังหวัดเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และปรับเงื่อนไขให้สะดวกมากขึ้น มีเกษตรกรและชาวประมงจากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี นำปลามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่องทุกวัน “เกษตรกรตอบรับค่อนข้างดี เพราะสามารถนำปลาที่จับได้มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รวบรวม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ที่ผ่านมา ในแต่ละวันมีผู้นำปลาหมอคางดำมาส่งให้โรงงานไม่น้อยกว่า 30,000 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว ทั้งนี้ โรงงานยังคงเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่
“ไม่มีประวัตินำเข้า แต่ 11 บริษัทส่งออกปลากว่า 200,000 ตัว ได้อย่างไร?” อาจเป็นเพียงคำถามสั้นๆ แต่กลับสะท้อนความผิดปกติสำคัญในระบบข้อมูลประมงไทย เพราะในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงครั้งเดียวเพื่อการวิจัย กลับปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดเดียวกันไปยังต่างประเทศจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ถึงวันนี้ สำคัญที่สุดคือ เหตุใดร่องรอยทางการค้าเหล่านี้จึงยังไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ย้อนกลับไปในปี 2553 ประเทศไทยอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงกรณีเดียว คือการนำเข้าปลา 2,000 ตัว เพื่อใช้ในการวิจัย ภายใต้ระบบควบคุมของหน่วยงานรัฐ ต่อมามีคำชี้แจงว่าโครงการดังกล่าว “ล้มเหลว” และปลาทั้งหมดถูกกำจัดไปแล้ว หลังจากนั้น ในปี 2555 เริ่มมีรายงานการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ก่อนที่สถานการณ์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดชายฝั่งและระบบนิเวศน้ำกร่อย คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากการนำเข้ามีเพียงครั้งเดียว และโครงการวิจัยสิ้นสุดลงตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดปลาชนิดนี้จึงสามารถแพร่กระจายได้กว้างขวางเช่นนี้ ประเด็นท
ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิ
“กมธ.เกษตรฯ” หนุนโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” จัดการปลาหมอคางดำ สร้างเศรษฐกิจชุมชน แทนการถกเถียง จัดคณะลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในหลายจังหวัด รวบรวมข้อมูล เตรียมเสนอรายงานพร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวในรายการ “เปลี่ยนมุมคิด” ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ว่า กมธ.เกษตรฯ สนับสนุนแนวทาง “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” โดยนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ทั้งอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว รวมถึงการพัฒนาเป็นสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน “ปัญหาปลาหมอคางดำในวันนี้ต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งจับปลาขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ลดปริมาณในพื้นที่ระบาด และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยสังคมควรก้าวข้ามการถกเถียงเรื่องต้นตอเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิสูจน์ ทั้งการนำเข้า การลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่น และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สถานการณ์เฉพาะหน้าคือปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายอยู่ในแหล่งน้ำหลายจังหวัดแล้ว สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเร่งควบคุม ลดจำนวนปลา และมีแผนป
สืบเนื่องจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้กรมประมง คุมเข้มพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายปลาหมอคางดำ และนำปลาที่จับขึ้นได้มาใช้ประโยชน์สูงสุดนั้น ล่าสุดสำนักงานประมงจังหวัดในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ นนทบุรี ตราด เพชรบุรี ฯลฯ ต่างเร่งทำงานเชิงรุก เดินหน้าสำรวจหมอคางดำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด ด้านจังหวัดจันทบุรี ที่มีกระแสข่าวพบปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำดี คุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ ทางสำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบปลาหมอคางดำในบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะ ยังไม่เข้าบ่อเลี้ยง พร้อมแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความเข้มงวดของระบบกรองน้ำ (ถุงกรองตาข่าย) ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อพักและบ่อเลี้ยงอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่หรือลูกปลาหลุดรอดเข้าไปสร้างความเสียหายต่อผลผลิต และขอความร่วมมือเครือข่าย หากพบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำสามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาที่สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรีเพื่อประเมินความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และวางแนวทางกำจัดออกจา
ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) เป็นปลาต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทยและแพร่ระบาดในหลายจังหวัด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่น กรมประมงรายงานว่า ณ ปี 2568 พบการแพร่ระบาดใน 17 จังหวัด และได้ดำเนินการกำจัดไปแล้วกว่า 7.2 ล้านกิโลกรัม ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พ.ศ. 2567–2570 แม้จะเป็นปลาต่างถิ่น แต่เป็นปลาที่บริโภคได้ หลายฝ่ายมองถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูป มาพัฒนาและวิจัยเป็นนวัตกรรมในด้านต่างๆ คุณค่าทางโภชนาการ งานวิจัยและข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพบว่า ก้างปลาหมอคางดำสามารถสกัดเป็นแคลเซียมบริสุทธิ์ ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยทางกระดูก เพราะมีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาสุก 30 กรัมให้โปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งยังมีไขมันต่ำ หากเทียบกับปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาช่อน หากรับประทานในปริมาณเท่าๆ กัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลน้ำหนัก ส่วนก้างก็อุดมด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู ในช่วงที่ผ่านมาหลายชุมชน เช่น จ.สมุทรปราการ จ.เพชรบุรี มีการจัดกิจกรรม “ล
การวางกลยุทธ์การบริการจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นับเป็นโจทย์ยากที่ท้าทาย เพราะไม่ใช่แค่การกำจัดปลา เพียงด้านเดียว การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องคิดแบบบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม นโยบายและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตัวแทนจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ และชาวประมงได้พยายามหาทางออกร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้ มิติที่ 1 : จัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ให้ตรงจุดต้องอาศัยฐานข้อมูลที่แม่นยำ อ้างอิงผลงานวิจัยจาก คณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.พรเทพ พรรณรักษ์ และคณะผู้จัย คือ ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์, ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์, ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต, และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศานิต ปิยพัฒนากร ได้เปิดเผยโครงสร้างดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำในไทย ซึ่งพบรูปแบบพันธุกรรมถึง 19 รูปแบบ บ่งชี้ว่ามีการ “นำเข้ามาหลายครั้ง” จากหลาย
