ปลาหมอคางดำ
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) พร้อมด้วย นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย โดยมี นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและผลกระทบต่อเกษตรกร การประมงพื้นบ้าน และระบบนิเวศ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ N 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ดร.ปิ่นสักก์ ร่วมให้ข้อมูลด้านวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์น้ำท้องถิ่น และระบบนิเวศทางน้ำ ตลอดจนผลการดำเนินงานในการเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรการบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ทช. ใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี ศึกษาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในระบบนิเวศทางทะเล เพราะห่วงกังวลว่า ปลาหมอคางดำจ
โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่ นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานสากลในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพีร่วมมือกับประมงจังหวัดเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และปรับเงื่อนไขให้สะดวกมากขึ้น มีเกษตรกรและชาวประมงจากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี นำปลามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่องทุกวัน “เกษตรกรตอบรับค่อนข้างดี เพราะสามารถนำปลาที่จับได้มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้รวบรวม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ที่ผ่านมา ในแต่ละวันมีผู้นำปลาหมอคางดำมาส่งให้โรงงานไม่น้อยกว่า 30,000 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว ทั้งนี้ โรงงานยังคงเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่
“ไม่มีประวัตินำเข้า แต่ 11 บริษัทส่งออกปลากว่า 200,000 ตัว ได้อย่างไร?” อาจเป็นเพียงคำถามสั้นๆ แต่กลับสะท้อนความผิดปกติสำคัญในระบบข้อมูลประมงไทย เพราะในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงครั้งเดียวเพื่อการวิจัย กลับปรากฏข้อมูลการส่งออกปลาชนิดเดียวกันไปยังต่างประเทศจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ถึงวันนี้ สำคัญที่สุดคือ เหตุใดร่องรอยทางการค้าเหล่านี้จึงยังไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ย้อนกลับไปในปี 2553 ประเทศไทยอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงกรณีเดียว คือการนำเข้าปลา 2,000 ตัว เพื่อใช้ในการวิจัย ภายใต้ระบบควบคุมของหน่วยงานรัฐ ต่อมามีคำชี้แจงว่าโครงการดังกล่าว “ล้มเหลว” และปลาทั้งหมดถูกกำจัดไปแล้ว หลังจากนั้น ในปี 2555 เริ่มมีรายงานการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ก่อนที่สถานการณ์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดชายฝั่งและระบบนิเวศน้ำกร่อย คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากการนำเข้ามีเพียงครั้งเดียว และโครงการวิจัยสิ้นสุดลงตามที่กล่าวอ้าง เหตุใดปลาชนิดนี้จึงสามารถแพร่กระจายได้กว้างขวางเช่นนี้ ประเด็นท
ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิ
“กมธ.เกษตรฯ” หนุนโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” จัดการปลาหมอคางดำ สร้างเศรษฐกิจชุมชน แทนการถกเถียง จัดคณะลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในหลายจังหวัด รวบรวมข้อมูล เตรียมเสนอรายงานพร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวในรายการ “เปลี่ยนมุมคิด” ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ว่า กมธ.เกษตรฯ สนับสนุนแนวทาง “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” โดยนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ทั้งอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว รวมถึงการพัฒนาเป็นสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน “ปัญหาปลาหมอคางดำในวันนี้ต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งจับปลาขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ลดปริมาณในพื้นที่ระบาด และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยสังคมควรก้าวข้ามการถกเถียงเรื่องต้นตอเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิสูจน์ ทั้งการนำเข้า การลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่น และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สถานการณ์เฉพาะหน้าคือปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายอยู่ในแหล่งน้ำหลายจังหวัดแล้ว สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเร่งควบคุม ลดจำนวนปลา และมีแผนป
สืบเนื่องจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้กรมประมง คุมเข้มพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายปลาหมอคางดำ และนำปลาที่จับขึ้นได้มาใช้ประโยชน์สูงสุดนั้น ล่าสุดสำนักงานประมงจังหวัดในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ นนทบุรี ตราด เพชรบุรี ฯลฯ ต่างเร่งทำงานเชิงรุก เดินหน้าสำรวจหมอคางดำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด ด้านจังหวัดจันทบุรี ที่มีกระแสข่าวพบปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำดี คุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ ทางสำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบปลาหมอคางดำในบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะ ยังไม่เข้าบ่อเลี้ยง พร้อมแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความเข้มงวดของระบบกรองน้ำ (ถุงกรองตาข่าย) ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อพักและบ่อเลี้ยงอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่หรือลูกปลาหลุดรอดเข้าไปสร้างความเสียหายต่อผลผลิต และขอความร่วมมือเครือข่าย หากพบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำสามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาที่สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรีเพื่อประเมินความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และวางแนวทางกำจัดออกจา
ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) เป็นปลาต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทยและแพร่ระบาดในหลายจังหวัด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่น กรมประมงรายงานว่า ณ ปี 2568 พบการแพร่ระบาดใน 17 จังหวัด และได้ดำเนินการกำจัดไปแล้วกว่า 7.2 ล้านกิโลกรัม ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พ.ศ. 2567–2570 แม้จะเป็นปลาต่างถิ่น แต่เป็นปลาที่บริโภคได้ หลายฝ่ายมองถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูป มาพัฒนาและวิจัยเป็นนวัตกรรมในด้านต่างๆ คุณค่าทางโภชนาการ งานวิจัยและข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพบว่า ก้างปลาหมอคางดำสามารถสกัดเป็นแคลเซียมบริสุทธิ์ ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยทางกระดูก เพราะมีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาสุก 30 กรัมให้โปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งยังมีไขมันต่ำ หากเทียบกับปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาช่อน หากรับประทานในปริมาณเท่าๆ กัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลน้ำหนัก ส่วนก้างก็อุดมด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู ในช่วงที่ผ่านมาหลายชุมชน เช่น จ.สมุทรปราการ จ.เพชรบุรี มีการจัดกิจกรรม “ล
การวางกลยุทธ์การบริการจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นับเป็นโจทย์ยากที่ท้าทาย เพราะไม่ใช่แค่การกำจัดปลา เพียงด้านเดียว การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องคิดแบบบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม นโยบายและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตัวแทนจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ และชาวประมงได้พยายามหาทางออกร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้ มิติที่ 1 : จัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ให้ตรงจุดต้องอาศัยฐานข้อมูลที่แม่นยำ อ้างอิงผลงานวิจัยจาก คณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.พรเทพ พรรณรักษ์ และคณะผู้จัย คือ ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์, ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์, ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต, และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศานิต ปิยพัฒนากร ได้เปิดเผยโครงสร้างดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำในไทย ซึ่งพบรูปแบบพันธุกรรมถึง 19 รูปแบบ บ่งชี้ว่ามีการ “นำเข้ามาหลายครั้ง” จากหลาย
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้จัดสัมมนา เรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 – 3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ในงานนี้ กรมประมงได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนงานวิจัยด้านการควบคุมประชากร และการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายมิติ ทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ปลาร้าปลาหมอคางดำ น้ำปลาปลาหมอคางดำ น้ำปลาร้าปลาหมอคางดำสำเร็จรูป น้ำยาขนมจีนปลาหมอคางดำ ปลาร้าปลาหมอคางดำคั่วกลิ้ง ปลาหมอคางดำย่าง น้ำพริกปลาหมอคางดำ ปั้นขลิบปลาหมอคางดำ ดอกจอก
ท่ามกลางกระแสการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังแหล่งน้ำหลายพื้นที่ของไทย จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์และภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ล่าสุดนักวิชาการเริ่มชี้ให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตครั้งนี้อาจยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่ ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป รวมถึงการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชนและการฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดุสิต เอื้ออำนวย หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงกุ้งในระบบ co-culture มาตอบข้อสงสัยรวมไปถึงการรับมืออย่างไรได้บ้าง กับการระบาดของปลาหมอคางคำในขณะนี้ ทำความรู้จัก “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์…ที่มีความอดทน ปลาหมอคางดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron (Blackchin tilapia) เป็นปลาน้ำกร่อยที่พบในเขตปากแม่น้ำและทะเลสาบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก ลักษณะทั่วไป เป็นปลาในกลุ่มปลานิล มีลักษณะเด่นคือ มีกระดูกสันหลั
