ปลาหมอคางดำ
ลำไยพันธุ์พวงทอง ของดีบ้านแพ้ว เพิ่งปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปไม่นาน รวมถึงผลผลิตจากสวน 14 ไร่ของ ลุงไพรัช เทียนทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ที่จำหน่ายหมดสวน ได้กำไรเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตออกมาตรงตามเป้าหมาย ทั้งขนาด ความหวาน และคุณภาพที่ตลาดต้องการ ความสำเร็จในปีนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลจากการปรับแนวคิดการทำสวนอย่างจริงจัง ลุงไพรัชค่อย ๆ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ควบคู่กับ น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำไยพวงทองโดดเด่นด้านคุณภาพ “เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก หวานกรอบ” ตามเอกลักษณ์ของบ้านแพ้ว ลุงไพรัชเล่าว่า เดิมทีสวนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ วัสดุเหลือใช้ในสวน ผลไม้คัดทิ้ง แกลบ ขี้ไก่ และขี้วัว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ทำให้ต้นทุนลดลงและดินเริ่มฟื้นตัวต่อมา กรมประมงร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มาสนับสนุนให้เกษตรกรในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภออื่นๆ ในสมุทรสาคร นำปลาหมอคางดำใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหมักชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมา
ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยมานานหลายปี เพราะถูกกล่าวอ้างผิดว่า ปลาหมอคางดำว่าเป็นปลานักล่า (Predatory Fish) กินปลาอื่น ทำลายระบบนิเวศ ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิชาการขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำในแอฟริกาตะวันตกที่ระบุว่า ปลาหมอคางดำคือ เป็นปลากินพืชที่กินแพลงก์ตอนพืช และซากของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร ไม่มีหลักฐานการกินปลาอื่นเลย ปลาหมอคางดำ เป็นปลาในวงศ์ Cichlidae วงศ์เดียวกับ ปลาหมอเทศ ปลาหมอสี และปลานิล ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ Niger ทะเลสาบ Chad และอ่าวกินี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำกินเศษอินทรียวัตถุ สาหร่าย แพลงก์ตอน และจุลินทรีย์เป็นหลัก ไม่มีข้อมูลว่าเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาอื่น สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของ Kone & Teugels (2003), Journal of Fish Biology ที่พบว่า ปลาหมอคางดำปากแม่น้ำในแอฟริกาตะวันตก กินสาหร่ายเซลล์เดียว รวมทั้งเศษอินทรียวัตถุเน่าเปื่
ไฮไลต์ “การใช้ประโยชน์ด้วยการบริโภค” เป็นแนวทางสำคัญในการจัดการและควบคุมประชากร “ปลาต่างถิ่น” โดยเฉพาะ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ทีมนักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองเห็นการวิจัยพัฒนาแปรรูปปลาเพื่อส่งเสริมการ “กินเพื่อคุมและกำจัด” ขยายวงกว้างขึ้น และมีผลลัพธ์ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของชุมชน จึงได้พัฒนากระบวนการแปรรูป “เนื้อปลาฟู” ให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (Raw material) ที่สามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าในรูปผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค ช่วยส่งเสริมให้การบริโภคปลาชนิดนี้ง่ายและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเนื้อปลาฟูดังกล่าวเก็บได้นานถึง 6 เดือนในสภาวะอุณหภูมิห้อง พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล ปลาหมอคางดำจัดเป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารจานหลัก ของกินเล่น น้ำพริก ไปจนถึงน้ำปลา หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปในครัวเรือนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมและการเฝ้าระวังในการเคลื่อนย้ายปลา ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่อาจจะเข้าถึงปลาหมอคางดำนี้ได้ค่อนข้างยาก สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม
เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ได้ดำเนินการสำรวจและติดตามการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในระบบนิเวศทางทะเล ในระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค. 68 ในระบบนิเวศปากแม่น้ำสำคัญ 4 แห่ง ประกอบด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจไม่พบปลาหมอคางดำในระบบนิเวศทั้ง 4 จุด แต่พบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ทั้งหมด 21 ชนิด โดยมี ชนิดเด่น ได้แก่ ปลากระบอกหางพัด (Planiliza parsia) ปลาสีกุน (Alepes djedaba) และปลากุเราหนวดสี่เส้น (Eleutheronema etradactylum) สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณดังกล่าวยังมีความสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก สำรวจการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ บริเวณแหล่งหญ้าทะเลอ่าวคุ้งกระเบนและหาดเจ้าหลาว (สะพานสุดขอบฟ้า) จ.จันทบุรี ในช่วงวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 ด้วย โดยใช้อวนลอยติดตา ขนาดตา 4 เซนติเมตร ยาว 100 เมตร การสำรวจที่บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน ไม่พบปลาหมอคางดำ บริเวณหาดเจ้าหลาว (สะพานสุดขอบฟ้า) พบปลาหมอคางดำ จำนวน 2 ตัว เป็นตัวเล็ก นอกจากนี้ยังพบปลาชนิดอื่น ได้แก่ ปลาดอกหมาก ปลาสลิดทะเลจุดเหลืองและปลากระบอก สำหรับคุณภาพน้ำทะเลเบื้องต้น ความลึกน้ำ 1
ไอเดียเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ สามารถเปลี่ยนเรื่องยาก ให้กลายเป็นโอกาสได้จริง ทั้งหมดเริ่มต้นจากโจทย์ในคาบเรียนการงานอาชีพ โรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ครูให้เลือก “วัตถุดิบท้องถิ่น” มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมชน ไม่เพียงได้เมนูอร่อย และนำไปสู่การจัดการปัญหาชุมชนอย่างสร้างสรรค์ นายพร้อมพงษ์ โพธิ์สวัสดิ์ อาจารย์โรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชร หรือ ครูจอห์นของน้องๆ กล่าวว่า แนวคิดการเรียนรู้ยุคใหม่ คือ เด็กเป็นศูนย์กลาง ให้คิดจริง ทำจริง และใช้ของในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในคาบเรียนวิชาการงานอาชีพจึงให้โจทย์กับน้องๆ นักเรียนให้มองของที่อยู่ใกล้ตัวมาทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร และมีคุณค่า เรียนรู้สู่การสร้างรายได้ เด็กๆ รวมตัวกัน 10 คน กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และ 3 เลือก “ปลาหมอคางดำ” สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ระบาดในชุมชน แม้ว่ากินได้แต่คนในพื้นที่ไม่นิยมรับประทาน เพราะเนื้อน้อย กระดูกแข็ง ปลาหมอคางดำเป็น “พระเอก” ของโปรเจกต์ ทำเป็นวัตถุดิบอาหาร ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนเอเลี่ยนตัวป่วน…เป็นของอร่อยตัวโปรด” โดยอาศัยความรู้ด้านการแปรรูปอาหารที่เด็ก ๆ เคยเรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน
ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งต่อความมั่นคงในอาชีพ สนับสนุนเกษตรกรเลี้ยง “ปูขาวอินทรีย์” ใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญตามมาตรการของกรมประมงในการควบคุมจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดยังคงดำเนินมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำตามแนวนโยบายของกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของท้องถิ่น การนำปลาหมอคางดำมาทำน้ำหมักชีวภาพบำรุงดิน การแปรรูปเป็นเมนูอาหาร และการทำเหยื่อตกปลาแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลากะพง และปูทะเล ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ริเริ่ม “โครงการเลี้ยงปูทะเล พลิกวิกฤตพิชิตปลาหมอคางดำ” ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปูขาว
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วลงสู่แหล่งน้ำเป็นวงกว้างในปี 2567 ได้สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในทุกมิติ โดยบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน กำจัด นำไปใช้ประโยชน์ เยียวยาผลกระทบ ตลอดจนฟื้นฟูความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้ได้มากที่สุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 และประกาศการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นวาระแห่งชาติเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุม กำจัด และลดประชากรปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ผ่าน 7 มาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด โดยสามารถกำจัดปลาหมอคางดำ 7,325,234.50 กิโลกรัม ผ่านโครงการต่าง ๆ การปล่อยปลาผู้ล่า ภายใต้โครงการ “สิบหยิบห
ดูข้อเท็จจริง! การพบปลาต่างถิ่น หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ ระบาดในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ ทั้งปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน ปลาซักเกอร์ ปลาอโรวาน่า นับเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบระบบนิเวศ ที่กรมประมงต้องเร่งวางมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า เปิดเผยว่า กระแสตอนนี้ที่ดังที่สุดที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเอเลี่ยน เอเลี่ยนคืออะไร มันเป็นอย่างไร มันจะกินเราไหม…? ดังนั้น คำว่าเอเลี่ยน ในเชิงวิทยาศาสตร์ ในเชิงความรู้มันคือสัตว์ต่างถิ่นหรือพืชต่างถิ่น อะไรที่ไม่ใช่ของไทยแต่ดั่งเดิมเรียกเอเลี่ยนหมด ทำให้เรารู้ว่าเอเลี่ยนมันคืออะไร แล้วมันเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไร ตามข้อมูลที่ตรวจสอบ ก็พบว่ามีมาตั้งแต่โบราณ จนมาถึงทุกวันนี้ เอเลี่ยนมีเป็นพันสายพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น สุนัขชิวาวา ชิสุ หรือเลี้ยงปลาหางนกยูง ก็เป็นเอเลี่ยนทั้งนั้น เมื่อเห็นว่าเอเลี่ยนมีจำนวนมากในเมืองไทย กลุ่มเครือข่ายเสียงจากป่าก็เลยจับเรื่องนี้เป็นเวทีเสวนาขึ้น และเห็นว่าเรื่อง ปลาหมอคางดำกำลังได้รับความสนใจต่อคนไทย จึงได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกันสัตว์น้ำจึงพบว่าเอเลี่ยนหลายชนิดที่เป็นสัตว์น้ำในไ
จังหวัดสมุทรสงครามเดินหน้ามาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ “ปลาผู้ล่า” 10,000 ตัวเพื่อลดผลกระทบจากปลาหมอคางดำ และเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัด พระครูปลัด กฤตพรต เจ้าอาวาสวัดศรีศรัทธาธรรม นายวิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 10,000 ตัวในคลองบริเวณท่าน้ำวัดศรีศรัทธาธรรม ตำบลคลองเขิน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระดับปานกลาง และมีลำคลองเชื่อมโยงหลายสาย คาดว่าการปล่อยครั้งนี้จะช่วยสร้างแนวกันชนธรรมชาติ ป้องกันการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำได้ในระยะยาว นายวิรัตน กล่าวว่าว่า ประมงสมุทรสงครามขับเคลื่อน 7 มาตรการหลักตามแนวทางของกรมประมง เพื่อควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ “การปล่อยปลาผู้ล่า” ซึ่งเป็นแนวทางธรรมชาติที่ได้ผลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการคัดเลือกพันธุ์ปลากะพงขาว ซึ่ง
การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึง ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ตั้งแต่ต้นทางจนถึงธรรมชาติ ปลาที่เข้ามาในนาม “ปลาสวยงาม” วันนี้กลายเป็นผู้รุกรานระบบนิเวศในเขื่อน, บ่อเพาะเลี้ยง และลุ่มน้ำชุมชน โดยไม่สามารถสืบสาวไปถึงต้นทางได้ ความล้มเหลวนี้ชี้ชัดว่าหากรัฐไม่ใช้ ข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือ จะเกิด “วงจรปลาต่างถิ่น” และ “ปลาเถื่อน” ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 คือ ปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ แต่ในความเป็นจริงพบการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาบัตเตอร์, ปลาช่อนอเมซอน, ปลาซัคเกอร์ และยังมีปลาต้องห้ามอื่นๆ ที่พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ช่องว่างนี้สะท้อนว่า กฎหมายอ่อนแอ, ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์, และขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การอนุญาตนำเข้า “ปลาสวยงาม” โดยไม่ประเมินความเสี่ยงและไม่บังคับใช้ระบบ traceability ทำให้
