ปลา
ปลาอะราไพม่า หรือที่นิยมเรียกกันในภาษาไทยว่า ปลาช่อนยักษ์อะเมซอน (อังกฤษ : Arapaima; ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arapaima gigas) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ ในวงศ์ปลาอะราไพม่า (Arapaimidae) เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่มาก เกล็ดมีขนาดใหญ่ สีดำเงาเป็นมัน มีแถบสีแดง–ส้ม ตัดกับพื้นสีดำ พบได้ในแม่น้ำอะเมซอนและลุ่มน้ำสาขาในทวีปอเมริกาใต้ โดยชาวพื้นเมืองจะเรียกว่า พิรารูคู (Pirarucu) ขณะที่ชาวพื้นเมืองที่ประเทศเปรูจะเรียกว่า ไพชี่ (Phiche) โดยปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ชาวพื้นเมืองใช้บริโภคกันในท้องถิ่น ในบางท้องที่มีการเพาะเลี้ยงกันเป็นปลาเศรษฐกิจ ปลาอะราไพม่า เป็นปลาที่ได้รับความนิยมในแง่ของการเป็นปลาสวยงาม ซึ่งมีจุดเด่นคือ ความใหญ่โตในรูปร่าง และสีสันของเกล็ดมีแถบแดงจัด จัดได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดความยาวที่สุดในโลก ในประเทศไทยปลาชนิดนี้ถูกนำเข้ามาครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2529 และได้รับความนิยมสูงสุดในปี พ.ศ. 2530 จนปัจจุบัน หลายท่านคงคิดว่า ปลาอะราไพม่า เป็นปลาที่มีพฤติกรรมการกินอาหารที่ดุร้าย แต่คุณศิริวรรณ เจ้าของฟาร์มกลับบอกว่า เมื่อนำมาเลี้ยงในสถานที่เลี้ยงแล้ว แม้จะเป็นปลาขนาดใหญ่กลับไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวกับผู้เลี้ยง
คุณชัยวัฒน์ สุขสำแดง อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังที่ประสบผลสำเร็จมากว่า 20 ปี โดยเขาได้ใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำให้เกิดประโยชน์ ด้วยการมาเลี้ยงปลาในกระชังที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อดีคือกระชังของเขาอยู่เหนือเขื่อนจึงทำให้มีน้ำเลี้ยงปลาได้ตลอดทั้งปี ทำให้เวลานี้จากงานที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริม กลายเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณชัยวัฒน์ สุขสำแดง เล่าให้ฟังว่า ช่วงสมัยก่อนนั้นมีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรมทั่วไปคือ ปลูกพืช ต่อมาได้รู้สึกว่าอยากจะเลี้ยงปลาในกระชังเป็นอาชีพเสริม โดยเห็นว่าบริเวณที่ดินอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำ มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี จึงมีแนวคิดว่าการเลี้ยงปลาน่าจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ จึงได้ทดลองเลี้ยงแบบจำนวนน้อยๆ โดยเริ่มเลี้ยงในช่วงแรก ประมาณ 2 กระชัง “ช่วงนั้นเริ่มจากทีละน้อยก่อน เพราะว่าเรื่องการตลาดเรายังไม่มีความรู้มากนัก พอเลี้ยงแล้วเริ่มประสบผลสำเร็จ ก็ขยับขยายการเลี้ยงมาเรื่อยๆ ซึ่งปลาที่เลี้ยงอยู่ในกระชังก็มี 3-4 ชนิด คือ ปลาดุก ปลาทับทิม ปลากดคัง และปลาสังกะวาด ก็เลี้ยงขายสลับกั
เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 25 มี.ค. ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ต. ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต กลุ่มนักตกปลา จำนวน 33 ทีม ที่เข้าร่วมในการแข่งขันตกปลาจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 9 ทยอยลำเลียงปลาที่ตกได้จากเรือ 3 ประเภท ทั้งเรือเร็ว เรือยนต์ และเรือหางยาว เข้าฝั่งส่งให้คณะกรรมการชั่งน้ำหนักก่อนการประกาศผลรางวัลชนะเลิศในประเภทต่างๆ รวม 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทปลาน้ำหนักสูงสุด 11 ชนิด, ประเภทปลาเกมส์รวมมากชนิด, ประเภทปลารวมน้ำหนักสูงสุด และประเภทปลาพิเศษน้ำหนักสูงสุด ทั้งนี้ หลังการชั่งน้ำหนักปลาประเภทต่างๆ แล้วเสร็จ ได้มีการนำปลาทั้งหมดมาแขวน ที่ราวแขวนด้านข้างเวที เพื่อให้ประชาชนได้ชม ก่อนจะมีพิธีเปิดการแข่งขันตกปลา ครั้งที่ 9 โดย นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เดินทางมาเป็นประธาน มี นางสาว สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นายสุรศักดิ์ รักญาติ ผู้ตรวจการอัยการ นายก่อเกียรติ อุณหะไวทยะ ประธานชมรมตกปลาจังหวัดภูเก็ต นายสมคิด แซ่ฉั้ว ประธานชมรมกอจ๊าน รองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล ผู้แทนทัพเรือภาค 3 ซึ่งมีการนำปลาทั้งหมดขึ้นประมูล นำรายได้ทั้งหมดมอบเป็นทุนการศึกษาและสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลฉลอ
พื้นที่บ้านบางพระ ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลจากการพัฒนาส่งผลทำให้หลายพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำปากพนังที่สามารถใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ อาชีพเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นจากผลของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถช่วยสร้างอาชีพใหม่แก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอปากพนังโดยเฉพาะพื้นที่ตำบลปากแพรก คุณไมตรี สกุณา ประธานกลุ่มเลี้ยงปลาน้ำจืด ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ตำบลปากแพรกส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนา ทำไร และทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งเนื่องสภาพพื้นที่เหมาะสมที่จะใช้เพาะเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี อยู่ห่างจากทะเลไม่มาก อีกทั้งราคากุ้งในระยะแรกๆเห็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ เกษตรกรแทบทุกครัวเรือนจึงหันมาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งกันเป็นจำนวนมาก “ฟาร์มกุ้งช่วงแรกได้ผลกำไรเป็นที่น่านพอใจ แต่ทำอยู่ได้ไม่นานต้องประสบกับปัญหาโรค อีกทั้งปัจจัยทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไม่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรหลายรายขาดทุน บางรายขาดท
จ่าสิบเอกไพทูล พันธาตุ อดีตข้าราชการทหารเป็นบุคคลหนึ่งที่หันมาจับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับทำการเกษตรแบบผสมผสานในช่วงบั้นปลายของชีวิต อยู่ที่ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว จ่าสิบเอกไพทูล เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่รับราชการอยู่มีโอกาสทำงานพัฒนาส่งเสริมด้านการเกษตรกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ทำให้ได้สัมผัสและได้เรียนรู้การทำการเกษตรทุกรูปแบบ จนมีความชำนาญ พอเกษียณราชการจึงออกมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้จิตสำนึกรักในอาชีพเกษตรกรรมที่ติดตัวมา “อายุก็มาก จะไปปลูกมัน ทำไร่ ทำนา เหมือนกับคนอื่นๆ ก็ทำไม่ไหว จึงปรับแนวคิดมาทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ต้องใช้แรงเยอะ ใช้ความรู้ที่ติดตัวจากการทำงานในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ เป็นระยะเวลากว่า 8 ปี มาปรับใช้ในพื้นที่ก็เพียงพอ” จ่าสิบเอกไพทูล เริ่มทำการเกษตรผสมผสาน ช่วงประมาณ ปี 45-46 โดยเริ่มจากพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ จัดสรรแบ่งทำนาปลูกข้าว 7 ไร่ ขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลาเบญจพรรณ 6 ไร่ และส่วนที่เหลือปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น เก็บผลผลิตจำหน่ายรายวัน เช่น หวานกินยอด “ทำนาปลูกข้าวปีละ 1
เมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขม ผกก. สภ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ได้รับแจ้งว่ามีคนขโมยปลาที่แปรรูปใช้ทำปลาร้าไป จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.วัฒนา แก้วเจริญ รอง.ผกก.สอบสวน ไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 59/1 ม.3 ต.มะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พบนางโฉม เหรา อายุ 57 ปี ให้การว่าที่บ้านของตนเปิดเป็นโรงงานแปรรูปปลาน้ำจืด และนำไปส่งกับแม่ค้าที่รับทำปลาร้าอีกที่ ขายได้กิโลกรัมละ 17 บาททำมากว่า 10 ปี แล้ว เมื่อช่วงเช้าตนเองได้เข้ามาทำงานและพบปลาของตนเองตกตามถนน จึงขับรถตามไปดู จนพบ 2 คนร้ายนำปลาของตนใส่กระสอบเพื่อที่จะนำไปขายต่อ ที่บริเวณถนนสาย เก้าห้อง – มะขามล้ม จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ ทราบชื่อคือ 1. นาย วันเฉลิม เขียววิราช อายุ 31 ปี ชาวต.เนินมะปรางค์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 2.นาย คสูต โพธิ์มณี อายุ 41 ปี ชาวต.มะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พร้อมของกลางเป็นปลาแปรรูป 3 กระสอบ ประมาณ 100 กิโลกรัม จักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ดรีมสีเขียวพ่วงข้าง ทะเบียน นทน 212 กทม. จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน ด้านนางโฉมกล่าวว่า รู้ว่ามีคนมาขโมยปลาของตนเองหลายครั้งแล้ว และรู้ว่าเป็นใครตนเองก็เคยบอกว่าอย่าทำ
วันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณริมชายหาดทะเลอ่าวประจวบฯ ตั้งแต่เขาช่องกระจก ถึงสะพานสราญ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร มีชาวบ้านหลายสิบคนแห่นำอุปกรณ์ในการจับปลา อาทิ แห อวน ตาข่าย มาดักจับปลาขนาดใหญ่ที่ว่ายเข้ามาเล่นน้ำชายฝั่ง ในขณะที่มีฝนกำลังตกลงมาตลอดเวลา โดยปลาที่ได้ส่วนใหญ่เป็นปลาจำพวก ปลาช่อนไส ขนาดน้ำหนักตัวละประมาณ 1-2 กิโลกรัม และปลาอื่นๆที่ชอบเล่นน้ำชายฝั่ง โดยชาวบ้านที่มาดักจับปลาต่างบอกว่าจะนำปลาที่ได้ไปประกอบอาหารที่ชื่นชอบรับประทาน ประเภท ต้ม หรือทอดจิ้มน้ำปลา เนื่องจากในช่วงที่ฝนตกหาซื้ออาหารรับประทานยากมาก เพราะร้านต่างๆส่วนใหญ่ปิดหนีฝน ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเอสุวรรณภูมิ จ.หวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปที่ บ้านนางสายสมร ปาภูงา บ้านเลขที่ 94 ม.4 คุมสามัคคี “เทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ” ต.สระคู อำเภอสุวรรณภูมิ โทร.094 0656292 แรงงานใครอบครัว 3 คน ใส่ใจซึ่งกันและกัน ในการดำเนินการแปรรูปปลาสด เป็นการถนอมอาหารพื้นบ้าน ที่ทำกันมายาวนาน หมักเกลือไอโอดีน ผสมรสดี เป็นไปตามขั้นตอน นางสายสมร เล่าให้ฟังว่า ตื่นเช้าตรู่เข้าตลาดเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ เลือกซื้อปลา ที่ต้องการ ปลาดุก 60 บาท/ก.ก.วันละ 10-15 ก.ก.ปลาช่อนสด วันละ 10-12 ก.ก.ๆละ 100 บาท ปลาหลด 10-15 ก.ก.ๆละ 170-200 บาท ปลาเนื้ออ่อน (ปลาเซือม) 10-20 ก.ก.ละ 120 บาท ตากแห้ง 4 พวง 100 บาท ดำเนินการหมักเกลือ รสดี ร้อยเรียงเป็นพวง ขายพวงละ 35 บาท 3 พวง 100 บาท หรือ 500 บาท/ก.ก.ปลาดุกพวงละ 50 บาท หรือ 250 บาท/ก.ก. ตากแห้งแดดเดียว ส่วนปลาช่อนต้องขอดเกล็ด แล่เป็นแผ่นตากแดดเดียวเท่านั้น ขาย 300 บาท/ก.ก.ที่นี่ ชาวบ้าน ร้านตลาด เชื่อมั่นในฝีมือ ตนเองตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรแปรรูปปลาแดดเดียว สมาชิก 7 คน เป็นเครือข่ายเกิดรายได้ รายวัน มีเงินออม เงินเก็บ เป็นปลาจากพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ สำนั
วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชายหาดหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดปรากฎการณ์น้ำเบียด หลังเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักหลายชั่วโมง ทำให้น้ำจืดจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว ส่งผลห้ปลาน็อกน้ำพากันลอยหัว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ปรากฎการณ์น้ำเบียด ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีแล้ว ทั้งนี้เริ่มพบมีกุ้งหอยปูปลาลอยหัวกันตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนมาจับปลาที่ยังไม่ตายกลับไปปรุงเป็นอาหาร แต่ปรากฎว่าช่วงเช้าวันนี้ พบปลาขนาดเล็กหลายแสนตัว ส่วนใหญ่เป็นปลาแป้น ลอยตายเกยชายหาดหัวหิน ตลอดแนวชายหาดตั้งแต่แนวด้านหน้าวังไกลกังวล ไปจนถึงหาดเขาตะเกียบ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่เป็นปลาแป้น ขนาดเล็กที่ยังโตไม่เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีปลา กุ้งและปู ชนิดอื่นๆ ที่ลอยอยู่ในน้ำด้วย ทำให้ชาวบ้านต่างลงทะเลมาจับปลาที่ยังสดกลับไปรับประทาน ส่วนปลาแป้นนั้นพบว่ามีพ่อค้ามาขอรับซื้อนำกลับไปแปรรูปทำเป็นอาหารสัตว์ ส่วนปลาที่ตายเกยหาย และเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัด เทศบาลเมืองหัวหิน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัช
หลังจากหลายพื้นที่ฝนตกหนักและน้ำท่วมสูง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้งในภาคเหนือและภาคกลาง บางครอบครัวต้องอพยพหนีน้ำออกจากบ้าน แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการออกดักปลาจับปลา ในจำนวนนี้รวมถึงชาวสุโขทัยที่ออกหาปลา โดยเฉพาะที่ทุ่งทะเลหลวง โดยมีชาวบ้านออกดักปลา แต่ใช้วิธีง่ายๆ เพียงแค่ใช้สวิงมาวางดักไว้บริเวณประตูระบายน้ำ ก่อนจะมีลูกปลาจำนวนมากที่ว่ายทวนน้ำแล้วกระโดดเข้าสวิงที่ชาวบ้านวางตั้งไว้เฉยๆ เป็นอีกรายได้ที่ชาวบ้านพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงน้ำท่วม ขอบคุณที่มา มนูญ นิลสนิท และ YouLike (คลิปเด็ด) ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
