ปลา
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดปลาน้ำจืดสุดคึกคัก หลังน้ำเหนือหลากมา และชาวบ้านสามารถจับปลาได้นานาชนิด และได้นำปลาที่จับได้มาขายส่งตลาดสร้างรายได้ช่วงน้ำหลากอย่างต่อเนื่อง ที่บริเวณตลาดเกษตรสุวพันธุ์เมืองทอง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ตลาดแหล่งซื้อขายปลาน้ำจืดแห่งใหญ่ที่สุดในเขตภาคกลาง มีชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้านำปลานานาชนิดจากแหล่งธรรมชาติ แม่น้ำลำคลอง ในบ่อ และฟาร์ม มาส่งลงขายในบริเวณลานปลาเพื่อออกจำหน่าย ให้ประชาชนได้เดินทางมาจับจ่ายซื้อหา ทั้งปลีกและขายส่ง ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ด้านนายธวัชชัย เจงสวัสดิ์ อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่ตลาดเกษตรสุวพันธุ์ กล่าวว่าในช่วงนี้มีปลาออกมาสู่ตลาดจำนวนมากมีมากมายหลายชนิด ทั้งปลากจากแม่น้ำลำคลอง และปลาในบ่อ ฟาร์ม มีให้ลูกค้าได้ซื้อจับจ่ายได้ทั้งปลีกและส่ง โดยช่วงนี้จะมีปลาแม่น้ำเข้ามาจำนวนมากหลังจากน้ำเหนือไหลหลาก ทำให้มีชาวประมงและชาวบ้านจับปลาตามแหล่งธรรมชาติได้เป็นจำนวนมาก และมีราคาถูก เนื่องจากเป็นแหล่งซื้อขายปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลาง โดยราคาปลาขายส่งอยู่ที่ ปลาบึก 45 บาทต่อกิโลกรัม ปลาสวาย 17 บาทต่อกิโล ปลาจีน 28 บาท ต่
เปิดตัวยังไม่ถึงปี แต่สร้างสีสันให้ตลาดปลาเค็มไม่น้อย ด้วยคุณภาพสินค้า บวกกับสตอรี่ (Story) อันน่าทึ่งทำให้วันนี้ผลิตภัณฑ์ “ปลากุเลาเค็ม” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย บ้านตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เริ่มเป็นที่รู้จัก และ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนผลิตขายแทบไม่ทัน ส่วนของสตอรี่ความเป็นมา ใครที่ติดตามปัญหาประมงของปัตตานี จะรู้ว่าผลจากการทำประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างของเรือใหญ่อย่างอวนรุนในอดีต ทำให้อ่าวปัตตานีเสื่อมโทรมลง ชาวบ้านขาดแหล่งทำกิน จึงรวมตัวกันในนามสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ต่อสู้เรียกร้องอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ท้อแท้ถึงขนาดอพยพไปเป็นแรงงานที่มาเลเซีย จนในที่สุดภาครัฐได้ออกประกาศห้ามใช้เครื่องมืออวนรุน หลังจากนั้นชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจฟื้นฟูจนอ่าวปัตตานีกลับคืนความสมบูรณ์ นำมาสู่การแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจประมงพื้นบ้านของโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” “มูหามะสุกรี มะสะนิง” นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย กล่าวว่า พี่น้องประมงเริ่มเป็นเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2535
“เลี้ยงน้ำชา ชาวปากบาราจะจัดเลี้ยงน้ำชา” การเลี้ยงน้ำชา เป็นระบบการช่วยเหลือกันของพี่น้องชาวใต้ ใครเดือดร้อนก็จะมีการเลี้ยงน้ำชา บอกต่อๆ กันไปว่าบ้านใครจะเลี้ยงน้ำชา มีความเดือดร้อนเรื่องอะไร เช่น ลูกชายติดทหาร เพราะต้องเดินทางเข้าไปส่งลูกชายในเมืองมีค่าใช้จ่าย หรือใครสักคนหนึ่งป่วย ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก็จะมีการเลี้ยงน้ำชากัน การเลี้ยงน้ำชาจะทำในตอนเช้า ไปกินน้ำชากันที่ร้านน้ำชาในหมู่บ้าน กินน้ำชา กาแฟ ข้าวเหนียวสังขยาสักห่อนั่งคุยกันสักพัก ให้เงินกับเจ้าภาพ รวมไว้ในขันใบใหญ่ๆ จะให้เท่าไหร่ก็ได้ คนละเล็กละน้อยไม่ต้องมากให้ใครเดือดร้อน แต่หลายๆ คนรวมกันก็ได้มากพอ ทั้งคนให้คนรับมีความสุข นี่เป็นเรื่องราววัยเยาว์ของฉัน การเลี้ยงน้ำชามีอยู่เสมอ แต่มาถึงยุคนี้การเลี้ยงน้ำชาไม่ค่อยจะมีแล้ว เดือนที่ผ่านมาได้ข่าวว่าชาวปากบาราจะเลี้ยงน้ำชา… บอกแล้วว่าการเลี้ยงน้ำชานั่นเป็นสัญญาณความเดือดร้อน และครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวแต่เป็นความเดือดร้อนของชุมชนขนาดต้องเลี้ยงน้ำชากันเลยทีเดียว จึงต้องไป ได้เวลานัดหมายกับเพื่อนเพื่อไปงานเลี้ยงน้ำชา ด้วยเหตุว่าปากบาราอยู่ที่จังหวัดสตูล ห่างจา
ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคอีสานส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมาก โดยเฉพาะชาวนา ที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทัน เนื่องจากรวงข้าวยังไม่แก่ จำต้องปล่อยให้จมน้ำไปต่อหน้าต่อตา ผมได้ไปแถบอำเภอบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พบว่าน้ำมากจริงสมกับที่มีการรายงานข่าว แม่น้ำป่าสักมีน้ำล้นตลิ่งในหลายจุด ซึ่งแม้เป็นเรื่องธรรมดาของลำน้ำสายนี้ แต่ความที่น้ำมาเร็วและมามากกว่าปกติ ความเสียหายจึงใหญ่หลวงกว่าที่คิดกันไว้ ชาวบ้านเล่ากันว่า การถมดินสร้างอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ขวางเส้นทางระบายน้ำ เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้การประเมินสถานการณ์น้ำผิดพลาด เงื่อนไขแบบนี้ ผมเคยได้ยินเพื่อนที่จังหวัดสุรินทร์คุยกันคราวที่เกิดน้ำท่วมตัวเมืองสุรินทร์เมื่อราวสิบปีก่อน ชนิดที่ว่าคำพูดซ้ำกันแทบจะประโยคต่อประโยคเลยทีเดียว บทเรียนยังคงเป็นสิ่งที่สรุปได้ยากเสมอในประเทศนี้ ข้างวัดโบสถ์ เขตหมู่ที่ 3 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล มีบ้านที่มีโถงด้านในโล่งโปร่ง กว้างขวาง ผู้คนทั้งละแวกเดียวกันและจากที่ไกลๆ เดินทางมาเยือนมิได้ขาด “น้าเตี้ย” หญิงเจ้าของบ้านผู้ใจดี ยึดอาชีพขายปลีกขายส่งปลาน้ำจืดในเขตลุ่มน้ำป่าสักแถ
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางในการนำเศษเหลือทิ้งจากหนัง เกล็ด ครีบ และก้างปลานิลมาใช้ประโยชน์ โดยผลิตเป็นคอลลาเจน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการช่วยลดปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ปลานิลถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจากข้อมูลในปี 2559 มีปริมาณผลผลิตปลานิลจากการเพาะเลี้ยงถึง 176,463 ตัน มีการส่งออกปลานิลและผลิตภัณฑ์กว่า 7,975.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 598.5 ล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของเนื้อปลานิลแปรรูปแช่แข็งและแช่เย็น ถึงร้อยละ 38.1 ซึ่งการแปรรูปดังกล่าวนี้ทำให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากหนัง เกล็ด ครีบ และก้างปลา ปริมาณมากถึงร้อยละ 50-70 ของวัตถุดิบเริ่มต้น นายปวเรศวร์ อินทุเศรษฐ นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหารชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง นักวิจัยผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การสกัดคอลลาเจนที่ละลายในกรดจากหนังปลานิล” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเศษเหลือทิ้งจากการแปรรูปสัตว์น้ำส่วนใหญ่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการทำปุ๋ย ซึ่งนับว่ามีมูลค่าค่อนข้างต่ำ จึงมีแนวคิ
นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงปฏิเสธข่าวที่ว่าเตรียมเปลี่ยนชื่อ ปลาสวาย เป็น ปลาโอเมก้า 3 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กรมประมงไม่มีนโยบายจะเปลี่ยนชื่อปลาสวายเป็นชื่อปลาโอเมก้า 3 เรื่องดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปลาสวายยอมรับว่าในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยมนำมาบริโภคมากเท่าที่ควร เนื่องจากผู้บริโภคคิดว่าเป็นปลาที่มีกลิ่นคาว กลิ่นโคลน และมันเยอะ ทำให้ปลาสวายไม่ได้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคจะเลือกรับประทาน ทั้งที่จริงปัจจุบันกรมประมง ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและวิธีการเลี้ยงปลาสวายตามระบบการเลี้ยงแบบบริหารจัดการที่ดี (GAP) มาให้เกษตรกรปรับใช้ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพักปลาในบ่อน้ำที่สะอาดและน้ำสามารถถ่ายเทได้สะดวกประมาณ 7-10 วัน ก่อนที่จะจับขึ้นมาใช้ประโยชน์จะสามารถช่วยในเรื่องของกลิ่นโคลน กลิ่นคาวของปลาสวาย ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า การคมนาคมที่สะดวกเพื่อความสดและคงสภาพสารอาหารที่มีอยู่ในตัวปลาให้ได้มากที่สุด กรมประมงได้เล็งเห็นว่าปลาสวายมีสารอาหารไม่แตกต่างกับปลาทะเล แต่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักจะนิยมทานปลาทะเลมากกว่าปลาน้ำจืด
ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ผ่านการแข่งขันจนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้แล้ว คงไม่ต้องหาอะไรมารับรองกันอีก เพราะชื่อสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ได้การันตีตนเองอย่างสวยงามเป็นที่เรียบร้อย เมื่อปี ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) มีการแข่งกันสุดยอดแฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พ ผลที่ได้คือ คุณมนู มุสิทธิมณี หรือที่รู้จักกันในวงการผู้นิยมเลี้ยงปลาคาร์พว่า นินู จึงเรียกกันติดปาก หลังการแข่งขันแฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พว่า “นินู แฟนพันธุ์แท้แฟนซีคาร์พ” เจ้าของฟาร์ม “m&m koi farm” ย่านหมู่ที่ 3 ตำบลคลองอุดมชลจร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา แท้ที่จริง คุณมนู มีอาชีพรับราชการ มีเวลาว่างเพียงเช้า เย็น และวันหยุดราชการ ในการดูแลปลาคาร์พ แต่สามารถเลี้ยงปลาคาร์พได้โตเร็ว สวย สีสด รูปทรงมีขนาดเหมาะสมกับวัย จนวงการนักเลี้ยงปลาคาร์พยอมรับในฝีมือ ช่วงบ่ายของวันหยุดราชการ จึงเป็นโอกาสดีที่จะนัดพบปะกับคุณมนู แดดร่ม ลมตก มีฝนเล็กน้อย เสียงน้ำตกจำลองด้านใดด้านหนึ่งของบ่อปลาคาร์พดังกว่าเสียงฝน ยิ่งเปิดพร้อมกันหลายบ่อด้วยแล้ว ระหว่างพูดคุยจึงต้องออกเสียงให้ดังกว่าปกติ พื้นที่ภายในฟาร์มมีขนาดไม่มากนัก ตามที่คุณมนูบอกไว้ว่า
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 7 ต.ขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเนื่องจากน้ำในลำคลองเกิดการเน่าเสียใช้ในการเกษตรไม่ได้ และ ปลาหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในคลองธรรมชาติลอยตายจำนวนมาก นายธำรงค์ พูนทองดีวัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก หลังได้รับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบบริเวณลำคลองที่ประชาชนใช้ประโยชน์ พบว่าปลาขนาดใหญ่ลอยตายเกลื่อนเป็นตัน เช่น ปลาตะเพียนขาว ตะเพียนแดง ปลาแขยง ปลาบึก และอื่น ๆ อีกหลายชนิด บางตัวเริ่มลอยหัวขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ นอกจากนี้น้ำเริ่มส่งกลิ่นเหม็นไปตลอดลำคลอง ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนดำเนินสะดวกที่ปลูกพืชผัก ผลไม้ อย่างมะนาว ละมุด องุ่น และพืชผักอีกหลายชนิดไม่สามารถใช้น้ำในลำคลองสายนี้ได้ นายธำรงค์ พูนทองดีวัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนพิทักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุการตายของปลาที่ลอยตายอยู่ตลอดคลอง ซึ่งเป็นคลองซอยที่เชื่อมต่อจากคลองซินแซครก และคลองรางห้าตำลึง ซึ่งจะไหลเชื่อมต่อคลองในตำบลดอนมโนรา จ.สมุทรสงคราม และยังเชื่อมต่อคลองในตำบลโรงเข้ จังหวัดสมุทรสาครอีกด้วย จากการตรวจสอบตั้
เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่อาหารที่ทำจากปลาช่อน รวมทั้งสินค้าเกษตรปลอดภัยของดีประจำจังหวัดสิงห์บุรี ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ทางจังหวัดสิงห์บุรี นำโดย พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี จึงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนดจัดงานเทศกาลกินปลาและของดีเมืองสิงห์บุรี ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 4-13 พฤษภาคม นี้ ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดสิงห์บุรี “พงศ์รัตน์” บอกว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากมีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ยังมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบอาหารให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนเพื่อเป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงติดต่อกันระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบอาหาร และผู้บริโภคทำให้เกิดภาคีเครือข่ายอาหารปลอดภัย อีกทั้งยังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชาวจังหวัดสิงห์บุรี รวมถึงเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาท่องเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรีมากยิ่งขึ้น “สำหรับกิจกรรมภายในงานปีนี้ประกอบด้วย การจำหน่ายปลาช่อน ของดีขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี หรือที่รู้จักในนามปลาช่อนแม่ลา ที่มีเนื้อปลานุ่ม
ชาวบ้านในอำเภอเทพา ยืนยันทะเลเทพามีความสมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ตัวแทนชาวบ้านในเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา ร่วมกันแกะปลาและสัตว์น้ำ ทีติดอวนจากการทำประมงในทะเล พื้นที่อำเภอเทพา ซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อยืนยันสภาพความสมบูรณ์ของทะเลในพื้นที่นี้ ซึ่งแตกต่างจากรายงานการศึกษาสิ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ในโครงการนี้ ที่อ้างว่าทะเลในอำเภอเทพา นั้นมีจำนวนลูกสัตว์น้ำอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะกุ้งเคย ที่มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบแล้วในแต่ละปี จะสามารถนำกุ้งเคยมาทำกะปิได้ประมาณ 1 กิโลกรัม แต่ในความเป็นจริงนั้น ชาวบ้านในพื้นที่สามารถจับกุ้งเคยมาทำกะปิได้แต่ละปีนับพันกิโลกรัม และในแต่ละวัน ชาวประมงในพื้นที่นี้สามารถหาปลาและสัตว์น้ำ สร้างรายได้ในแต่ละวันไม่น้อยกว่า 1,000 บาท นายหมีด ชายเต็ม แกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวว่า ทะเลที่เทพานั้นยังมีความสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากรายงาน EHIA ที่ กฟผ.จ้างบริษัทที่ปรึกษาทำ โดยการจัดเวทีเสวนา “ EHIA เทพ
