ปุ๋ย
การปลูกไม้ผลให้ได้ผลผลิตดก สวยงาม และคุณภาพเยี่ยม ไม่ใช่แค่การปลูกแล้วรดน้ำเท่านั้น แต่การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมและถูกวิธีก็มีผลสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิค “โยกหน้า-โยกหลัง” ที่เป็นสูตรปุ๋ยไม้ผลยอดนิยมในหมู่ชาวสวนมืออาชีพ ในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ก้าน ใบ ตลอดจนส่วนอื่น ล้วนมีธาตุอาหารหลายธาตุเข้าไปมีบทบาทร่วมกันเกื้อกูลกัน อีกทั้งพืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ปลูกพืชทุกคนต้องยึดมั่นในหลักที่ว่า “พืชต้องได้รับอาหารครบทุกธาตุอย่างเพียงพอและในปริมาณที่สมดุลเท่านั้น” พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ตามปกติ สามารถออกดอก ผล ตามที่ต้องการ “โยกหน้า-โยกหลัง” หมายถึง การใส่ปุ๋ยในช่วงเวลา 2 ช่วงสำคัญของการเจริญเติบโตของไม้ผล ได้แก่ 1. โยกหน้า ช่วงก่อนออกดอกหรือช่วงที่ต้นไม้กำลังเตรียมตัวสร้างผล เป็นเวลาที่ต้นไม้ต้องการสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานให้การพัฒนาเซลล์ต่างๆ จะเป็นปุ๋ยที่เน้นตัวเลขตัวหน้า (เน้น N ไนโตรเจน) ตัวหน้ามากกว่าตัวหลัง เช่น 25-7-7 หรือ 46-0-0 จะช่วยเน้นบำรุงในส่วนของการสร้างเสริมยอดอ่อน และใบๆ 2. โยกหลัง ช่วงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อฟื้
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ” เพลี้ยแป้ง หรือเพลี้ยชนิดต่างๆ เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง จะอยู่ในดินตามบริเวณรากพืช แล้วขับถ่ายออกมามีลักษณะเหมือนน้ำหวาน มดจึงเข้าไปกิน หลังจากนั้นมดจะคาบเพลี้ยแป้งไปไว้ตามยอดไม้ หรือยอดอ่อนของใบ ตามต้น หรือดอกไม้ ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงัก อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว จึงต้องป้องกันการระบาดให้ดี เพื่อไม่ให้พืชผลได้รับผลกระทบ ✨วิธีใช้ : ใช้น้ำหมักจำนวน 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าเห็นว่าเพลี้ยตายหมดไม่มีเกาะตามใบ หรือต้นพืชแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฉีดซ้ำ จะฉีดน้ำหมักก็ต่อเมื่อมีเพลี้ยมาเกาะกินน้ำเลี้ยงพืชเท่านั้น อาจจะฉีดติดต่อกันประมาณ 3 วันเพื่อเป็นการป้องกัน 📌ข้อแนะนำ : ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน 💡ประโยชน์ : เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟจะตาย ถ้าต้องการให้ตายมาก ให้เอาข่าแก่ๆ ทุบให้แตก ตะไคร้หอมตัดให้ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ทุบให้แตก พริกขี้หนูแก่ โขลกให้ละเอียด อย่างละ 1กิโลกรัม ผสมหมักลงไปอีกเพิ่มน
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักชีวภาพ จากนม” มีกรดแลกติกที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุย มีสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มออกซิน ไซโตไคนิน ปริมาณธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ที่ช่วยบำรุงต้น และกระตุ้นยอดอ่อนของพืช ✨วิธีใช้ : ใช้เป็นน้ำยาเร่งราก ตัดชิ้นไขที่เกิดด้านบน 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากัน แล้วนำกิ่งพันธุ์พืชแช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำไปปลูกในถุงปักชำ ถ้าใช้ในการบำรุงต้น กระตุ้นยอดอ่อน ใช้น้ำหมักฯ ที่เป็นชั้นน้ำใสด้านล่าง อัตรา 10-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืช สัปดาห์ละครั้ง 👍🏻ประโยชน์ 1. ช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง เพราะในน้ำนมมีสารอาหารโปรตีนสูง อย่าง เคซีน โกลบูมิน อัลบูมิน และกรดอะมิโน ที่เมื่อถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายแล้ว จะกลายเป็นธาตุไนโตรเจน จึงมีส่วนช่วยให้พืชเจริญเติบโต สมบูรณ์ แข็งแรง เร่งต้น เร่งใบ ให้โตเร็วยิ่งขึ้น 2. เพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิต การฉีดรดพืชทางใบด้วยฮอร์โมนนมสด สามารถเพิ่มความหวานกรอบให้กับผลผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดและผักกินใบชนิดต่างๆ 📌ข้อแนะนำ : น้ำหมักชีวภาพจากนม ที่พร้อมใช้งานแล้วจะสังเกตได้จ
หมดปัญหาขยะเปียกส่งกลิ่นเหม็นเน่าอีกต่อไป ทุกๆ ครั้งที่รับประทานอาหารมักจะมีเศษอาหารที่กินไม่หมด แล้วต้องถูกนำมาเททิ้ง ยิ่งถ้ามีปริมาณมากทิ้งไว้นานก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่า วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีเทคนิคในการช่วยลดปริมาณขยะเปียกด้วยการทำ “ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร” ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แถมไม่ต้องลงทุนเลยสักบาท การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร อาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ เริ่มต้นต้องมีถังเก็บขยะเพื่อใช้ในการหมัก โดยระยะเวลาการหมักปุ๋ยจากเศษอาหารจะใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 เดือน ภาชนะที่ควรใช้หมัก แนะนำว่าควรใช้ถังหมักที่มีลักษณะดินเผาเพราะระบายอากาศได้ดีกว่าถังพลาสติกและไม่แฉะจนเกินไปด้วย วิธีการจัดการกับเศษขยะเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ขั้นตอนที่ 1 นำเศษอาหารที่เราสามารถใช้ในการหมักได้คือ เศษผัก เศษผลไม้ เปลือกไข่ กากกาแฟ เปลือกผลไม้ ข้าวบูด และอาหารเหลือ เป็นต้น ซึ่งวิธีการจัดการกับขยะเหล่านี้คือ หากเป็นอาหารเหลือกินให้กรองน้ำออกก่อนจะใส่ลงถังหมัก ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นทับด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง หรือดินถุงก็ได้ เอาปุ๋ยคอกกับเศษใบไม้แห้งผสมกัน แล้วเทลงไปสลับกับชั้นเศษอาหาร ลงไปประมาณ 2-3 รอบ ขั้นตอนที่ 3 ร
คําถาม จากข้างกระสอบปุ๋ย เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเกษตรมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน จึงมีคําถามอยู่ในใจหลายอย่าง วันนี้ผมเขียน จ.ม. มาถามคุณหมอเกษตรว่า ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ย เขียนว่า 12-24-12 น้ำหนัก กระสอบละ 50 กิโลกรัม ดูแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี รู้เพียงว่าเป็นปุ๋ยเร่งดอกเท่านั้น ขอคําอธิบายจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ ด้วยความนับถือ ศิริชัย แก้วโพธิ์ เลขที่ 58/2 บ้านหนองบัวสร้าง ตําบลอุมจาน อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 47230 ตอบ : คุณศิริชัย แก้วโพธิ์ ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ยที่คุณยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวเลขข้างต้นนั้นเป็นระบบสากล ในความหมายนั้นบอกว่า ในกระสอบปุ๋ย น้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นําไปใช้ประโยชน์ – 12 ตัวแรก คือ ปริมาณ N (ไนโตรเจน) ช่วยเร่งการเจริญเติบโต สร้างใบ เพิ่มความเขียว – 24 ตัวถัดมา คือ ปริมาณ P (ฟอสฟอรัส) ช่วยเร่งการแตกใบและการผสมเกสร เพิ่มความแข็งแรงให้ลำต้น – 12 ตัวสุดท้าย คือ ปริมาณ K (โพแทสเซียม) ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาด น้ำหนัก และรสชาติ ความหวาน 12, 24 และ 12 กิ
หลายบ้านปลูกต้นไม้ไว้ไกล้ๆ กับแหล่งที่ใช้น้ำในครัวเรือน เช่น ใกล้อ่างล้างจาน ที่ระบายน้ำ เพื่อสะดวกแก่การรดน้ำต้นไม้ มีผู้อ่านถามมาใน คอลัมน์ “หมอเกษตร ทองกวาว” ว่า ปลูกมะนาวไว้หลายต้นในสวนหลังบ้าน ใกล้กับบริเวณที่ล้างจาน อยากทราบว่าจะใช้น้ำล้างถ้วยชามจากครัวที่บ้านรดต้นมะนาวได้หรือไม่? “หมอเกษตร ทองกวาว” ให้คำตอบไว้ว่า น้ำที่ได้จากการล้างถ้วยชาม จะอุดมไปด้วยไขมันและโปรตีน ซึ่งโปรตีนจะแตกตัวเป็นแอมโมเนียรูปใดรูปหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนโตรเจน โดยเฉลี่ยในน้ำล้างถ้วยชามมีไนโตรเจนสูงกว่าน้ำสะอาด 3-5 เท่า ผมเคยนำน้ำล้างถ้วยชามไปรดมะนาวในกระถาง แบ่งทำ 3 ซ้ำ หรือ 3 กระถาง ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า ต้นมะนาวแสดงอาการ “เฝือใบ” มีการแตกยอดออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ติดดอกออกผลน้อย ผมต้องแก้ไขด้วยการตัดยอดออกบ้าง พร้อมกับงดการให้ปุ๋ยทุกชนิด เป็นเวลา 2-3 เดือน รอจนต้นมะนาวฟื้นตัวเป็นปกติ หากต้องการทำน้ำให้สะอาดด้วยวิธีการกรองด้วยทรายหยาบ อิฐหัก และถ่านป่น วางเป็นชั้นในถัง คงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงควรงดเว้นการนำน้ำล้างถ้วยชามไปรดต้นมะนาวเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ แล้วน้ำเหล
ร.ต. จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นไป เกษตรกรจะมีการซื้อปุ๋ยกันมากขึ้นเพื่อเตรียมสำหรับฤดูเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปีภาคกลางจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกมากช่วงมีนาคม-มิถุนายน แม้ความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งในประเทศและต่างประเทศจะมีมากขึ้นแต่ตลาดโลกยังมีปุ๋ยในสต๊อกจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยสูตรหลัก คาดว่าราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัว สำหรับประเทศไทย ในปี 2566 มีการนำเข้าปุ๋ย 5.08 ล้านตัน มากกว่าปริมาณนำเข้าปี 2565 ราว 24% และช่วงต้นปีที่ผ่านมานำเข้าต่อเนื่อง โดยสต๊อกปุ๋ย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 อยู่ที่ 1.08 ล้านตัน เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และจากการติดตามราคาปุ๋ยในปัจจุบัน (ราคาเฉลี่ยภาคกลาง) ก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกับของปีที่แล้ว (เดือนมีนาคม 2566) อาทิ ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 850 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 13% ปุ๋ยฟอสเฟต (18-46-0) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 1,150 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 34% ปุ๋ยโพแทสเซียม (0-0-60) ราคาเฉลี่ยกระสอบละ 950 บาท ต่ำกว่าปีที่แล้ว 42% ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ราคาเฉลี่ยกระสอ
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยยิ่งใส่เยอะ “ไม่เท่ากับ” สวย แต่เท่ากับต้นไม้จะตายเร็ว!!! คนทั่วไปที่เป็นมือใหญ่ในการเลี้ยงต้นไม้ หรือเกษตรกรรุ่นใหม่บางคนมีกรอบความคิดเดิมที่ว่ายิ่งเราใส่ปุ๋ยเยอะต้นไม้ของเราจะยิ่งออกใบดก ผลสวย แต่แท้จริงแล้วมันเป็นความคิดที่ผิดถนัด เพราะนอกจากจะไม่ทำให้สวยแล้วยังทำให้ต้นไม้ตายเร็วอีก โดยเฉพาะจำพวกปุ๋ยเคมี ที่เป็นประหนึ่งอาหารเสริมเพิ่มสารอาหารให้กับต้นไม้ หากให้เห็นภาพชัดๆ การทำงานของปุ๋ยเคมีก็ไม่ได้ต่างจากการฉีด “วิตามิน” ให้กับต้นไม้เพื่อช่วยบำรุงเร่งการเติบโตและเพิ่มความแข็งแรง แต่หากเราใส่ในปริมาณมากเกินความพอดี ก็ไม่ต่างกับการที่ร่างกายของเรารับยามาหลายแขนงจนตับไม่สามารถกรองสารอาหารได้จนพังหรือตายไปนั่นเอง แล้วเราจะสังเกตยังไงว่าต้นไม้เราได้รับสารอาหารมากเกินไป? 1. ให้ดูว่าต้นไม้ “น็อกปุ๋ย” หรือไม่ สังเกตจากต้นไม้มีใบเหลือง ใบร่วง ซึ่งนั้นมาจากสารเคมีที่อยู่ในปุ๋ย วิธีแก้คือหากเราจะใส่ปุ๋ยเคมีให้ใส่ทีละน้อย รวมถึงควรรดน้ำต้นไม้ทุกครั้งหลังใส่ปุ๋ย เพื่อให้ต้นไม้ปรับสภาพได้ 2. สังเกตต้นไม้โดยเฉพาะส่วนของใบว่า “ใบไหม้” หรือไม่ อาการนี้จะเกิดจากสารอา
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะมีจำนวนประชากรในภาคเกษตร โดยเฉพาะด้านการเพาะปลูก ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน ดังนั้นการพัฒนาการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้และความเข้าใจในการใช้ปัจจัยการผลิต หรือ ‘ปุ๋ยเคมี’ โอกาสครบรอบ 50 ปี สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย จึงจัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ ‘อดีต ปัจจุบัน อนาคต’ การใช้ปุ๋ยเคมีของประเทศไทย’ ขึ้น ที่ห้องประชุม Vector Club อาคารสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 7 เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน จากผลผลิตที่ได้รับจากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างสูงสุด ผศ. อรรถศิษฐ์ วงศ์มณีโรจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เล่าว่า ประเทศไทยรู้จักปุ๋ยเคมีครั้งแรก ตอนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450 โดยพระองค์ได้นำปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต จำนวน 1 ตัน เข้ามาในสยาม และเริ่มทดลองใช้ แต่ก็ยังไม่แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ เนื่องจากยุคแรกๆ บ้านเราทำการเกษตรแบบ ‘วนเกษตร’ เป็นระบบเกษตรกรรม
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ เกษตรกรทำสวนผลไม้ จังหวัดระยอง สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558 เดิมทีเขาทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อมาลงทุน แต่ประสบกับภาวะขาดทุนจากสภาพพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและมีปัญหาโรคพืช จากการผลิตแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูง จึงไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาได้ จุดเปลี่ยนของการทำการเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี เริ่มจากได้ไปศึกษาดูงานกับ ธ.ก.ส. ในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน และจากการได้รับคัดเลือกเป็นหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2-3 ปี จึงตัดสินใจทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกประเภท จนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยคุณสมศักดิ์ ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรแบบ
