ปุ๋ย
แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว “กรมวิชาก
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ประดับสวยงาม ผมทดลองปลูกเฟื่องฟ้าไว้ข้างบ้าน ปลูกมาแล้วเกือบ 3 ปี แต่ก็ให้ดอกน้อยมาก ผมจะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ พิพัฒน์ จันทร์เอี่ยม ชัยนาท ตอบ คุณพิพัฒน์ จันทร์เอี่ยม เฟื่องฟ้า (Bougainillea ssp.) เป็นไม้ยืนต้นกึ่งเลื้อย มีขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กจนถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้น เฟื่องฟ้าเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินปลูกนั้นต้องระบายน้ำได้ดี อีกทั้งทนต่อสภาพแวดล้อมแห้งแล้งได้ ยิ่งแล้งยิ่งออกดอกดี ประการสำคัญ เฟื่องฟ้าต้องการแสงแดดจ้าตลอดทั้งวัน เฟื่องฟ้าเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้อย่างยอดเยี่ยม จึงขึ้นได้ดีตั้งแต่เขตทะเลทราย ไปจนถึงเขตอบอุ่น ที่บ้านเราให้น้ำสัปดาห์ละครั้งก็พอ เมื่อได้รับแสงเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ยอมออกดอก แนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือสูตรใกล้เคียงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการออกดอก หากคุณปฏิบัติได้ตามคำแนะนำนี้แล้ว เฟื่องฟ้าที่คุณปลูกไว้จะให้ดอกสวยงามสมใจ …………………. เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป
นางสาวสุไลลา หะหลี อายุ 25 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 3 ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีที่ 3 ซึ่งต้องดิ้นรนชีวิต นำความรู้จากที่เรียน หันมาทำปุ๋ยไส้เดือนและเพาะเห็ดขาย เพื่อนำรายได้ส่งตัวเองและหลานสาวอีก 2 คนเรียนให้จบ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงแม่ที่อายุมากแล้ว ซึ่งครอบครัวนางสาวสุไลลาฐานะยากจน โดยมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เธอเป็นคนสุดท้อง ส่วนที่เหลือแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด ปัจจุบันอยู่กับแม่ พี่สาว 1 คน และหลานสาวอีก 2 คน สำหรับนางสาวสุไลลาได้ทำปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้และเพาะเห็ดขาย มานากว่า 3 ปี โดยไม่มีโรงงาน ไม่มีเครื่องจักร ใช้พื้นที่ของบ้านเป็นที่ผสมวัตถุดิบ โดยใช้วิถีแบบบ้านๆ ใช้กะละมัง ใช้มือผสมปุ๋ย และทำก้อนเห็ด ก่อนบรรจุใส่ถุง โดยจ้างชาวบ้านที่ลำบากมาทำงาน เมื่อมีลูกค้าสั่ง เธอกับคนงาน ต้องใช้รถจักรยานยนต์บรรทุกปุ๋ยและเห็ด น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 60 กิโลกรัม เพื่อส่งตามที่ต่างๆ ทั้งจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส แม้ไม่มีรถยนต์แต่เธอก็ยังสู้ชีวิตโดยมีพี่สาวคนสำคัญคอยให้ทุนและกำลังใจเสมอมา สำหรับธุรกิจของเธอ เริ่มต้นแทบไม่มีลูกค้าสั่งสินค้าเลย บางว
ปุ๋ยเต็มสูตร ตราหัววัว-คันไถ ผนึกกำลังแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเจ้าดัง เอ็ม-150 เปิดตัวแคมเปญ “ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย” มอบโปรโมชั่นแบบจัดเต็มให้กับเกษตรกร ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ แบรนด์ปุ๋ยเคมีชั้นนำที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทยมาเกือบ 50 ปี โดย บมจ. ไทยเซ็นทรัลเคมี ร่วมกับ เอ็ม-150 ผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานที่เป็นที่นิยมมากว่า 35 ปี จากเครือโอสถสภา จัดทำแคมเปญร่วมมือทางการตลาด “ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย” เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ โดยการแถมเครื่องดื่ม เอ็ม-150 กระชายดำผสมน้ำผึ้ง ให้กับเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถร่วมกิจกรรมโดยการแอดไลน์แต้มเอ็ม และส่งรหัสใต้ฝาเพื่อสะสมแต้มและนำไปแลกของพรีเมียมหรือร่วมลุ้นรางวัลใหญ่จากแต้มเอ็มได้อีกด้วย นายวัชระ ปิงสุทธิวงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นการขายปุ๋ยในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก และมอบสิทธิพิเศษให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ตราหัววัว-คันไถของบริษัทตลอดมา เราจึงร่วมกับพันธมิตรทางธุรก
สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ ในช่วงที่ราคายางและปาล์มสูง เกษตรกรมีความสุข การกรีดยางในชั้นแรกๆ ชาวสวนก็กรีดกันเองในครอบครัว หลังจากนั้นก็มีคนรับจ้างที่เป็นชาวอีสานหลั่งไหลไปเป็นกรรมกรเหมืองแร่และรับจ้างกรีดยาง ข้อตกลงในการกรีดยาง อยู่ระหว่าง 60 40 คือเจ้าของสวนได้ 60% คนกรีดได้ 40% ถือเป็นมาตรฐาน อาจมีแตกต่างกว่านั้นก็เป็นข้อตกลงเฉพาะ ในช่วงต่อจากนั้นเมื่อชาวอีสานเริ่มปลูกยางได้ ก็พากันกลับบ้าน คนงานชาวต่างด้าวซึ่งเป็นชาวพม่าได้เข้ามาแทนที่ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ราคายางสูงลิบ ทั้งคนงานและเจ้าของสวนต่างมีความสุขดี ต่อเมื่อยางราคาตก ชาวพม่าค่อยๆ หนีไปทำงานก่อสร้างในเมือง ทิ้งให้ชาวสวนยางกรีดกันเอง เมื่อเจ้าของสวนลงมือกรีดยางเอง จึงพบว่า ช่วงที่ราคายางแพงนั้น ลูกจ้างชาวพม่าเอายาเร่งน้ำยางทามีดกรีดเพื่อให้ได้น้ำยางเยอะๆ ต้นยางจึงโทรมเร็ว ไม่สามารถกรีดได้ตามจำนวน 25 ปี ตามปกติ จึงเกิดวลีคำหนึ่งว่า “พม่ากรีด ไทยตัด” คือหลังพม่ากรีดยางแล้ว ไทยต้องโค่นยางทิ้งปลูกใหม่ เพราะต้นยางโทรมมาก ช่วงฝนที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปทำข่าว คุณชาตรี แสงทอง เกษตรกรชาวสวนยาง ที่บ้า
ทุกวันนี้ สินค้าเกษตรหลายชนิดขายได้ราคาถูก สวนทางกับ ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง หากใครมองหาช่องทางลดต้นทุนการผลิต ขอแนะนำให้ลองใช้ปุ๋ยมูลสุกร เพราะหาง่าย แถมมีธาตุอาหารพืชที่จำเป็นครบทั้ง 13 ชนิด (ได้แก่ N, P, K, Ca, Mg, S, Fe, Mn, Cu, Zn, B, Mo, และ Cl) ที่พืชต้องการ ที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หันมาใช้ปุ๋ยขี้หมูไปใส่ในแปลงนาปรังที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ปรากฏว่าได้ผลผลิตสูงกว่าเดิมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากต้นข้าวได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นครบถ้วน ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี ลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตไม่แตกต่างจากข้าวที่ปลูกในจังหวัดภาคกลาง เช่น นครปฐม และสุพรรณบุรี เกษตรกรบางรายนำน้ำจากบ่อมูลสุกรสูบขึ้นมาใส่ในนาข้าวอายุ 1-2 เดือน ประมาณ 100 ลิตร ต่อไร่ ผลที่ได้คือ ต้นข้าวแข็งแรงและมีใบสีเขียวจัด คาดว่ามีคลอโรฟิลล์มาก ต้นข้าวไม่ล้มง่าย ใบหนา ไม่มีแมลงรบกวน (ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลง) รวงใหญ่และเหนียว เมล็ดข้าวมีความสมบูรณ์สูง น้ำหนักดี มีเปอร์เซ็นต์ข้าวหักน้อยมากเมื่อนำไปสีเป็นข้าวเจ้า นับว่าเป็นข้าวอินทรีย์ที่สมบูรณ์มาก ส่วนแปลงนาที่ต้นข้าวโตไม่ทันกัน เมื่อฉีดพ่นน้ำมูลสุกรในแปลงนา ก็ช่วยให้
สภาพธรรมชาติ ดินในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินเหนียว ธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าว ดังนั้น กรมการข้าว จึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (N-P-K) ถ้าใส่ธาตุโพแทสเซียม (K) ลงไปด้วยจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น คำแนะนำของกรมการข้าว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8 จึงจะได้ผลผลิตดี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้บ้าง เช่น ฟางข้าว เศษไม้ใบหญ้า หรือปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินในนาอีกทางหนึ่ง มารู้จักกับปุ๋ยกันอีกสักนิด ปุ๋ยเคมีที่มีขายทั่วไป เช่น สูตร 15-15-15 เกษตรกรนิยมเรียกว่า ปุ๋ยสิ้นคิดความจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) นำขึ้นมาจากใต้พิภพ ส่วนปุ๋ยยูเรีย (N) มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ ปุ๋ยยูเรียได้จากผลพลอยได้ของกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ทั้งนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) ทำให้ใบเขียว ต้นเติบโตขึ้น ธาตุฟอสฟอรัส (P) บำรุงรากและเร่งการออกดอ
กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาการเกษตรโดยเน้นที่ปัจจัยการผลิต คือ การปรับปรุงบำรุงดิน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เองแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพในชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปุ๋ยชีวภาพคือการการที่นำเอาจุลินทรีย์ มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ ทางชีวเคมี และการย่อยอินทรียวัตถุจากพืช จากอินทรีย์ หรือจากอนินทรียวัตถุ ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงได้ผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อนำไปให้ชุมชนพร้อมทั้งแนะนำวิธีการผลิตที่สามารถนำไปใช้กับชุมชนได้จริง ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ กล่าวถึงข้อดีของปุ๋ยชีวภาพ ที่สามารถเพิ่มปริมาณธาตุฟอสฟอรัส กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยดูดซับธาตุฟอสฟอรัสให้กับพืช จุลินทรีย์กลุ่มนี้ ได้แก่ ไมโคไรซา เป็นจุลินทรีย์ที่พบได้ในพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ ส่วนไม้ยืนต้นพบได้ในไม้ป่า และประเภทไม้สน กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายหินฟอสเฟตให้อยู่ในรูปที่เป็นประ
“เมื่อก่อน ปู่ย่าตายายเขาเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ในพื้นที่ที่เป็นนาข้าว ถึงฤดูฝนจึงทำนาปลูกข้าว ต้นข้าวเจริญเติบโตดี มีข้าวกิน” “เมื่อโยนเมล็ดถั่ว เมล็ดผักลงในดิน ก็จะงอกขึ้นมาเอง เก็บมากินได้เอร็ดอร่อย ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใส่หรือพ่นสารเคมี” “แต่ระยะหลังนี้ ทำไมต้องมีการสั่งซื้อปุ๋ยเคมี สารเคมีมาจากต่างประเทศ” “หลายคนไม่อยากทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด กลับมาใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสะดวก รวดเร็ว หาซื้อได้ง่าย โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการผลิต” นี่คือคำถามที่จะต้องหาคำตอบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเพื่อสังคม แก้ปัญหาของดินที่เสื่อมโทรม วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียงตำบลสันทราย 60 ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สำนักงานตั้งอยู่ที่ เลขที่ 41/2 หมู่ที่ 9 ตำบลสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มรวมตัวกันก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุชนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 โดยมี คุณนิชกานต์ โตเขียว เกษตรอำเภอสารภี เป็นผู้ลงนามจดทะเบียน สมาชิกเริ่มแรก 18 คน ระดมทุนหุ้นละ 100 บาท และนำเงินสัจจะของหมู่บ้าน คนละ 50 บา
หากชาวนาคนไหนอยากเดินห่างความจน ขอแนะนำให้ใช้เคล็ดลับทำนาให้ได้ผลผลิตดี กำไรงาม ของ “คุณธำรง ทัศนา” เกษตรกรจังหวัดราชบุรี ที่สะสมประสบการณ์การทำนามากว่า 20 ปี จนได้ผลผลิตคุณภาพดีสม่ำเสมอ สร้างผลกำไรสูง เป็นเกษตรกรต้นแบบของการพัฒนาอาชีพการทำนาสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน คุณธำรง มีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ใน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เขาช่วยครอบครัวทำนามาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลย ลองผิดลองถูก เรียนรู้ขั้นตอนการไถนา ถอนกล้า เกี่ยวข้าวด้วยมือ ลงมือเรียนรู้การทำนาด้วยตัวเอง จนได้ข้อสรุปว่า ต้องปลูกดูแลอย่างไร จึงให้ได้ผลผลิตที่ดี พัฒนาจนกลายเป็นเทคนิคของตัวเองในที่สุด และยังได้รับรางวัลการันตีมาแล้วมากมาย เช่น รางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนาจังหวัดราชบุรี, รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ต่ำสุดระดับประเทศ ปี2556, เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนาระดับเขต, รางวัลคนดีศรีปากท่อ สาขาเกษตร และรางวัลศูนย์ข้าวชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี2550 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ แม้วันนี้ อาชีพทำนา ยังไม่ร่ำรวย แต่สร้างผลกำไรงาม สร้างเงินทุนสะสมก้อนโตให้กับคุณธำรงได้ หากใครทำนา ด้วยใจ
