พืชสมุนไพร
นายสุรพล พิยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เผยว่า เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 แห่ง จัดงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ”ขึ้นเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ เรียนรู้ สู้โรค2019” ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5 เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจป้องกัน ดูแลและรักษาสุขภาพกันมากขึ้น เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การจัดงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ” ในครั้งนี้จึงจัดพิเศษกว่าทุกปี บมจ.มติชน ร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดให้บริการรักษาฟรีครอบคลุมทุกโรค มากกว่า 30 รายการ รองรับการตรวจสุขภาพประชาชน 6,600 คน เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายสุรพล กล่าวถึงกิจกรรมไฮไลท์ ในงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ” ครั้งนี้ ได้แก่ 1. “เรียนรู้ สู้โรคเขตร้อน ”กับ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเข้าร่วมงานเฮลท์แคร์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้โรคไข้เลือดออก นับเป็นหนึ่งในโรคเขตร้อนที่ยังไม่มียารักษาโรค ทำได้เพียงป้องกัน แต่การป้องกันยังทำได้ไม่ดีพอ จึงจัดโซนTropical Health Cen
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ซีพี ออลล์ ลงนามความร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา (ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น) จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานและการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง สานต่อปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงนโยบายขององค์กรและวัตถุประสงค์ความร่วมมือว่า วว. มุ่งดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมดำเนินการ กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางานวิท
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 49/3 หมู่ 5 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง นางภัชรวดี เจริญฤทธิ์ อายุ 43 ปี หันมาใช้พื้นที่ว่างข้างบ้าน ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกขึ้นฉ่ายจีนแบบไร้ดินจำนวนหลายพันต้น โดยใช้ระบบน้ำไหลเวียนให้ปุ๋ยอินทรีย์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นหน้าฝนขึ้นฉ่ายก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160-180 บาท หรือกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งหลังทดลองปลูกเป็นรายแรกใน อ.หาดสำราญ จ.ตรัง จนประสบความสำเร็จ จึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มอีกจำนวนหลายหลังในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งปลูกขายมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถเก็บขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 50-100 กิโลกรัม สร้างรายได้กว่า 5,000 บาท ต่อวัน นางภัชรวดี เป็นภรรยาของ พ.ต.ท.นายหนึ่ง สังกัด สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แต่หันมาคิดต่างด้วยการใช้ที่ดินของตน ปลูกขึ้นฉ่าย ซึ่งเกษตรกรรายอื่นใน อ.หาดสำราญ ยังไม่มีใครปลูก เพราะคิดว่าการปลูกแบบไร้ดินจะดูแลยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความจริงแล้ว เป็นการลงทุนแค่ครั้งเดียว สำหรับค่าว
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และเป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น แม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการบริโภคและประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัด และไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์ โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้ ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การไม่รักษาสุขอนามัยภายในช่องปาก การติด
ตลอดระยะเวลา 19 ปี ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ภาคภูมิใจที่ได้สืบสานแนวพระราชปณิธาน “ปลูกป่า…สร้างคน” ของ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ที่อุดมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งมหาวิทยาลัยในสวน” และเดินหน้า โครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มน้ำในภาคเหนือและภาคกลาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่สังคมในทุกโอกาส ทำหน้าที่ “ผลิตบัณฑิต” ซึ่งเป็นอนาคตสำคัญของประเทศชาติไปแล้วกว่า 20,526 คน ทำงานอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้การนำของ รศ.ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มุ่งมั่น “สร้างคน สร้างความรู้ สร้างคุณภาพ และสร้างคุณธรรม” เน้นพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของพี่น้องภาคเหนือตอนบน ตลอดจนประชาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง “ก้าวสู่ทศวรรษที่
กลิ่นปากเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก และเป็นปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องที่ถ้าไม่สนิทกันจริง ก็ยากที่จะบอกกันได้ จึงทำให้ทุกวันนี้ น้ำยาบ้วนปาก ขายดีพอๆ กับยาสีฟัน ความเป็นจริงสมุนไพรของไทยหลายชนิด สามารถแก้ปัญหากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แต่ยังไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับด้านวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น สังเคราะห์และผลผลิตยาจากสารเคมี ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร แต่ที่โรงเรียนบ้านค้างปินใจ จังหวัดแพร่ กลุ่มนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา สวนกระแสในเรื่องนี้เพราะเห็นว่า สมุนไพรที่อยู่ในท้องถิ่น นำมาแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นปากได้อย่างสบาย จึงจัดทำโครงงาน น้ำยาบ้วนปาก สูตรสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีครูผู้ช่วย ครูณชนก แปงอินเต๊ะ ให้คำปรึกษาโครงงาน เนื่องจากกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานอาศัยอยู่ในท้องถิ่นชนบทที่มีพืชสมุนไพรธรรมชาติมากพอสมควร และได้รับความรู้จากการบอกเล่าผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ถ่ายทอดเรื่องราวสมุนไพรที่อยู่รอบบ้าน เริ่มจากต้นข่อยที่มีอยู่ไปทั่วในหมู่บ้าน ใช้ประโยชน์ตั้งแต่รากถึงต้น และใบ เช่น การทำความสะอาดฟันจะใช้กิ่งข่อย ทุบให้นิ่มใช
ปัญหาหนึ่งของเกษตรกรบ้านเรา โดยเฉพาะในภาคอีสานคือ ผืนดินบางแห่งแห้งแล้ง ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล เพราะขาดน้ำ แต่สำหรับ คุณวัชรพล สรแสง อายุ 25 ปี เกษตรกรปลูกมะขามป้อมยักษ์ เจ้าของ “สวนหนุ่มวัชรพล” บ้านโคกหินช้าง ตำบลสาหร่าย อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เขาพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยนำพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ ปลูกมะขามป้อมยักษ์ เพราะสังเกตเห็นตั้งแต่เด็กๆ ว่า มีต้นมะขามป้อมป่าขึ้นเต็มไปหมด ในขณะที่ปลูกมันสำปะหลังไม่ได้ผล และขาดทุน ซื้อกิ่งพันธุ์ รวม 4 แสนกว่าบาท จนวันหนึ่งหนุ่มรายนี้ไปที่จังหวัดราชบุรี เห็นไร่มะขามป้อมลูกใหญ่ จึงหันกลับมาคิดถึงพื้นที่ของตัวเองเห็นว่ามะขามป้อม เป็นพืชประจำถิ่นเป็นสมุนไพร และมีสรรพคุณทางยามากมาย (อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด) ซึ่งชาวอินเดียรู้จักกันดีว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า Amalaka แปลว่า “พยาบาล” บ่งบอกถึงสรรพคุณมากมายของมะขามป้อม เขาเลยซื้อต้นพันธุ์มา ในราคากิ่งละ 1,500 บาท จำนวน 300 ต้น มาปลูก การลงทุนซื้อกิ่งมะขามป้อมยักษ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในวงเงินกว่า 400,000 บาท (4 แสนบาท) ทำให้ครอบครัวของเขาถูกเพื่อนบ้านมองว่าเพี้ยน มองว่าบ้า เพราะไม่
หลังจากเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านชำบุ่น ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ทำนาได้ปีละหน ยังพอมีน้ำที่ขุดบ่อ ขุดสระ และพอมีอยู่ในท้องลำห้วย รวมกลุ่มกันเพาะปลูก “กระเทียม” ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าปลูกปล่อยตามมีตามเกิด แต่เป็นการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง กระเทียมชำบุ่น มีชื่อเสียงมานานปีแล้ว ถึงคุณภาพความเผ็ด ฉุนหอม แกร่ง เก็บไว้กินได้นาน เป็นที่สนใจของคนทั่วไป เพราะปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคกระเทียมคือ ผิดหวังที่ไม่อาจจะหากระเทียมที่เก็บไว้ได้นานๆ ทำให้จำเป็นต้องซื้อกระเทียมไว้กินทีละเล็กทีละน้อย หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ ซึ่งการซื้อกระเทียมแบบย่อยๆ จะแพงมาก ยิ่งช่วงที่ห่างจากฤดูกาลให้ผลผลิตคือ พฤษภาคมไปจนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาล และช่วงเวลาที่ต้องประกอบอาหารการกินมาก กระเทียมระยะนั้นจะแพงมาก กระเทียมชำบุ่น หัวกระเทียมเล็ก แกร่ง ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เก็บไว้กินได้นานมากเกิน 6 เดือน ถือว่าคุ้มค่าที่ซื้อเก็บไว้ใช้ได้นาน ดีกว่าซื้อกระเทียมย่อย จะใช้ประกอบอาหารที ต้องซื้อที เพราะกระเทียมที่ซื้อมาฝ่อเร็วมาก ถ้าซื้อมามากก็ได้ใช้ครึ่งทิ้งครึ่ง ภูมิปัญญาการปลูกกระเทียมของช
ใบหมี่ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายถูกพัฒนาต่อยอดนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและหนังศีรษะ สร้างรายได้ ก้าวไกลไปในตลาดโลก นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ภายใต้แบรนด์ จินดาสมุนไพร กล่าวว่า ใบหมี่เป็นต้นไม้ที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในเขตภาคอีสานจะขึ้นตามทุ่งนา ใบมีกลิ่นฉุน เป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่ใช้ประ โยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ ราก แก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก ส่วนข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ ราก แก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้น ใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่าง ๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ “หลังจากที่ได้รับสูตรการทำเซรั่มบำรุงเส้นผมก็นำมาทดลองสกัดน้ำจากใบหมี่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศรีษะที่ช่วยให้เส้นผมและหนังศรีษะแข็งแรงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต้นหมี่ที่เกิดจากธรรมชาต
เกษตรฯยกเครื่องมาตรฐานการผลิต “พืชสมุนไพร” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันตลาดทั้งในและต่างประเทศ ชี้กระแสการใส่ใจสุขภาพ-ความงาม ดันแนวโน้มความต้องการตลาดขยายตัวพุ่ง นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า พืชสมุนไพรเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในรูปวัตถุดิบสมุนไพร สารสกัด ยา อาหารและอาหารเสริม เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เป็นต้น ซึ่งคาดการณ์ว่า มูลค่าการใช้สมุนไพรทั่วโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มเป็น 115,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 โดยมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น 8% ต่อปี เนื่องจากประชากรในหลายประเทศก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น รวมทั้งกระแสการใส่ใจเรื่องสุขภาพและความงาม และผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งไทยก็ได้มีการผลิตสมุนไพรใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการใช้ประโยชน์รวมปีละกว่า 1.24 แสนล้านบาท ที่ผ่านมา ไทยยังไม่ได้จัดทำมาตรฐานการผลิตพืชสมุนไพรครอบ
