พืชสมุนไพร
ดอกดาวเรือง คนทั่วไปต่างรู้จักกันดี มีการปลูกจำหน่ายเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สดสวยอร่ามตา ด้วยคุณค่าของดอกดาวเรืองที่ถูกนำมาแปรรูปสู่นวัตกรรมอาหาร และได้นำสารสีจากดอกดาวเรืองอันมากล้นด้วยสรรพคุณ เมื่อนำมาใช้ต่อยอดอาชีพ จึงเป็นที่มาของ โครงการผลิต “ไข่สมุนไพรสารสกัดจากดอกดาวเรือง” ที่เพิ่มมูลค่าจากไข่ปกติ ได้ทั้งคุณค่าโภชนาการและได้อาหารเป็นยาไปพร้อมๆ กัน กระทั่งมีผู้สนใจเรียกซื้อหา ไข่สมุนไพรที่ใครๆ ก็อยากรับประทาน ไข่สมุนไพรสารสกัดจากดอกดาวเรือง เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตลาดเกษตรลอยฟ้าอำเภอบ้านแท่น ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพปลูกดอกดาวเรืองจำหน่ายดอกสด แต่เนื่องจากภาวะตลาดแปรปรวน อันเกิดจากผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา จึงได้ร่วมกันหาวิธีแปรรูปเป็นสารสีผสมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ มีการนำกลีบดอกดาวเรืองสายพันธุ์ลูทีน ดอกสีส้มเข้ม ที่ได้จากการคัดสายพันธุ์ดาวเรืองที่มีปริมาณสารแซนโทฟิลล์สูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไป มาใช้เพื่อเติมสีในไข่แดงด้วยการผสมกับอาหารไก่ไข่ที่ได้จากวัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ ปลายข้าว ข้าวโพด มันเส้น กากถั่วเหลืองและใบกระถินที
แก่นตะวัน นับเป็นสุดยอดพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก “แก่นตะวัน” นั้น เรียกได้หลายชื่อ ทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก บางทีก็เรียกว่า ซันโชก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดาและตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศทั่วไป จึงสามารถปลูกได้ดีในเขตร้อนและเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้ต้น “แก่นตะวัน” เป็นที่รู้จักในหลายๆ ภูมิภาค ลักษณะทั่วไป แก่นตะวัน มีลักษณะต้นสูงประมาณ 1.5-2 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตองและทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก นอกจากนี้ ยังมีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร ซึ่งที่หัวของแก่นตะวันนี่เอง ที่จัดว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยมนั่นก็เพราะที่ส่วนหัวจะมีสารอินนูลิน ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรักโทสโมเลกุลยาว จึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก หากกินเข้าไป สารดังกล่าวจะไปช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ
เหตุที่นำความรู้สมุนไพรเพื่อนเบาหวานมาให้อ่านในคอลัมน์นี้บ่อยๆ เนื่องจากชาวไทยทั้งที่อยู่เมืองหรืออยู่ในหมู่บ้านห่างไกล กำลังเผชิญกับภัยคุกคามใกล้ตัวจากเบาหวานอย่างไม่น่าเชื่อ ใครที่คุ้นเคยกับโรงพยาบาลชุมชนย่อมคุ้นเคยกับคลินิกเบาหวาน ที่เปิดอย่างน้อย 1 วัน ต่อสัปดาห์ ซึ่งมีชาวบ้านรอคิวกันครั้งละหลายร้อยคน ลองหันไปสำรวจคนรอบข้างตัวคุณ เชื่อว่าจะมีอย่างน้อย 1 คนที่คุณรู้จักกำลังเป็นเบาหวาน การดูแลสุขภาพของผู้เป็นเบาหวานนั้น ในทางวิชาการยอมรับกันแล้วว่า การกินยาลดน้ำตาลอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การกินอาหารให้เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกฝนด้านจิตใจ เรียนรู้การผ่อนคลายเพื่อให้ห่างไกลความเครียดเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ซึ่งหมายถึงพึ่งยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องพึ่งตนเอง รู้จักเลือกกินเลือกอยู่ให้สมดุลจึงอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุข ชะพลู หรือ ช้าพลู เป็นผักพื้นบ้าน แต่ก็สามารถนำมาปลูกในบ้านได้ เมื่อเกิดแล้วไม่ต้องกลัวสูญพันธุ์ ตัดทิ้งอย่างไรพอฝนมาหรือรดน้ำก็มีต้นงอกให้ใช้งานได้เสมอ ในแง่อาหารการกิน ชะพลูเป็นตัวเอกของเมี่ยงคำ ใช้ใบห่อเครื่องปรุงต่างๆ ในแง่ยาสมุนไพร ตำรับยา
ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ระบบทางเดินอาหารมีหน้าที่เปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน ทำให้เรามีกำลังในการดำรงชีวิต ซึ่งต้องผ่านทั้งกระบวนการตั้งแต่การเคี้ยว กลืน ดูดซึม และขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนใดก็ตาม จะทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ การขับถ่ายเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากระบบการย่อย พวกกากอาหารจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นจะดูดน้ำและเกลือแร่ที่เหลืออยู่ออก เมื่อกากอาหารมารวมกันมากพอจะมีผลกระตุ้นให้เราขับถ่ายต่อไป การขับถ่ายอุจจาระที่น้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งจะมีลักษณะของก้อนอุจจาระที่แข็งและขับถ่ายออกมาได้ยาก ต้องออกแรงเบ่ง ใช้เวลานานในการถ่ายอุจจาระ อาการดังกล่าวเรียกว่า อาการท้องผูก หากเป็นเรื้อรัง ก็อาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวารได้ เนื่องจากการเบ่งอุจจาระและก้อนอุจจาระที่แข็งหรืออาจจะก่อให้เกิดโรคลำไส้อุดตันได้ สมุนไพรที่นิยมใช้เป็นยาระบาย มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ซึ่งก็มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันไป สมุนไพรที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็จะเป็นกลุ่มที่มีกลไกกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant laxative herbs) ทำให้เกิดการขับถ่ายออกมา จากคำบอกเล่าข
ชื่อวิทยาศาสตร์ Oxyceros horridus (Lour.) ชื่อสามัญ Siamese randia ชื่อวงศ์ RUBIACEAE ชื่ออื่นๆ ตังขุย ตังผี ตังหยู คัดเค้าหมู คัดเค้าหนู มะกั่งผี หูชะลวง ลิเถื่อน หนามลิดเค้า “เค้า” เป็นเพื่อนกับ “ดาว” ดาวที่เค้ากล่าวถึง คือ “ดอกไข่ดาว” ขอนินทาเพื่อนสักนิดนะคะ เพราะบุคลิกภาพทางกายภาพเหมือนกัน คือได้รับคำชื่นชมว่า ดอกสวย น่ารัก แต่ทรงพุ่ม ทรงต้น น่ากลัวมาก จากหนามแหลม “เค้า” จึงรีบมาเสนอตัวว่า ความสวยที่น่ากลัว ก็มีต้น “คัดเค้า” นี่แหละ ชื่อดังเหมือนกัน แต่ความจริง “เค้า” จะเป็นที่รู้จักในวงการวรรณกรรมบทเพลงมากกว่า เพราะมีตั้งหลายเพลงที่กล่าวถึงหลายท่วงทำนอง เช่น “แม่ดอกโสนบานเช้า แม่ดอกคัดเค้าบานเย็น” แล้วก็ถูกนำไปแปลงอีกมาก แต่ประเภทที่ตำหนิ “เค้า” แรงๆ ก็มีเหมือนกัน เช่น ในบทเพลง “แสบหัวใจ” ไปเปรียบกับหญิงสาวว่า “โอ้แม่ดอกคัดเค้า น้องจะเอาคนไหนบอกมา แหม! หาว่าเค้าหลายใจไปด้ายยย นอกจากนั้น ยังให้สมญาว่าเป็น “ต้นไม้จับโจร และต้นไม้กันผี” อีกด้วย ความน่าแปลกใจเรื่องชื่อของ “คัดเค้า” ก็คือ มีชื่อไพเราะน่ารักดีๆ อยู่แล้ว ทำไมยังมีชื่อที่แปลกมากๆ อีก เช่น ตังผี มะกังผี หูชะลวง ไม่รู้ว่ามี
พรรณไม้ชนิดหนึ่งที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ชอบขึ้นกันหนาแน่นเป็นป่ารก ต้นแม่สูงใหญ่พอสมควร ใบกว้างแผ่เต็มพุ่มสวย ผลเป็นประเภทผลรวมเป็นช่อพวงสีแดงอมส้มน่ากิน แต่ไม่รู้กินได้หรือเปล่า น่าจะกินได้ เห็นมีร่องรอยนกหนูกิน เหลือเมล็ดในร่วงเต็มพื้น ฝนมาก็งอกเป็นต้นใหม่ กำลังนินทาถึงพรรณไม้ที่ชื่อ “ปอสา” คนทางเหนือรู้จักดี ก็ที่นำมาทำกระดาษสา ทำของใช้สิ่งประดิษฐ์ งานฝีมืออย่าง ร่มกระดาษ โคมไฟ และที่สำคัญส่วนของต้น ผล ใบ เป็นยาดีที่เราไม่ควรมองข้าม “ปอสา” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Paper Mulberry ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Broussonetia papyrifera เป็นพืชในวงศ์ MORACEAE ชื่อเรียกชื่อทางภาคเหนือว่า ปอสา ทางอีสานว่า ปอกะสา หรือปอสา ภาคตะวันตกเรียก หมอพี หรือ หมกพี แถบนครสวรรค์เรียก ฉำฉา หรือ ชำสา ภาคใต้เรียก ปอฝ้าย คนประเทศลาวเรียก หมอมี หรือ หมูพี ปอสามีถิ่นกำเนิดมาจากทางประเทศจีน หรือญี่ปุ่น เข้ามาทางตอนเหนือของพม่า ไทย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ชอบพื้นที่ที่ชุ่มชื้น ริมน้ำ ที่ชื้น ป่าโปร่ง เปลือกต้นผิวเรียบสีน้ำตาล เป็นเส้นใย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบบางนิ่ม หลังใบเรียบสีเขียวแก่สากระคายมือเล็กน้อย ท้องใบสีเขียวอ่
“คาวตอง” เป็นพืชผักที่คนไม่ค่อยนิยมกินกันมากนัก รูปสวยน่ากิน แต่กลิ่นรสชาติคาว ขื่น เอียน เป็นกลิ่นประจำตัว ทำให้เป็นผักที่หลายคนเมินหน้า แต่ด้วยรูปลักษณ์ ใบรูปหัวใจสีเขียวสด และเขียวตองอ่อน ขนาดใบและยอดกำลังเหมาะแก่การเคี้ยวกลืน กินแกล้มลาบ ยำ ก้อย พล่า ส้า คาวตองเป็นผักแกล้มอีกชนิดหนึ่งที่ไม่อยากให้มองข้าม กลิ่นคาวของผักคาวตองช่วยลดหรือดับกลิ่นคาวของเนื้อ ของหมู ที่นำมาเป็นอาหารได้ดี และที่สำคัญเป็นผักที่จัดว่าเป็นสมุนไพร รักษาแก้โรคต่างๆ ได้ดีทีเดียว มีการวิจัยและสกัดเป็นยาดีที่รักษาโรคได้ผลแล้ว “ผักคาวตอง” เป็นชื่อที่คนทางภาคเหนือเรียกกัน ในแต่ละภาคก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ภาคอีสาน เรียก ผักคาวทอง ภาคกลาง เรียก ผักเข้าตอง พลูแก พลูคาว เป็นพืชล้มลุกแต่มีอายุอยู่ต่อเนื่องกันหลายปี เป็นผักที่มีลำต้นใต้ดินแผ่เลื้อยไปทั่ว และจะแตกรากและยอดชูขึ้นเป็นช่อยอดใบ ลำต้นใต้ดิน หรือที่เรียกว่า ราก หรือไหล ที่เลื้อยไปตามผิวดิน หรือใต้ดินตื้นๆ มีสีขาว มีข้อปล้องพร้อมที่จะแตกยอดหรือต้นขึ้นบนดินใหม่ได้ทั่วไป ถ้าปลูกไว้ในกระถางจะเลื้อยขดเต็มตามขนาดของกระถาง หรือตามภาชนะที่ใช้ปลูก และชูยอดขึ้นมาเพ
เดินผ่านรั้วสังกะสีแถวออฟฟิศสายตาไปปะทะกับ “มะอึก” ผักเคียงที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก ยกเว้นคอน้ำพริก แค่ฝานเป็นแว่น โขลกกับน้ำพริก ช่วยเพิ่มรสชาติได้อย่างวิเศษ ไม่เพียงแค่นั้น ความเริ่ดของมะอึกยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย นอกจากมีเบต้าแคโรทีนสูง (สารตั้งต้นของวิตามินเอ) มะอึก 100 กรัม จะให้พลังงานต่อร่างกาย 53 กิโลแคลอรี แบ่งเป็นเส้นใย 3.6 กรัม แคลเซียม 26 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 41 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินบี 1-0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี 2-0.05 มิลลิกรัม ไนอะซิน 4.9 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม “ผลสด” ช่วยบรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ “ดอก” ช่วยรักษาอาการคัน “ราก” ซึ่งมีรสเย็นและเปรี้ยวเล็กน้อยมาปรุงเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ไขที่มีอาการชักกระตุก แก้ไขสันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดฟอกเสมหะ ดับพิษร้อนภายใน ช่วยกระทุ้งพิษไข้ให้ออกตุ่มอย่างอีสุกอีใส เหือด หรือหัดเยอรมัน หัด และอื่นๆ อีกมากมาย แม้กระทั่ง “ขน” มะอึก ขูดรวมกันผสมกับไข่ นำไปทอดเป็นไข่เจียวแก้พยาธิได้ดี ฉะนั้น ขอแนะนำให้หามาปลูกไว้ข้างรั้วสักต้น แค่มีดินปนทราย น้ำไม่ต้องมาก แมลงก็ไม่ค่อยกวน
“ฟักข้าว” เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลายประเทศ ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน นำมาเป็นผักได้ ด้วยการนึ่งหรือลวกให้สุก หรือนำผลอ่อนไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค และจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจ ฟักข้าว ในฐานะพืชเป็นยา เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์จึงมีการนำเยื่อฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการบริโภค แล้วยังสามารถเข้าถึงประโยชน์จากคุณค่าของฟักข้าวได้อย่างง่าย ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 ต
ย่านลิเภา หรือ หญ้าลิเภา ที่เคยรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ และไม่เคยเห็นประโยชน์ของมันเลย นอกจากมองเห็นมันเป็นแค่วัชพืชที่ขึ้นรกเรื้อตามสวนยางและสวนผลไม้ ที่ต้องฟันทิ้ง ตอนที่เป็นเด็กๆ ก็เคยเอามาทำเป็นเชือกผูกไม้จ่อวาด ก็คือว่า ตัดไม้ไผ่ลำเล็กๆ เรียวๆ มา แล้วใช้ก้านมะพร้าวที่ชุบยางไม้มาผูกติดกับปลายยอดของลำไม้ไผ่แล้วผูกด้วยย่านลิเภา ผู้ใหญ่ก็มามัดผูกทำไม้กวาดแข็งแรงและทนทานดีนักแล ประโยชน์ของย่านลิเภาเท่าที่เคยรู้ตอนสมัยเด็กๆ ก็มีเท่านี้ เพิ่งได้รู้ถึงคุณประโยชน์ของย่านลิเภาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เองว่า ย่านลิเภาที่เคยเอามาเล่นในสมัยเด็กๆ นั้น บัดนี้ได้สร้างรายได้ให้กับผู้คนได้มากมาย ด้วยทำเป็นเครื่องจักสาน ที่ดูดีสวยงามและมีคุณค่า ทั้งยังเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย ย่านลิเภา เขาว่ากันว่า เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ในแต่ละท้องถิ่น บ้างเรียกตีนมังกร ตีนตะขาบ กระฉอด กระฉอก ตะเภาขึ้นหน ลิเภาใหญ่ กูดก้อง กูดเครือ กูดงอดแงด กูดแพะ กูดย่อง ก็เรียกต่างๆ กันไป แต่ชื่อที่บางท้องถิ่นเรียก ทำให้ตะขิดตะขวงในความรู้สึกนี่สิ แต่ก็นะ ภาษาใครภาษามัน ท้องถิ่นใครก็ภาษาของท้องถิ่นนั้น ซึ
