พืชสมุนไพร
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วม นายพัฒนา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์สมุนไพรไทย ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Herb of the Year” ยกระดับสมุนไพรหลัก 3 ชนิด สู่ “สมุนไพรพรีเมียม” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ กว่า 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ขมิ้นชัน ชูจุดเด่นด้านสุขภาพ ผลักดันผลิตภัณฑ์ช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน และผลิตภัณฑ์ความงามกลุ่มชะลอวัย เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ T-beauty คาดสร้างมูลค่ารวมกว่า 800 ล้านบาท 2.ไพล สมุนไพรหลักในการนวดและ Wellness บุกตลาดสปาและเวชศาสตร์การกีฬา ควบคู่กับการวิจัยสร้างความเชื่อมั่นการใช้ในระบบบริการสุขภาพ สร้างมูลค่า 500 ล้านบาทต่อปี 3.กระชายดำ หรือ “โสมไทย” จุดเด่นด้านการลดไขมันในช่องท
ปัจจุบัน ความต้องการใช้พืชสมุนไพรไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งใช้ประกอบอาหาร เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลสุขภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง พืชสมุนไพรกลายเป็นพืชทำเงินที่ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างดี บ้านห้วยร่องคำ หมู่ที่ 10 ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นกลุ่มวิสาหกิจ “ต้นแบบการผลิตสมุนไพร” ที่มีศักยภาพในพื้นที่ มีระบบบริหารจัดการแปลงที่ดี มีการวางแผนด้านการผลิตเพื่อเป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้จากสมุนไพร วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเศรษฐกิจชุมชนบ้านห้วยร่องคำ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 โดยมี นางละอองฉัตร คูตะพันธุ์ เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในพื้นที่ มีสมาชิกเกษตรกรและเครือข่ายรวม 55 ราย พื้นที่ปลูกรวม 105 ไร่ เนื้อที่ปลูกเฉลี่ย 1.9 ไร่ต่อครัวเรือน โดยมีรายได้จากการปลูกสมุนไพรหมุนเวียนอยู่ที่เดือนละ 120,000 บาท คิดเป็นรายได้รวมทั้งปีประมาณ 1,440,000 บาท ทางกลุ่มมีการปลูกสมุนไพรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) โดยสมุนไพรที่สร้างรายได้
“ มะหาด ” พืชสมุนไพรทำเงินที่น่าสนใจ เพราะสารสกัดจากแก่นมะหาด มีสาร Oxyresvertarol ช่วยยับยั้งการสร้างเอนไซม์ Tyrosinase ช่วยลดการสร้างเมลามิน ลดความเข้มของเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวดูขาวกระจ่างใส คุณประโยชน์ดีกว่าวิตามิน C ถึง 4 เท่า ยับยั้ง Tyrosinaase ได้มากกว่า Resvertarol ถึง 20 เท่า ที่ผ่านมา ผงมะหาดจึงถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขัดผิวลดริ้วรอยฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่สาวๆ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย รู้จักต้นมะหาด ต้นมะหาด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 30-40 เมตร ทรงพุ่มกว้าง ใบดกทึบ ตามยอด กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม เปลือกต้นสีน้ำตาลแก่ อมดำ ตัดกิ่งทำฟืนได้ แก่นก็ทำยาได้ แก่นมะหาดอายุมากๆ ชาวอีสานนิยมใช้ทำเป็นลูกโปงลางเพราะให้เสียงใส ปนทุ้ม ดังกังวานไพเราะเสนาะหูกว่าไม้ชนิดอื่น ดอกสีขาวอมเหลือง ออกตามซอกกิ่ง ช่วงประมาณเดือนมีนาคม-มิถุนายน ติดผลช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลดิบสีเขียวกลมๆ รีๆ ผิวขรุขระ ผลสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มอมแดง รสชาติเปรี้ยวอมหวานอร่อยดี ในป่า ช่วงผลมะหาดสุก นก หนู กา กระรอก เก้ง กวาง หมูป่า จะมารุมโคนต้นรอกินผลมะหาดสุกร่วงเต็มไปหมด ต้นมะหาดมีประโยชน์แ
“กุ่มบก” เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ โดยมีเรื่องเล่าว่า พระพุทธองค์เสด็จไปซักผ้าบังสุกุลผ้าห่อศพนางบุณณทาสี ในป่าช้าผีดิบ (อามกสุสาน) ทรงนำมาซักเพื่อจะทำเป็นจีวร เสร็จแล้วทรงมองหาที่จะตากให้แห้ง ณ เวลานั้นเอง รุกขเทวาประจำต้นกุ่มบก ก็ได้น้อมกิ่งแห่งต้น กักกุธะ นั้นลงมาเพื่อให้พระพุทธองค์ได้ทรงใช้เป็นที่พาด ตากผึ่งจีวร “กุ่มบก” เป็นไม้ยืนต้นมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้ มีลำต้นสวยสง่างดงาม กิ่งก้านคดโค้งพลิ้วไหวตามธรรมชาติ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ใบประกอบย่อยชนิด 3 ใบ ดอกเป็นกระจุกออกตามปลายกิ่ง สีขาวอมเหลือง ปนชมพู เหลือบม่วงอ่อน ต้นกุ่มบก ถือเป็นไม้มงคลและเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก นิยมปลูกไว้ประจำบ้านเพื่อช่วยให้ลูกหลานอยู่กันเป็นปึกแผ่น แต่อย่าปลูกใกล้ตัวบ้านเรือนมากไปก็แล้วกัน เพราะกิ่งเปราะ ฉีกขาดหักง่ายเวลาโดนลมแรงๆ คำว่า “กุ่ม” มาจากภาษาไทยใหญ่ แปลว่า คุ้มครอง-คุ้มโรค คุ้มภัยอันตราย คุ้มครองตลอดปี ในงานพิธีขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานมงคล หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบวชลูกแก้ว (ปอยส่างลอง) จะต้องมีดอก ยอดผักกุ่ม สำหรับประเพณีการกินผักกุ่มดอง ในเดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ ของ
“ ว่านสาวหลง” จัดเป็นว่านเมตตามหานิยม เป็นพืชล้มลุก อยู่ในวงศ์ขิง – ข่า สกุลเดียวกันกับเร่วและกระวาน สามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจได้ ในฐานะพืชสมุนไพรเพื่อความงาม เนื่องจากทุกส่วนของพืช มีกลิ่นหอมแรง นำมาต้มอาบบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ทั้งต้นและส่วนใต้ดินของว่านสาวหลงมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เช่น สบู่และโลชั่นบำรุงผิว ฯลฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรที่อยู่รอบศูนย์ฯ เรียนรู้เทคนิคการเพาะชำและปลูกว่านสาวหลงให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน และสามารถให้ผลผลิตสูงสุด รวมทั้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากว่านสาวหลง ให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข การปลูกว่านสาวหลง ในป่าธรรมชาติ ว่านสาวหลงจัดเป็นไม้พื้นล่างของป่า การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของว่านสาวหลงจะแทงหน่อออกมาตามไหลที่แพร่ไปตามพื้นดิน หากต้องการปลูกเพื่อการค้าต้องปลูกในบริเวณที่ร่มรำไร มีความชื้นในดิน ค่อนข้างสูง น้ำไม่ท่วมขัง และปลูกในดินทร
. “ใบโหระพา” หรือ ฮุ้ง-เก๊ว เป็นหนึ่งในพืชผักสมุนไพรยอดนิยมของประเทศเวียดนาม สามารถพบได้ในเมนูอาหารหลายชนิดตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทานแบบสด ด้วยกลิ่นที่หอมและรสชาติของใบโหระพา ยังช่วยเสริมรสชาติอาหารให้เผ็ดร้อน กลมกล่อม มีกลิ่นหอม น่าทานมากยิ่งขึ้น .โหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ดูแลง่าย ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม มีผลผลิตทั้งปี นอกจากนี้ โหระพายังเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถือว่าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง .ใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก้ท้องอืด เฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แผลอักเสบ ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน หันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากโหระพา มีสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้หากนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย จะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้า บรรเทาอาการทางจิตใจ สามารถ บรรเทาอาการปวดหัว อาการปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ไขข้อต่างๆ ช่วยบร
มะตาด หรือแอปเปิ้ลมอญ เป็นไม้ยืนต้นประเภทหนึ่งที่คนไทยเชื้อสายมอญต่างรู้จักกันมาเนิ่นนาน นิยมปลูกกันแทบทุกหลังคาเรือนในแหล่งชุมชนชาวมอญ ส่วนที่มาของชื่อ แอปเปิ้ลมอญ เนื่องจากผู้เฒ่าผู้แก่เห็นว่า ผลมะตาดสวยและมีรสเปรี้ยว ในเมื่อมีแอปเปิ้ลฝรั่งแล้วก็ต้องมีแอปเปิ้ลมอญนั่นเอง มะตาด (matat) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dillenia indica Linn. เป็นพืชที่เจริญได้ในป่าดิบชื้น หรือป่าฝนเขตร้อนใกล้แม่น้ำ ป่าพรุ ในภาคใต้ของไทย เรียกว่า ” แส้น ” พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และพังงา และมีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นว่า ส้านกวาง ส้านท่า ส้านใหญ่ ส้มปรุ และ ส้าน สำหรับภาคเหนือ เรียกว่า ส้านป้าว (จังหวัดเชียงใหม่) ภาคกลางพบในจังหวัดปทุมธานี กาญจนบุรี และปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังพบการกระจายตัวของ มะตาดในประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ยูนนาน ชวา คาบสมุทรมาลายู ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฯลฯ ลักษณะทั่วไป ต้นมะตาด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร ใบใหญ่ สีขาว ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ตามง่ามใบก้านดอก ลำต้นมักคดงอ เปลือกหนาสีเทา หรือน้ำตาลแดง ลอกเป็น ยาว 3-5 เซน
ปัจจุบัน กระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและการบริโภคเพื่อสุขภาพมีการตื่นตัวกันเพิ่มมากขึ้น ผู้คนทั่วโลกต่างเสาะแสวงหาสิ่งดำรงชีพที่ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีและสารพิษต่างๆ ทั้งๆ ที่มนุษย์รู้จักการใช้สมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืชมานานแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ขาดการเผยแพร่ ประกอบกับสารเคมีทางการเกษตรในปัจจุบันหาได้ง่าย ใช้ได้ง่าย และเห็นผลรวดเร็วกว่า แต่เมื่อมีการใช้ในระยะเวลานานๆ ก็จะเริ่มส่งผลเสียออกมาให้เห็น มีทั้งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ พืช รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้บรรดาเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการปลูกพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ และหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี พืชสมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจได้หันมาผลิตสารสกัดจากสมุนไพรเพื่อใช้สำหรับกำจัดศัตรูพืชออกมาจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย อาจารย์แสงเดือน อินชนบท สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสมุนไพรเพื่อให้มีการนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวว่า “สำหรับผู้ที่กำลังใช้หรือต้องการใช้พืชสมุนไพร ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่
“หนามพุงดอ” เป็นวัชพืชที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ป่าชายเลน หรือชายฝั่งทะเล เติบโตได้ดีในสภาพดินเค็ม ดินปนทราย หลายคนมองว่าเป็นวัชพืชตัวร้ายที่น่ารำคาญ เพราะหนามพุงดอ หรือที่บางคนเรียก หนามรอบข้อ เพราะบริเวณตรงข้อจะมีหนามคมมากโดยรอบ ซึ่งหนามแก่ ปลายยิ่งแหลมคม หากถูกทิ่มแทงจะปวดแสบมาก ต้องรีบบ่งหนามออก ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการอักเสบเป็นหนองได้ “ หนามพุงดอ” พืชทำเงินเมืองแม่กลอง ขณะที่หลายคน ตัดสินใจกำจัดวัชพืชตัวนี้ทันทีที่พบเห็น แต่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามกลับมองว่า หนามพุงดอคือ ผักพื้นบ้าน เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงิน โดยชาวบ้านนิยมเด็ดส่วนใบที่ปลายยอดที่มีหนามอ่อนนิ่ม นำไปขายในราคากิโลกรัมละ 200 บาท หนามพุงดอ สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนูไม่ว่าจะเป็นเมนูต้มกะทิใส่กุ้ง แกงส้มกุ้งหนามพุงดอ ยำยอดหนามพุงดอกุ้งสด ยอดหนามพุงดอผัดไข่ เมนูแกงคั่ว หรือนำผักไปต้มในน้ำเดือดเพื่อลดความขมและรสเฝื่อน เพื่อนำไปกินกับน้ำพริก ก็อร่อยไม่แพ้กัน เพราะหนามพุงดอมีรสชาติเหมือนกินผักหวาน วิธีลดปวดแผล แก้พิษ “ หนามพุงดอ” ข้อมูลจากมูลนิธิสุขภาพไทยระบุว่า
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพและเลือกใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการดูแลตนเองมากขึ้น การปลูกพืชสมุนไพรไว้ใช้ในครัวเรือนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิถีชีวิต แต่ยังสามารถพัฒนาไปสู่ช่องทางสร้างรายได้ที่มั่นคง หากเกษตรกรมีการวางแผนการผลิตอย่างสอดคล้องกับความต้องการของตลาด หนึ่งในพืชสมุนไพรที่นิยมปลูกและมีคุณค่าทางยาสูงคือ “กระชาย” ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้คำแนะนำในการปลูกกระชายอย่างเหมาะสม เริ่มจากการเตรียมพันธุ์ที่ต้องเลือกเหง้ากระชายที่มีตาสมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง และมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 เดือน เหง้าที่ใช้ปลูกควรมีตา 3-5 ตา และมีรากติดลำต้นประมาณ 2 ราก ก่อนปลูกควรแช่หัวพันธุ์ในสารป้องกันเชื้อราและแมลงในดินประมาณ 30 นาที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 400 กิโลกรัม กระชายเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี การเตรียมดินจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ โดยไถพรวนดินให้มีความลึกอย่างน้อย 25-30 เซนติเมตร และตากดินไว้ประมาณ 7 วันเพื่อปรับโครงสร้างดินและลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค หลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงดิน และยกร่องแปลงปลูกให้สูงอย่างน้อ
