พืชสมุนไพร
ใบหมี่ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายถูกพัฒนาต่อยอดนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและหนังศีรษะ สร้างรายได้ ก้าวไกลไปในตลาดโลก นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ภายใต้แบรนด์ จินดาสมุนไพร กล่าวว่า ใบหมี่เป็นต้นไม้ที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในเขตภาคอีสานจะขึ้นตามทุ่งนา ใบมีกลิ่นฉุน เป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่ใช้ประ โยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ ราก แก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก ส่วนข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ ราก แก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้น ใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่าง ๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ “หลังจากที่ได้รับสูตรการทำเซรั่มบำรุงเส้นผมก็นำมาทดลองสกัดน้ำจากใบหมี่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศรีษะที่ช่วยให้เส้นผมและหนังศรีษะแข็งแรงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต้นหมี่ที่เกิดจากธรรมชาต
เกษตรฯยกเครื่องมาตรฐานการผลิต “พืชสมุนไพร” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันตลาดทั้งในและต่างประเทศ ชี้กระแสการใส่ใจสุขภาพ-ความงาม ดันแนวโน้มความต้องการตลาดขยายตัวพุ่ง นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า พืชสมุนไพรเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในรูปวัตถุดิบสมุนไพร สารสกัด ยา อาหารและอาหารเสริม เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เป็นต้น ซึ่งคาดการณ์ว่า มูลค่าการใช้สมุนไพรทั่วโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มเป็น 115,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 โดยมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น 8% ต่อปี เนื่องจากประชากรในหลายประเทศก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น รวมทั้งกระแสการใส่ใจเรื่องสุขภาพและความงาม และผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งไทยก็ได้มีการผลิตสมุนไพรใช้เพื่อบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการใช้ประโยชน์รวมปีละกว่า 1.24 แสนล้านบาท ที่ผ่านมา ไทยยังไม่ได้จัดทำมาตรฐานการผลิตพืชสมุนไพรครอบ
เมื่อวันที่ 1 กันยายน นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้ส่งผลิตภัณฑ์สมุนไพร ประกอบด้วย จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล และจีพีโอ พรมมิ ชนิดเม็ด เข้าร่วมการประกวดรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ Prime Minister Herbal Awards (PMHA) ประจำปี 2560 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความตื่นตัวด้านสมุนไพร ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ และผลิตภัณฑ์จีพีโอ พรมมิ ชนิดเม็ด ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ นพ.นพพร กล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล เป็นผลิตภัณฑ์ที่องค์การฯ ได้พัฒนาจากตำรับยาพื้นบ้านจากภูมิปัญญานำมาต่อยอดความรู้ทางการวิจัย สู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรตำรับดังกล่าว พบว่าสารสกัดสมุนไพรตำรับนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis) ในหนูทดลอง และสารสกัดสมุนไพรตำรับนี้ได้ผ่านการศึกษาด้านความเป็นพิษเรื้อรังเรียบร้อยแล้ว และในปี พ.ศ.2552 องค์การฯ ได้รับค
ด้วยโจทย์เริ่มต้นของชุม ชนในพื้นที่ ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน คือตั้งใจลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และลดการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน ด้วยการผลิตน้ำยาล้างจาน สบู่ แชมพู เพื่อใช้เอง จนเติบโตกลายมาเป็นชุมชนชีววิถี ที่เป็นตัวอย่างการพึ่งพาตนเอง ทั้งยังสร้างรายได้ให้แก่ 5 หมู่บ้าน เป็นชุมชนผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากธรรม ชาติจำหน่ายไปยังทั่วหัวเมือง และรับจ้างผลิตให้แก่แบรนด์ต่างๆ อีกกว่า 20 แบรนด์ ศิรินันท์ สารมณฐี ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนชีววิถี เล่าให้ฟังว่า เราเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มของผู้ที่มีแนวคิดเดียวกัน คือ ต้องการพึ่งพาตนเอง ด้วยการผลิตของใช้ภายในบ้านแบบง่ายๆ สมาชิกกลุ่มแรกจำนวน 79 คน มีการรวบรวมเงินทุนได้ 60,000 บาท ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนชีววิถี เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ด้านการใช้ชีวิตในวิถีธรรมชาติ พึ่งพาตนเอง โดยเริ่มต้นผลิตแชมพูใช้กันเองภายในกลุ่ม และจำหน่ายในชุมชนตั้งแต่ปี 2550 “ลูกค้ากลุ่มแรกคือสมาชิกทั้งหมด เพราะทุกคนมีแนวคิดที่จะผลิตของใช้ภายในบ้านเอง และเพื่อให้มั่นใจ เราจึงรวมกลุ่มผลิตกันเอง โดยเน้นการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ด้วยการนำพืชสมุน ไพรมาใช้ให้มากที่สุด อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน บว
แก่นตะวัน สุดยอดพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ คุณบาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัว หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา ได้นำผู้เขียนไปเยี่ยมชมการทดลองปลูกพืชชนิดนี้ ที่ครอบครัวของ คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ได้ทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ “แก่นตะวัน” และวันนี้ก็รู้สึกประทับใจ ที่พืชผลชนิดนี้ให้ผลผลิตที่น่าทึ่งมาก จึงน่าจะเป็นพืชทางเลือกของเกษตรกรของชุมชนแห่งนี้อีกทางหนึ่งในอนาคตที่ดีและแจ่มใสแน่นอน คงไม่ใช่แค่คนที่ชอบปลูกต้นไม้ หรือสนใจสมุนไพรเพียงเท่านั้นที่รู้จัก “ต้นแก่นตะวัน” เพราะปัจจุบันนี้ “แก่นตะวัน” กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ เราไปดูกันซิว่า “แก่นตะวัน” เป็นพืชประเภทไหน และความมหัศจรรย์ของ “แก่นตะวัน” มีอะไรบ้าง “แก่นตะวัน” นั้น เรียกได้หลายชื่อ ทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก บางทีก็เรียกว่า ซันโชก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภา
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทย ดังนั้นการป้องกันและดูแลสุขภาพด้วยตัวเองของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะการใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของประชาชนที่สามารถช่วยลดผลข้างเคียงและการใช้ยาไม่สมเหตุผลได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาและพืชสมุนไพรไทยอีกด้วย ดังนั้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 จึงขอเชิญชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดสวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ด้านสมุนไพรไทยได้ฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2560 นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาสมุนไพร เพื่อให้คนไทยสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ประโยชน์ได้อย่าง
