มหาวิทยาลัยมหิดล
แม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะเริ่มคลี่คลาย ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ยังคงมาตรการตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากยังมีผู้ป่วยและผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องที่ยังต้องเข้ารับการรักษาและรับยาตามอาการ ขณะเดียวกัน มีงานวิจัยทางการแพทย์ในการเยียวยาการรักษาโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน รวมไปถึงงานวิจัยสารสกัดสมุนไพรออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดใช้ประโยชน์กับประชาชนในเชิงธุรกิจ รวมถึงการเสริมศักยภาพในภาคการผลิตต่างๆ การดูแลด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม จากสถานการ
ประเทศไทยได้บรรจุทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ไว้ในกลุ่มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเยาวชน ในยุทธศาสตร์ชาติด้านการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) อาจารย์ ดร.ชัยยงค์ รักขิตเวชสกุล อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงความสำคัญของวิธีคิดแบบวิทยาการคำนวณว่า เป็นปัจจัยสำคัญของการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสู่การเป็น “นักพัฒนาซอฟต์แวร์” (Software Developer) อาชีพที่มีบทบาทสำคัญในโลกยุคดิจิทัลซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการบ่มเพาะบัณฑิตของคณะฯ เพื่อให้ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 ในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) นั้นไม่สำคัญเพียงการมีความรอบรู้ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) แต่จะต้องมีความสามารถในการคิดและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบด้วย โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกด้านที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการคิดคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน กา
ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดตั้ง “คลินิกพิเศษอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ” ขึ้นไว้ตั้งรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งลดอัตราการติดเชื้อ และการสูญเสีย ตลอดจนโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้ในอนาคต รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการเปิด “คลินิกพิเศษอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ” นั้น เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อสำหรับประชาชนในช่วงวิกฤต COVID-19 ซึ่งเป็นการช่วยลดขั้นตอนที่ทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวนาน โดยสามารถเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อเพื่อปรึกษาอาการเบื้องต้น และนัดตรวจได้ภายในสัปดาห์เดียวกัน นอกจากการตรวจพิเศษโรค COVID-19 ซึ่งเป็น “โรคติดเชื้อที่ติดต่อ” แล้ว ยังรับตรวจพิเศษ “โรคติดเชื้อที่ไม่ติดต่อ” ในผู้ป่วยที่ต้องการพบแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อเพื่อรับการดูแลอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรควัณโรค โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ตลอดจนโรคติดเชื้อที่
วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า “บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า” ต้องเสียสละเพื่อประชาชนและประเทศชาติเพียงใด โดยมหาวิทยาลัยมหิดลได้ทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์จาก 3 คณะแพทย์และส่วนงานที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยมหิดลบรรลุภารกิจดังกล่าว “มหาวิทยาลัยด่านหน้า” ในชุมชนก็มีภารกิจสำคัญเพื่อประชาชนและประเทศชาติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้เดินหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล “U2T” ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ทำหน้าที่ “พี่เลี้ยง” พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง นายแพทย์สุรพร ลอยหา รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาในฐานะ “หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้ากระทรวง อว.” ของจังหวัดอำนาจเจริญ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล มีบทบาทในการบริการวิชาการดูแลประชากรในจังหวัดอำนาจเจริญถึงร้อยละ 90 ของจำนวนตำบลทั้งหมดในจังหวัดอำนาจเจริญ ให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ COVID-19 โดยในปี 2565 ได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดูแลตำบลในจังหวัด 43 ตำบลจาก 56 ตำบล ตั้งเป้าห
มหาวิทยาลัยมหิดล วางนโยบายและทิศทางหลักในการดำเนินงานวิจัยทางชีววิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์แม่นยำ โดยมุ่งเป้าที่จะใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีโอมิกส์ และการวิเคราะห์แบบบูรณาการ เป็นแรงขับเคลื่อนในการศึกษาและคิดค้นวิธีการรักษาโรค และยาใหม่ที่ให้ผลการรักษาอย่างตรงจุด อาจารย์ ดร.นที เจียรวิริยะไพศาล อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีโอมิกส์ในการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นแนวทางการรักษาโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเกิดจากความผิดปกติในการสร้าง “ฮีโมโกลบิน” โปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปตามเซลล์เนื่อเยื่อ (tissue) ต่างๆ ภายในร่างกาย ผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีการสร้างฮีโมโกลบินลดลง หรือไม่สามารถสร้างได้เลย จึงมี “ภาวะซีด” และรู้สึกเหนื่อยง่าย ในประชากรไทยสามารถพบผู้มียีนแฝง หรือเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียสูงถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร ดังนั้น โรคธาลัสซีเมียจึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้าน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์คมสันต์ เกียรติรุ่งฤทธิ์ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ นางสาวอรัญญา จิตติถาวร นักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรจิตวิทยาเด็กวัยรุ่นและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอนหลักรายวิชาได้ริเริ่มการอบรม “ทักษะชีวิตพิชิตการรังแก” ทาง MUx ซึ่งเปรียบเหมือน “โรงเรียนชีวิตออนไลน์” ฝึกทักษะการจัดการชีวิต ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการรังแก (bully) หลักสูตรปริญญาโทจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น มหาวิทยาลัยมหิดล เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเป็นหลักสูตรที่สร้าง “นักจิตวิทยา” มาคอยช่วยเหลือ “จิตแพทย์” เพื่อสร้างเสริม “เกราะป้องกัน” ให้เด็กและวัยรุ่นไทยได้เติบโตขึ้นโดยมีสุขภาพจิตที่ดี และเป็นความหวังของสังคมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต นางสาวอรัญญา จิตติถาวร นักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรจิตวิทยาเด็กวัยรุ่นและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่ฝึก “ทักษะชีวิตพิชิตการ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการนวัตกรรม ระดับปริญญาตรี ระดับดี พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญทอง ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีการแพทย์ ประจำปี 2565 ให้กับผลงานนวัตกรรม “ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินเมทาคริโลอิลและเซลล์ต้นกำเนิดผสมโกรทแฟคเตอร์ด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล” ของนายกิติพงษ์ ปาสาณพงศ์ นางสาวนพวรรณ เจริญพานิช และนายดนุพัฒน์ วิไลรัตนาภรณ์ นักศึกษาจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” เมื่อวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานครดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม ในการให้รางวัลประกาศเกียรติค
อาจารย์ ดร.นรินทร์ บุญตานนท์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (Center and Technology Development for Environmental Innovation – REi) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ค้นพบทางออกสำหรับปัญหาการกำจัดขยะอินทรีย์ของครัวเรือน โดยได้ประดิษฐ์ “เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ได้กล่าวถึงธรรมชาติของการย่อยสลายขยะอินทรีย์ มีความแตกต่างกันตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท ซึ่งปัญหาขยะ ณ บางจุดทิ้งส่งกลิ่นเนื่องจากเกิดการตกค้าง รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงขาดความรู้เรื่องการจัดการกับขยะอย่างเหมาะสม ทางเลือกสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จากการรู้วิธีการจัดการกับขยะอินทรีย์ คือ “การตัดตอน” ปัญหาการตกค้างของขยะของอินทรีย์ ด้วยเครื่องกำจัดขยะภายในครัวเรือน จาก “วัสดุเหลือทิ้ง” ที่นอกจากจะเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังสามารถช่วยในการย่อยสลายภายในระยะเวลาก่อนที่ขยะจะแปรสภาพส่งกลิ่น “วัสดุเหลือทิ้ง” ที่ อาจารย์ ดร.นรินทร์ บุญตานนท์ เลือกนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน ได้แก่ ถั
สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย นอกจากส่วนใหญ่นิยมนำเนื้อสับปะรดมารับประทานแล้ว ยังพบว่าทุกส่วนของสับปะรดยังสามารถนำมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้อีกมากมาย รวมทั้งเพื่อสิ่งแวดล้อม รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบว่า ใบสับปะรดสามารถนำมาใช้ช่วยโลกพ้นวิกฤตมลพิษ จากการนำเส้นใยจากใบสับปะรดที่เป็นของเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้บำบัดน้ำเสียจากโรงงานโดยใช้กระบวนการตรึงพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งลงบนเส้นใยจากใบสับปะรด เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการดักจับโลหะหนักให้กับวัสดุจากธรรมชาติดังกล่าว จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการกับตัวอย่างน้ำเสียจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์พบว่า เมื่อผ่านการกรองด้วยเส้นใยสับปะรดตรึงสารพอลิเมอร์ชนิดพิเศษดังกล่าวแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถลดการปนเปื้อนของสารตะกั่ว คอปเปอร์ เหล็ก และนิกเกิล ได้อย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ จึงได้ร่วมกับทีมสตาร์ทอัพ “TEAnity” ซึ่งเป็นนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนโ
กภ.สุธิดา สกุลกรุณา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการสุขภาพ และนักกายภาพบำบัดชำนาญการพิเศษ คณะกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความก้าวหน้าของคณะฯ ซึ่งได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสภากายภาพบำบัดในระดับ “ดีเยี่ยม” ถึง 2 รอบการประเมิน โดยได้ระดับ “ดีมาก” ตั้งแต่เข้ารับการประเมินเพียงครั้งแรก จนปัจจุบันเป็นที่ไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซียและไต้หวัน ผ่านเครือข่ายออนไลน์ “HeaRTS” (Health CaRe Tele-delivery Service) ซึ่งเป็น “รอยทาง” ที่ริเริ่มสร้างขึ้นโดยคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้การปรึกษาและแลกเปลี่ยนแนวทางการให้การบำบัดที่มีประสิทธิภาพระหว่างนักกายภาพบำบัดวิชาชีพจากทั้งในและนอกประเทศ จุดเด่นของคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ที่การมี “คลินิกกายภาพบำบัด” ที่มีศักยภาพสูง สามารถรับผู้ป่วยมาเข้ารับการบำบัดได้เองในเบื้องต้น โดยไม่ต้องผ่านโรงพยาบาล ซึ่งนับเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย อีกทั้งได้มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการจากการทำงานวิจัยที่ไม่ได้มีเฉพาะจากสายวิชาการ แต่ยังรวมถึงจากสายวิชาชีพที่สามารถหยิบยกโจทย์วิจัยจากการบำบัดอาการของผู้ป่วยได้โดยตรง และแบบ “tailor made”
