มันสำปะหลัง
ปัจจุบัน ปัญหาการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ส่งผลกระทบต่อผลผลิต รวมทั้งขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดสำหรับการปลูกในรอบถัดไป กรมส่งเสริมการเกษตรจึงแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนคัดเลือกท่อนพันธุ์ดีมีคุณภาพ ทนทาน และต้านทานโรค อันเป็นปัจจัยตั้งต้นสำคัญที่ทำให้การเกษตรประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ผลผลิต คุณภาพ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลักการหรือประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ที่ควรคำนึงในการคัดเลือกพันธุ์มันสำปะหลัง คือ 1. เลือกพันธุ์ที่ได้รับรองจากหน่วยงานราชการ/สถาบัน/มหาวิทยาลัย จะช่วยรับประกันคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่สูงและมีเชื้อแป้งดีตรงตามมาตรฐาน ทั้งยังได้รับคำแนะนำวิชาการที่ถูกต้อง เพิ่มโอกาสสำเร็จ และลดความเสี่ยงขาดทุน ได้แก่ เกษตรศาสตร์50 ห้วยบง60 ระยอง72 เป็นต้น 2. เลือกพันธุ์ตามศักยภาพของดิน ได้แก่ – ดินทราย หรือดินทรายปนร่วน เหมาะกับการปลูกพันธุ์เกษตรศาสตร์50 ระยอง72 ห้วยบง60 – ดินร่วนปนทราย เหมาะกับการปลูกพันธุ์ระยอง7 ระยอง9 ระยอง90 เกษตรศาสตร์50 ห้วยบง60 – ดินร่วนปนเหนียว เหมาะกับการปลูกพันธุ์ระยอ
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายใต้แนวคิด “Cassava Solution 2026 : ปฏิวัติมันสำปะหลังด้วยเทคโนโลยี” โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง อาทิ การเตรียมดินและระบบน้ำ ท่อนพันธุ์สะอาดและการจัดการ โรคแมลง การผลิตน้ำหมักชีวภาพ การประยุกต์ใช้ BCG Model และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท รับผิดชอบ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง รวมกว่า 513,000 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,880 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม พบว่า เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่จังหวัดสระบุรีสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต จนเพิ่มผลผลิตได้ถึง 8,000 กิโลกรัมต่อไร นางธัญธิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงาน Field Day ครั้งน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 93,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อนำไปใช้ผลิตอาหาร พลังงานชีวภาพ และไบโอพลาสติก แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังประสบปัญหาในการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง พืชขาดน้ำ การระบาดของไวรัสใบด่างในมันสำปะหลัง ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรขาดแคลนต้นพันธุ์ปลอดโรคเพื่อใช้ในการเพาะปลูก จากปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรจึงเลือกใช้พลาสติกคลุมดิน (Plastic Mulch) เพื่อปรับอุณหภูมิและเก็บกักความชื้นภายในดิน รวมถึงควบคุมวัชพืช และป้องกันหน้าดินเสื่อมสภาพจากสภาวะอากาศแปรปรวน โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมใช้ที่ทำจากพลาสติกชนิดโพลิเอธิลีน (PE) ซึ่งสลายตัวได้ยากในธรรมชาติ จึงอาจทิ้งสารพิษตกค้างและก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นอกจากนี้ การกำจัดพลาสติกชนิดนี้ยังทำได้ยากและมีต้นทุนสูงเพราะต้องใช้แรงงานและอุปกรณ์เฉพาะ ปัจจัยเหล่านี้ ได้ส่งผลต่อศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกมันส
กรมการค้าภายใน เร่งกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพ 5 ล้านลำ ลดความเสี่ยงโรคใบด่าง มุ่งเป้าช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิต -ลดต้นทุน สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เดินหน้าโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69 ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ผนึกกำลัง บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง เพื่อกระจายพันธุ์มันฯ ต้านทานถึงมือเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้เร่งการกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แบ่งเป็นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ ซึ่งเป็นท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มต้นการเพาะปล
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอาเซียนในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์คุณภาพสูงมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้มีการขยายผลองค์ความรู้นี้สู่ไร่มันสำปะหลังในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการหยุดยั้งวิกฤตโรคระบาดด้วยการใช้พันธุ์ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบให้ชุมชนสามารถผลิตและกระจายท่อนพันธุ์สะอาดได้เองในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง เป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ พร้อมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำป
ในวันที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายคนอาจหมดกำลังใจและเริ่มตั้งคำถามว่าการทำเกษตรยังไปต่อได้หรือไม่ แต่สำหรับ คุณบอมบ์–อภิสิทธิ์ มะพันธุ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดขอนแก่น กลับเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านช่องทาง TikTok ภายใต้ชื่อ Bom153 ที่ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ เทคนิค และกำลังใจให้กับผู้ที่สนใจปลูกมันสำปะหลัง จากมรดกครอบครัวสู่เกษตรอัจฉริยะ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเกือบเท่าตัว คุณบอมบ์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเป็นสิ่งที่สืบทอดต่อมาจากครอบครัว แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณบอมบ์ไม่หยุดอยู่กับวิถีแบบเดิม หากแต่นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำไร่มันสำปะหลังอย่างจริงจัง จากอดีตที่ผลผลิตอยู่เพียง 5-6 ตันต่อไร่ คุณบอมบ์สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ถึง 9 ตันต่อไร่ ด้วยการจัดการที่เป็นระบบ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การเตรียมพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้วันนี้ราคามันสำปะหลังในตลาดจะไม่สูงนัก แต่คุณบอมบ์กลับไม่ยอมให้ตัวเลขเหล่านั้นมาหยุดความฝัน คุณบอมบ์มองว่าหากผลผลิตต่ำกว่า 4-5 ตันต
กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในทุกภาคของประเทศไทย เฝ้าระวังการระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังในพื้นที่ส่วนใหญ่ขณะนี้มีอายุ 1-3 เดือน และในช่วงนี้มีสภาพอากาศแห้งแล้ง อุณหภูมิสูง เอื้อต่อการระบาดของไรแดงในมันสำปะหลังได้ดี โดยไรศัตรูพืชเหล่านี้จะมีลักษณะปากที่แตกต่างจากไรทั่วๆ ไป คือจะมีอวัยวะที่เรียกว่า chelicerae ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของปาก มีลักษณะเป็นเข็มแหลม (stylets) เพื่อใช้ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของพืชอาศัย เพื่อดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดแผลบนผิวของพืชบริเวณนั้น สำหรับไรแดงที่เข้าทำลายมันสำปะหลังมีอยู่ 3 ชนิด คือ ไรแดงมันสำปะหลัง หรือไรแดงหม่อน ไรแมงมุมคันซาวา และไรแดงชมพู่ แต่สำหรับไรแดงมันสำปะหลัง หรือไรแดงหม่อนนั้นเป็นไรศัตรูที่สำคัญของพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พืชที่มักพบไรชนิดนี้เข้าทำลายเสียหายอย่างรุนแรง ได้แก่ มันสำปะหลัง และหม่อน โดยไรจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบพืชใบล่างๆ และเพิ่มขยายปริมาณไปยังส่วนยอด ไรสร้างเส้นใยสานไปมาอยู่เหนือผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่ ทำให้ใบพืชแห้งซีด มีสีเหลือง หากไรระบาดรุนแรง ยอดจะม้วนงอและร่วงจาก
นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การผลิตและการตลาดมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยทีมสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ระหว่างวันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ฤดูการผลิตปี 2567/68 คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมประมาณ 1.74 ล้านไร่ (นครราชสีมา 1.08 ล้านไร่ และชัยภูมิ 0.66 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 20.10 ของเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566/67 ที่มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมประมาณ 1.67 ล้านไร่ (นครราชสีมา 1.03 ล้านไร่ และชัยภูมิ 0.64 ล้านไร่) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.19 เนื่องจากราคามันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ในปีเพาะปลูก 2566/67 อยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นพืชทนแล้ง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกแทนอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีต้นทุนการผลิตสูง ด้านผลผลิตรวมของจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ คาดว่ามีปริมาณ 5.33 ล้านตัน (นครราชสีมา 3.35 ล้านตัน และชัยภูมิ 1.98 ล้านตัน) คิดเป็นร้อยละ 19.60 ข
กรุงเทพฯ, 26 กุมภาพันธ์ 2568 : นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “ก้าวสู่อนาคตเกษตรกรรมไทย ผ่านงานวิจัยด้วย AI Chatbot” ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น พลิกโฉมการเกษตรไทย เปิดตัวนวัตกรรม AI Chatbot “ตัวช่วยอัจฉริยะ” ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนและมันสำปะหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ ผ่านเครื่องมือสืบค้นงานวิจัยด้านการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ที่รวบรวมความรู้ งานวิจัย เกี่ยวกับทุเรียนและมันสำปะหลัง ไว้อย่างครบถ้วน ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ และนำไปใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ จากสองชนิดพืชเศรษฐกิจอันดับต้นของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด นายรพีภัทร์ เปิดเผยว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล กรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทการนำดิจิทัลไปสู่งานวิจัย โดยกรมวิชาการเกษตรมีบทบาทสำคัญในเรื่องการวิจัยสินค้าเกษตรพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับแผนการจัดการเทคโนโลยีของประเ
ธ.ก.ส. เดินหน้าโครงการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังปี 2567/68 ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อชะลอการ เก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในช่วงที่มันสำปะหลังออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยรักษาระดับราคาเพิ่มผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการเพาะปลูกให้แก่เกษตรกร โดยเกษตรกรยังคงมีเงินหมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงชะลอการเก็บเกี่ยว ครัวเรือนละไม่เกิน 2,500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน รวมครัวเรือนละไม่เกิน 50,000 บาท เกษตรกรชำระอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี พร้อมให้ขยายเวลาชำระหนี้เดิมสำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวออกไปไม่เกิน 6 เดือน นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการชะลอการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังปี 2567/68 ตามนโยบายรัฐบาล วงเงินสินเชื่อรวม 10,787.50 ล้านบาท เพื่อชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิต มันสำปะหลังเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังลดต่ำลง และไม่คุ้มค่ากับการเพาะปลูก โดยเกษตรกรสามารถนำเงินไ
