ยางพารา
กยท. แจงมาตรการ หยุดกรีดยาง ย้ำ ดำเนินการในพื้นที่ของรัฐ 3 แห่ง คือ กยท. กวก. และ ออป. จำนวนประมาณ 100,000 ไร่ เท่านั้น ยันไม่กระทบเกษตรกรในพื้นที่อื่น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดผลผลิตยางออกสู่ตลาด ช่วงสั้นๆ ม.ค. – มี.ค. 61 เท่านั้น ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ประเด็นมาตรการหยุดกรีดยางในพื้นที่ของรัฐบาล 3 หน่วยงาน ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวนประมาณ 100,000 ไร่ ระหว่างเดือนมกราคม ถึงมีนาคม 2561 ซึ่งได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ให้ช่วยดำเนินมาตรการหยุดกรีดยางในช่วงเวลาเดียวกันและปริมาณเท่ากันกับประเทศไทย จะเป็นการลดผลผลิตยางออกสู่ตลาด เพื่อกระตุ้นให้มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดย กยท. ในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้มีข้อตกลงร่วมกับสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ประกอบด้วยประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ประชุมเมื่อวันที่ 27 – 30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการกำหนดมาตรการร่วมกันของประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกทั้งการควบคุมกา
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่สโมสรกองทัพบก พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญตัวแทนบริษัทส่งออกยางพารารายใหญ่ของประเทศ 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เซาท์แลนด์รับเบอร์ จำกัด, บริษัท วงศ์บัญฑิต จำกัด, บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็กคอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด ร่วมประชุมหารือเพื่อผลักดันราคายางภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พล.ท.คงชีพกล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้ขอให้เอกชนทั้ง 5 บริษัทร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันราคายางภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยจำเป็นต้องร่วมกันเสียสละกำไรส่วนต่างที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางให้สามารถอยู่ได้ตามความเป็นจริง ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการเร่งผลักดันสนับสนุน ส่งเสริมทั้งส่วนราชการและภาคเอกชน นำปริมาณยางจำนวนมากในท้องตลาดออกมาแปรรูปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดทำถนนและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ และมอบให้กระทรวงเก
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ประยุทธ์ 5” หมาดๆ สอดรับกับการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา คือการปรับทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้วจะเข้ามาแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่กำลังร้อนรุ่มกลุ้มใจได้อย่างไร ที่หนักสุดตอนนี้ คือปัญหาราคายาง และปาล์มน้ำมันตกต่ำ ปริมาณล้นตลาด บิ๊กตู่จี้แก้2พืชราคาตกต่ำ ครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับถึงปัญหายางพาราว่า “เรื่องยางพาราต้องแก้โดยการปลูกในพื้นที่ถูกต้อง และต้องดูแลคนที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือภูเขาด้วย ยืนยันว่าแก้ปัญหาเรื่องยางพาราอย่างเต็มที่ และไม่เคยบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ตัวเองรอด แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องดูตลาดโลกด้วย อย่าออกมาเดินขบวนประท้วงหรือออกมาวิ่งเพื่อเรียกร้องอะไรเลย รัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอยู่ ทั้งกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางให้มากขึ้นในด้านการคมนาคม ….ทุกวันนี้แก้ปัญหายางพาราอยู่ ถ้ากินได้ กินไปแล้ว…” พร้อมกับสั่งการให้มีการตรวจสอบสต๊อกยางที่มีอยู่ทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าไร และใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นเป็นแสนตันให้ได้โดยเร็ว พร้อมกับสั่งการให้ร่วมมือกันใช้ยางพาราปูอ่
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นการดูแลเกษตรกร และการแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า งานที่ต้องเร่งทำตามพระราชกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ที่ว่าต้องดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งประชาชน 20-30 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก แต่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพียง 8-9% จึงยังมีความยากจนอยู่ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ปีนี้และปีหน้า งานสำคัญลำดับแรก คือ การช่วยเหลือเศรษฐกิจข้างล่างให้แข็งแรง ให้ทุ่มสรรพกำลังลงไปเต็มที่ ถึงเวลาแล้วต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กจำนวนมากอย่างเกษตรกร โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และไม่ได้อยู่แค่การผลิตสินค้า การตลาด แต่ต้องทำให้พื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย นายสมคิด กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้ฝากการบ้านหลายอย่าง ทุกเรื่องให้เร่งทำออกมาเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ได้แก่ ระยะเร
ยาง-ปาล์มราคาตกรูดทำตลาดภาคใต้เงียบสนิท หลัง รมว.เกษตรคนใหม่ “กฤษฎา” ลั่นไม่มีแทรกแซงราคายางโดยเด็ดขาดแล้วราคายางจะดีขึ้นภายใน 3 เดือน ด้านสหพันธ์ชาวสวนยางบอกต้องรออีก 1 เดือนจนกว่าจีนจะกลับมาซื้อยาง แนะรัฐบาลช่วงนี้จะต้องซื้อยางเข้าเก็บอีก 100,000 ตันรวมสต๊อกเก่าเป็น 200,000 ตันจึงจะดันราคายางโงหัวขึ้นมาได้ จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน และให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งรัดให้มีการใช้ยางพาราในประเทศปีนี้ 200,000 ตันด้วยการใช้น้ำยางข้นในการปูพื้นสระอ่างเก็บน้ำที่รั่วซึม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องนี้ไปดำเนินการและให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปแก้ปัญหาผู้บุกรุกป่าปลูกยาง 8.5 ล้านไร่โดยเฉพาะในส่วนนายทุนที่บุกรุกปลูกยาง 1.5 ล้านไร่ ไม่โละสต๊อกแสนตัน ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีนโยบายการแก้ไขยางพาราได้กำหนดไว้ 3 ด้าน 1)ผู้ผลิตหรือเกษตรกรต้องลดผลิต-ลดพื้นที่ปลูก 2)ผู้ซื้อ ต้องหาตลาด เร่งเจรจากับกลุ่มผู้ผลิตยางตลาดต่างประเ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 ธันวาคม มีแกนนำและตัวแทนชาวสวนยางจากสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และสภาเครือข่ายเกษตรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) รวมจำนวนกว่า 30 คน เข้าพบเพื่อร่วมประชุมและยื่นข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปยางพาราไทยทั้งระบบ แก่นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มแกนนำยาง 20 องค์กรใต้ กล่าวถึงความคาดหวังในการแก้ไขปัญหายางพาราของ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า พวกเราให้โอกาสและคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตามที่ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากเป็นการแก้ไขที่ไม่ถูกจุด และจุดที่จะต้องแก้ไขได้คือ ต้องลงมาหาข้อมูลเชิงลึก ลงมาสัมผัสกับเกษตรกรชาวสวนยาง และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกษตรกรชาวสวนยางได้ยื่นหนังสือให้เอาบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และ ผู้ว่า กยท. ออกทั้งชุด เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้บริหารยางล้มเหลว และหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯบริหารงานโดยโยนให้ กยท.รับผิดชอบ ก็เข้าสู่แบบเดิม แล้วก็จะทำให้รัฐเสียหายไปอีก “ปัญหาอยู่ที่ ผู้ว่ากยท. และบอร์ด กยท. เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากมหาศาล ก็เพราะผู้ว่า กยท. และบอร์ด กยท.ดังนั้นหากรัฐมนตรียังแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ มันก็จะเกิดขึ้นอีก จะรักษาไข้ให้หายขาด ก็ต้องรักษาที่ต้นเ
มูลค่าการส่งออกไทยเดือนตุลาคม ขยายตัว 13.1% YOY โดยเติบโตดีในเกือบทุกกลุ่มสินค้าและตลาดส่งออกสำคัญ นำโดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ที่เติบโต 42% YOY และ 47.0% YOY ตามลำดับ ทั้งนี้ การส่งออกรวมใน 10 เดือนแรกของปีเติบโตกว่า 9.7% YOY มูลค่าการนำเข้าตุลาคม เติบโตต่อเนื่องที่ 13.5% YOY จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิงที่เติบโตกว่า 47.7% YOY ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การนำเข้ารวมใน 10 เดือนแรกของปีเติบโตกว่า 14.6% YOY คาดมูลค่าการส่งออกทั้งปี 2017 และ 2018 จะขยายตัวที่ 8.5% และ 4.2% ตามลำดับ โดยภาคการส่งออกในปี 2018 จะได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านปริมาณเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2018 จะส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมหลักจากไทยเติบโตได้ นอกจากนี้ อุปสงค์จากภาคครัวเรือนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและกลุ่มอาเซียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีนโยบายกระจายรายได้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยขยายตัวได้สูงต่อเนื่องจากปี 2017 อย่างไรก็ดี ภาคการส่งอ
นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อปลูกยางพารา และลดปริมาณน้ำยางพาราจากพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ดังนั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมปริมาณน้ำยางพาราจำนวนประมาณ 300,000 ตัน/ปี ควบคู่การแก้ไขปัญหากลุ่มราษฎรผู้ยากไร้ จึงได้ประสานงานกับการยางแห่งประเทศไทย สำรวจการถือครอบครอง เพื่อจะนำข้อมูลไปจัดสรรที่ดินทำกิน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) “มาตรการแก้ไขปัญหาสวนยางพาราในพื้นที่ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดออกมา 6 แนวทาง ได้แก่ 1.) เร่งรัดดำเนินคดีสวนยางพารานายทุนที่อยู่ในพื้นที่ป่า 1.32 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินคดีไปแล้ว 160,000 ไร่ 2.) ควบคุมพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดไม่ให้มีการกรีดน้ำยาง 3.) ลดการกรีดยางในพื้นที่รับผิดชอบของ อ.อ.ป. จำนวน 86,000 ไร่ โดยในปี 2560 – 2561 จะดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กยท. แถลงข่าวการดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา เน้นดำเนินการไม่ให้กระทบกับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมี นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการแถลงข่าวฯ ร่วมกับ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งมาตรการเร่งด่วน เพื่อควบคุมปริมาณยางที่ปลูกในพื้นที่ป่ารวมถึงพื้นที่ไม่เหมาะสม หวังลดปริมาณผลผลิตยางเพื่อให้เกิดความสมดุลของกลไกตลาด นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อปลูกยางพารา และลดปริมาณน้ำยางพาราจากพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ดังนั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมปริมาณน้ำยางพาราจำนวนประมาณ 300,000 ตัน/ปี ควบคู่การแก้ไขปัญหากลุ่มราษฎรผู้ยากไร้ จึงได้ประสานงานกับการยางแห่งประเทศไทย สำรวจก
