ยางพารา
หลายคน หลายฝ่ายต่างคาดหวังกับ ครม.บิ๊กตู่ 5 จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาให้เห็นผล จึงมีข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะไปถึง ครม.ชุดใหม่ อย่างเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ 97 คน ที่ลงชื่อและยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใจความตอนหนึ่งระบุว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ มีความเห็นว่านโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม โครงข่ายคมนาคมและพลังงาน รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และนโยบายการพัฒนาต่างๆ อาจส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของกลุ่มคนต่างๆ ในภาคใต้ในระยะยาว ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตในประจำวัน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เครือข่ายจึงขอเสนอแนะ ดังนี้ 1.เร่งรัดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกร อันเนื่องมาจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคายางพาราและราคาปาล์มน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงการ ไม่รู้สึกใส่ใจไยดีต่อชีวิตและปากท้องของเกษตรกร ทั้งที่มีความพยายามเสนอแนะแนวทางการ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีความต้องการจะใช้ยางภายในประเทศ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องของมาตรฐาน การจัดซื้อ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ จึงจำเป็นต้องการมีการจัดประชุมในครั้งนี้ เพื่อทบทวนหารือร่วมกัน ทั้งนี้ ได้มีการสรุปการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ปีงบประมาณ 2560 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค. 2560) ซึ่งมีจำนวน 9 หน่วยงานยื่นความจำนงใช้ยางพารา ได้แก่ 1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. กระทรวงกลาโหม 3. กระทรวงคมนาคม 4. กระทรวงศึกษาธิการ 5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. กระทรวงสาธารณสุข 7. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 8. กระทรวงมหาดไทย และ 9. กรุงเทพมหานคร มีการใช้ยางพารา รวมปริมาณน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,952.66 ตัน (จากเดิม น้ำยางข้น 20,964.8009 ตัน ยางแห้ง 3,512.0781 ตัน ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2560) รวมเงินงบประมาณทั้งสิ้น 16,925,626,588.57 บาท สำหรับปี 2561 มี 5 หน่วยงานที่ยื
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กยท. ได้เข้าร่วมประชุมข้อตกลงระหว่างประเทศของสุดยอดผู้นำด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารานานาชาติ (Boao)ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Boao ประเทศจีน ที่ร่วมจัดโดย ผู้ประกอบการด้านยางพารา รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราไชน่า ไห่หนาน กลุ่มสมาคมยางพาราประเทศจีน รวมถึง กยท. ทั้งนี้ ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงในการแบ่งปันข้อมูล ความร่วมมือทางการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และการสร้างเสถียรภาพราคายาง เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์ราคายางที่มีความผันผวนอยู่ในขณะนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลที่ประชุมกล่าวถึงประเด็นค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น รวมทั้งราคายางที่ผันผวนในกลุ่มประเทศผู้ผลิต และผู้ใช้ยาง ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ที่ประชุมมองว่า ยังเป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมยางพารา ที่จำเป็นต้องหาผู้ประกอบการที่สามารถป้อนวัตถุดิบสู่โรงงานอุตสาหกรรมในลักษณะการร่วมทุน เพื่อดำเนินการธุรกิจ มีผลประกอบการร่วมกัน และขณะนี้ ทั่วโลกกำลังการเข้าสู่ในยุคเศรษฐกิจที่มีแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย
กยท. เผยการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ หวังเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง คาดปี 61 รัฐจะใช้น้ำยางข้น และยางแห้ง รวมประมาณ 11,049 ตัน เพิ่มนวัตกรรม พร้อมหนุนผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้ต่อยอดสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มมูลค่าสู่การส่งออกระหว่างประเทศ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เผยความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้นโยบายเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศของรัฐบาลว่า จากการบูรณาการของภาครัฐในการนำร่องนำยางพาราไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2559 มีการนำยางพาราไปใช้แล้วตามแผนของแต่ละกระทรวง เป็นน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,953.16 ตัน รวมงบประมาณกว่า 16,925 ล้านบาท เช่น การซ่อมแซมและปรับปรุงถนนบนคันคลองและถนนทางเข้าหัวงาน ฝายยาง แผ่นยางพาราปูคอกโคนม บล็อกยาง ปรับปรุงถนนผิวทางพาราแอสฟัลต์คอนกรีต ที่นอนและหมอนยางพารา ปูยางสระเก็บน้ำ ตลอดจนการทำสนามเด็กเล่น สนามฟุตซอล และยางล้อ เป็นต้น ภาครัฐมีการนำยางไปใช้ในกิจกรรม
นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสด ซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการ เพื่อทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจ.พิษณุโลก พร้อมทั้งมีรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่ จ.ระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะมีเปอร์เซ็นเนื้อยางแห้ง (ดีอาร์ซี) ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม “ที่ผ่านมา กยท.ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่ จ.สงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขา
เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนบริษัท Einhorn จำกัด บริษัทผลิตถุงยางอนามัยสัญชาติเยอรมัน เข้าหารือกับการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง หวังผลักดันผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งตรงถึงมือผู้ใช้ยางโซนยุโรป พร้อมหาแนวทางในการพัฒนาตลาดน้ำยางสดร่วมกัน ณ ตลาดกลางยางพารา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุขทัศน์ ต่างวิริยะกุล คณะทำงานโครงการจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด เผยว่า กยท.ได้ส่งเสริมและขับเคลื่อนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำยางสดร่วมกันขายผลผลิต ณ ศูนย์รวบรวมน้ำยางสด ตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. โดยมี กยท.เป็นองค์กรหลักในการดูแลและบริหารจัดการปริมาณ คุณภาพ และการเจรจาต่อรองราคาให้เกิดความเป็นธรรม ขณะนี้ ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี นับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มาจากผลิตภัณฑ์ยางหลายร้อยล้านบาท ปัจจุบัน ไทยส่งออกถุงยางอนามัยไปต่างประเทศเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศแถบยุโรปก็มีความสนใจและตระหนักถึงการผลิตถุงยางอนามัยที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 % เพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม ตลาดถุงยางอนามัยใน
ผู้ผลิตยางชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ IRC หนุนรัฐบาลใช้ยางพาราธรรมชาติ สร้างนวัตกรรมใหม่ ต่อยอดธุรกิจ โกยรายได้ 6,000 ล้านบาท คลอดแผ่นยางรองรางรถไฟรายแรกในประเทศไทย ปูพรมรถไฟทางคู่สายอีสาน ขยายไลน์สินค้าเจาะตลาดโครงการที่อยู่อาศัย แลนด์สเคป เครื่องจักรกลการเกษตร ช่วยชาวสวนยางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ปีหน้าบุกเออีซี ตั้งเป้าโต 6% นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานกรรมการ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC บริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่น ผู้ผลิตยางอีลาสโตเมอร์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เปิดเผยว่า ทิศทางดำเนินธุรกิจของบริษัทในปัจจุบันไม่มุ่งอุตสาหกรรมรถยนต์เพียงอย่างเดียว ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยขยายตลาดผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้งยางนอกและยางใน ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร (รถไถคูโบต้า) โครงการที่อยู่อาศัยภูมิสถาปัตย์ แลนด์สเคป และโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เพื่อให้ครอบคลุมตลาดทุกเซ็กเมนต์ ปี”61 เพิ่มปริมาณการใช้ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษ
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายแปลงเจ้าของสวนตัดสินใจโค่นทิ้งก่อนหมดอายุกรีด เพื่อหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน และทำการเกษตรประเภทอื่นแทน ขณะเดียวกันหลายแปลงลูกจ้างกรีดยางหนีหาย เจ้าของสวนหาคนกรีดใหม่ไม่ได้ ต้องปล่อยทิ้งร้าง นายชอบ ประจงใจ เจ้าของสวนยางในพื้นที่ ต.ทุ่งต่อ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เนื้อที่กว่า 20 ไร่ กล่าวว่า ขณะนี้พบมีสวนยางพาราหลายแปลงถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีคนกรีด เพราะประสบปัญหาเรื่องคนงานมีรายได้จากการรับจ้างกรีดยางในแต่ละวัน ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงหยุดกรีด แล้วหันหาอาชีพรับจ้างอย่างอื่นทำแทน ในส่วนของตนเองมีทั้งหมด 3 แปลง ทั้งกรีดเองบ้าง ให้ลูกจ้างกรีดบ้าง ส่วนที่ลูกจ้างกรีดเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ต้องทิ้งร้างหาลูกจ้างใหม่ไม่ได้ และทุกครั้งที่มีปัญหาราคายางตกต่ำ ก็จะเกิดปัญหาลูกจ้างทิ้งสวนยางไม่มีคนกรีดทุกครั้ง “ส่วนที่ตนเองกรีดเองก็จะกรีดบ้างหยุดบ้าง เพราะราคายางตกต่ำ กรีดก็ได้เงินไม่คุ้มค่าเหนื่อย จึงไม่มีกำลังใจจะกรีด และหันไปทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย และ
ราคายางส่อเค้าป่วนอีก บอร์ดบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศไม่ยอมลงมติจำกัดส่งออกยาง 4 ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อ้างขอดูสถานการณ์เพิ่มเติมอีก สารพัดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรล้มเหลว ดันราคายางไม่ขึ้น แหล่งข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.60 คณะกรรมการบริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) ได้ประชุมเรื่องการจำกัดปริมาณการส่งออกยางพาราของทั้ง 4 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ที่มีปริมาณการผลิตยางพาราสูงถึง 73% ของผลผลิตทั่วโลก เป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันอัดก้อนเข้าถึงจุดเส้นตายที่เคยตกลงในที่ประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ประชุมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กำหนดให้สมาชิกต้องจำกัดปริมาณการส่งออกที่ กก.ละ 1.5 เหรียญสหรัฐ ซึ่งราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ของไทยผ่านตลาดกลางยางพาราในภาคใต้ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ กก.ละ 46 บาทเศษ แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า การประชุมในประเด็นการจำกัดปริมาณการส่งออกยางของคณะกรรมการบริหารบร
ที่โรงแรมเดอะคอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) ประกอบด้วย 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นสถานการณ์ยางพารา การคาดการณ์อุปสงค์และอุปทาน รวมถึงราคายางในปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด และได้นำเอาปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา เช่น ปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ทั้ง 3 ประเทศจะส่งผลต่อปริมาณยางในตลาดโลกที่มีแนวโน้มจะลดลง ผลของปรากฏการณ์ลานิญา ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของยางในแต่ละประเทศ คาดการณ์จะเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 รวมถึงการมาถึงของฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2560 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณยางในตลาดซื้อขายโลกลดลงเช่นกัน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือปัจจัยที่ส่งผลให้ราคายางคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขยายตัว3.6%ในปีนี้หรือ เพิ่มขึ้น 0.4%จากปีก่อน การเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ในตลาดหลัก อาทิ จีน เพิ่
