ยางพารา
เมื่อเร็วๆนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นผู้ร่วมเสวนาหัวข้อ อนาคตยางพาราไทย โอกาสและความท้าทาย ภายในงานสัมมนาพิเศษ “จับทิศ พิชิตราคายางพารา” โดยเจาะลึกแนวโน้มทิศทางราคายางครึ่งหลังปี 60 พร้อมชี้แนวทางสนับสนุนสินค้ายางพาราของภาครัฐในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ภาพรวมของการเสวนาในวันนี้ ได้นำเสนอผลการประชุมในระดับไตรภาคีให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวมถึงผู้เข้าร่วมงานรับทราบ ว่า 3 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มองว่าปัจจัยพื้นฐานยางพาราในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง คือ มีความต้องการใช้ยางสูง ขณะเดียวกันปริมาณยางช่วงเวลานี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณน้อยกว่า เนื่องจากประสบอุทกภัยน้ำท่วม ฝนตกหนัก ทั้งภาคอีสานและภาคใต้ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียประสบภาวะอากาศหนาวไม่สามารถกรีดยางได้ ปริมาณยางที่ออกมาสู่ตลาดจึงมีปริมาณค่อนข้างต่ำ ฉะนั้น เมื่อมองปัจจัย demand และ supply ประกอบกันแล้วยังเป็น
ตลาดยางไทยยังไม่สิ้นหวัง กยท.อ้อนประธานใหญ่ไชน่า ไห่หนานฯ ช่วยรับซื้อยางหลายแสนตัน ทั้งในสต๊อกเก่าและลอตใหม่ หวังได้ราคา กก.ละ 60-70 บาท อีกครั้ง สร้างเสถียรภาพราคายางไม่ให้ผันผวนเกินไป ด้านเวทีประชุม ITRC และ IRCO ระบุทิศทางตลาดและราคาปรับตัวสูงขึ้น 3 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเตรียมแผนระยะยาว มุ่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไชน่า ไห่หนาน รับเบอร์ อินดัสทรี กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้ายางรายใหญ่จากจีน จะเดินทางมาเจรจาซื้อยางพาราจาก กยท. หลังจากเมื่อ 2 เดือนก่อนตัวแทนของบริษัท และอีกหลายบริษัทจากจีนมาเจรจาซื้อยางพารากับ กยท.ในปริมาณหลายแสนตัน ซึ่งช่วงนั้น กยท.ได้ให้ไชน่า ไห่หนานฯ ไปทำข้อเสนอด้านราคาและเงื่อนไขการซื้อมาด้วย ทั้งนี้ ราคาที่จะเสนอซื้อยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน ขอให้อยู่ในกรอบ 60-70 บาท/กก. เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากวงการยางพารา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาเจรจากับ กยท.ของตัวแทนนำเข้ายางรายใหญ่ของจีนเมื่อ 2 เดือนก่อน เกิดขึ้นหลังจากราคาย
กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล FSC หนุนสองบริษัทภาคเอกชน จับมือเซ็นสัญญาบริการวิชาการ ร่วมขยายมาตรฐาน FSC เข้าสู่พื้นที่ปลูกยางทางเขตภาคใต้ตอนบน ตั้งเป้า 50,000 ไร่ นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย กยท. เปิดเผยว่า กยท. มีนโยบายในการสนับสนุนผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่าง ยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ที่ผ่านมา กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดการสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนอง รวม 1,300 ไร่ ขณะนี้ได้รับการตรวจอนุมัติ FSC-FM จากบริษัท SCG (Auditor FSC) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา สำหรับการเซ็นสัญญาบริการวิชาการระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 บริษัท ได้แก่บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท
การยางแห่งประเทศไทย แนะเกษตรกรชาวสวนยาง เฝ้าระวังโรคใบร่วงหรือไฟทอฟธอราในช่วงหน้าฝน ย้ำเกษตรกรต้องดูแลเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ป้องกันการระบาดจากต้นสู่ต้น ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝน ถือเป็นช่วงที่เชื้อรา ไฟทอฟธอรา (Phytophthora) หรืออีกชื่อคือโรคใบร่วง มักจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะกับสวนยางพารา ซึ่งเชื้อราไฟทอฟธอราจะเข้าทำ ลายส่วนต่าง ๆ ของต้นยางได้แก่ ฝัก ใบ กิ่งก้าน และหน้ากรีดยาง ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำ ค้างอยู่บนต้น ไม่แตก และร่วงหล่นตามธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งพักตัวของเชื้อ และที่สำคัญ ผลผลิตยางจะเริ่มลดลงถ้าเชื้อราไฟทอฟธอราระบาด ทำให้ใบร่วงมากกว่า 20% และหากปล่อยให้โรคระบาดโดยไม่มีการควบคุมใบจะร่วงถึง 75% ส่งผลให้ผลผลิตลดลง 30-50% ด้านลักษณะอาการเกษตรกรสามารถสังเกตุอาการได้เด่นชัดที่ก้านใบ จะปรากฎรอยแผลช้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำตามความยาวของก้านใบ แผลบริเวณที่เป็นทางเข้าของเชื้อ มักมีหยดน้ำยางเล็ก ๆ เกาะติดอยู่ การเข้าทำลายที่ก้านใบนี้เองเป็นผลทำให้เกิดใบร่วงทั้งที่ใบยังมีสีเขียวสดอยู่ เนื่องจากเชื้อสร้างเนื้อเยื่อ abscission layer เมื่อนำมาสะบัด
ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยในงานสัมมนาพิเศษเรื่องจับทิศ พิชิตราคายางพารา โอกาสและความท้าทายว่า มั่นใจว่าสถานการณ์ราคายางพาราจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากปริมาณซัพพลายในตลาดโลก โดยราคายางพาราที่มีความเหมาะสมควรจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) ซึ่งตัวเลขราคากลางของยางพาราในขณะนี้อยู่ใกล้เป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยางพาราที่ผลิตในประเทศมีประมาณ 4.4 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการใช้ในประเทศประมาณ 6 แสนตันต่อปี และส่งออกประมาณ 3.8 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 90% “ความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง มีวงเงินเริ่มต้น 1,200 ล้านบาท ตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบให้ กยท.เป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) เบื้องต้นคาดว่าจะมีการซื้อยางพาราได้ประมาณ 2 แสนตัน หรือคิดเป็น 5% ของปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ในประเทศ คาดว่าจะกระตุ้นและสร้างแรงซื้อในตลาดได้เพิ่มขึ้น ทำให้ทิศทางราคายางพารามีแนวโน้มดีขึ้น” นายธีธัชกล่าวว่า การซื้อขายยางแผนร
“ต้นยางพาราหมดอายุ ราคายางพาราตกต่ำ” นายประสงค์ นิชลานนท์ อายุ 56 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ 4 บ้านห้วยขันธ์ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ได้โค่นต้นยางพาราในพื้นที่ 4 ไร่ทิ้ง แปรสภาพทำสวนมะลิแทน โดยปลูกมะลิกว่า 3,000 ต้น ในเนื้อที่ 3 ไร่ มา 3 ปี ใช้เวลาปลูก 45-60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนอีก 1 ไร่ปลูกพืชผักแบบผสมผสาน ดอกมะลิสามารถเก็บขายได้ทุกวัน วันละ 2-3 กก. ราคา กก.ละ 300 บาท ในช่วงเทศกาลสำคัญโดยเฉพาะวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 12 ส.ค. ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์วันแม่ตลาดต้องการสูงมาก ต้องสั่งจองล่วงหน้า ลูกค้าได้สั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนเก็บส่งให้ลูกค้าไม่ทัน แต่ยังคงราคาเดิมที่ กก.ละ 300 บาท เนื่องจากมีข้อตกลงกับลูกค้าว่าไม่ว่าจะช่วงไหนจะถูกหรือแพงก็ยืนพื้นที่ กก.ละ 300 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ต้องเสี่ยงและอยู่ได้ นายประสงค์บอกว่า คิดแค่จะปลูกมะลิเป็นอาชีพเสริม แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ราคายางพาราตกต่ำและน่าจะหมดยุคทองของยางพารา ตนจึงปลูกมะลิกลายเป็นรายได้หลักและเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัวในปัจจุบัน มีรายได้ต่อเนื่องทุกวัน ต่างจากยางพาราที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
เวที ITRC และ IRCO ชี้ ทิศทางตลาดและราคายางปรับตัวสูงขึ้น โดย 3 ประเทศสมาชิก ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก เตรียมแผนสร้างสมดุลระยะยาว มุ่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมเวที ITRC และ IRCo’s BoD ร่วมกันเสนอแนวทางมาตรการที่เป็นไปได้ในการเพิ่มราคายาง จากข้อมูล GDP ทั่วโลก และประเทศผู้ใช้ยางปรับตัวสูงขึ้น เน้นมาตรการระยะยาวเพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศผู้ผลิตเองให้มากยิ่งขึ้น ทั้งรัฐบาลไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามประเทศต่างมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดและราคายางว่าจะมีการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐาน ย้ำให้ความร่วมมือภายใต้กรอบของ ITRC เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยในฐานะผู้แทนประเทศไทย เผยว่า การประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) และคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCo’s BoD) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มราคายางที่มีความผันผวนและปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติ แต่ปัจจ
นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ในการเปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้สามารถแจ้งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลได้ทราบและมีข้อมูล จำนวนพื้นที่ปลูก และผลผลิตที่เป็นจริง สำหรับใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยางพาราของรัฐบาลรวมทั้งการให้ความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติหรืออื่นๆอย่างถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งกยท.ได้รับข้อเสนอนี้ และได้ประกาศให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 ธันวาคม 2559 นั้น ปรากฏว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง กยท.จึงได้ขยายเพิ่มระยะเวลาการแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2560 สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจึงขอแจ้งถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลต่อการยางแห่งประเทศไทย ขอให้ติดต่อหน่วยงานของการยางในพื้นที่เพื่อแจ้งข้อมูล ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิในที่ดิ
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการจับคู่ธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเร่งรัดการส่งออกที่มีผู้นำเข้ายางพารา 106 บริษัท จาก 27 ประเทศ ที่เข้าร่วมเจรจากับผู้ส่งออกไทย 91 ราย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ผลการเจรจาซื้อขายถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยมีปริมาณสั่งซื้อ ประกอบด้วย กลุ่มยางพาราธรรมชาติ(ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น และยางคอมพาวด์)รวม 442,740 ตัน กําหนดส่งมอบภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่า 24,350.7 ล้านบาท(ซึ่งคํานวนด้วยราคายาง ณ วันที่ 2 สิงหาคม ราคา 55 บาท/กก.)สูงกว่าเป้าตั้งไว้ที่ 300,000 ตัน และมูลค่า 15,000 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง(ล้อยาง และถุงมือยาง) คิดเป็นมูลค่ารวม 61.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2,081.14 ล้านบาท นางอภิรดี กล่าวว่า เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มสินค้า จะมีมูลค่าสั่งซื้อภายในงานรวม 26,431.14 ล้านบาท และกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นการสั่งซื้อจากหลายประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โปแลนด์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฮังการี รัสเซีย เยอรม
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 22 แห่ง เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อยางและผลิตภัณฑ์ยาง กว่า 100 ราย จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นขยายลู่ทางการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งหาตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการยาง นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการพบปะระหว่างผู้นำเข้าและผู้ผลิต ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบยางและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศไทย โดยมีผู้นำเข้าจาก 25 ประเทศ 106 ราย จากทั่วโลก ทั้งจากประเทศโซนเอเชีย ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย บังกลาเทศ ประเทศโซนเอเซียตะวันออกกลาง เช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และโซนยุโรป ได้แก่ ฮังการี เนเธอร์แลนด์ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย นอกจากนั้นยังมีประเทศโซนทวีปแอฟริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ทั้งหมดมาจับคู่ทางการค้าภายในงาน ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทย นำสถาบันเกษตรกรชาวสว
