สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา ยีสต์โพรไบโอติกชนิดผงสำหรับส่งเสริมสุขภาพโค Saccharomyces cerevisiae TISTR 5328 จำนวนมากกว่า 1×109 โคโลนีต่อกรัม น้ำหนัก 100 กรัม ผลิตภัณฑ์มีจุดเด่น ดังนี้1) เป็นการนำฐานทรัพยากรชีวภาพที่มีหลากหลายภายในประเทศ มาวิจัยพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน2) ลดการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ3) ทำให้ลดสารตกค้างในเนื้อสัตว์ ในพื้นที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม4) ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงโค5) เพิ่มโอกาสการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกร หรือผู้เลี้ยงโค ผู้เลี้ยงและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น6) ช่วยส่งเสริมอัตราการเติบโตของลูกโคในช่วงอายุ 1-2 เดือน7) เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาหารของโคเนื้อ โคนม และโคขุน8) เพิ่มคุณภาพน้ำนมให้สูงขึ้น ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ9) ลดการปล่อยก๊าซมีเทนจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์ ได้ที่ call cen
“ข้าวเม่า” ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวนา ที่นำข้าวนาปีที่อยู่ในช่วงรวงข้าวระยะ 3 เดือน ที่เรียกว่า “ข้าวกำลังเม่า” หรือ “ข้าวตั้งท้อง” มาใส่กระทะคั่วให้สุกพอประมาณ นำไปใส่ครกตำให้เม็ดแบน เอาเปลือกออกก่อนนำ “ข้าวเม่า” ไปขาย อย่างไรก็ตาม ข้าวเม่ามีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษาและการขนส่ง การลิ้มรสข้าวเม่าต้องสั่งจองล่วงหน้าเพราะโดยทั่วไปข้าวเม่าจะถูกผลิตและจัดส่งในวันต่อวัน เพื่อรับประกันคุณภาพความสด ใหม่ และความอร่อย หากทิ้งข้ามวัน ข้าวเม่าจะไม่หอม ไม่เหมาะแก่การบริโภค นวัตกรรม “ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูป” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการแปรรูปข้าวเม่ามาอย่างยาวนาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เล็งเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกแบบดั้งเดิมซึ่งมีรสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่มีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษาและการขนส่ง นายราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้คิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวเม่
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และสถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเอกชน ได้แก่ บริษัทโฮมซีดเมล็ดพันธุ์ตราบ้าน และบริษัทสยามคูโบต้า จัดอบรม ฟรี!! หลักสูตร “การพัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง” ในวันที่ 1 และ 5-6 มีนาคม 2569 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ภายใต้การดำเนิน โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการผลิตไม้ดอกอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 รอบ ตามกลุ่มพืชที่สนใจได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรม จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้ 1) ทดลองขับรถปลูกดอกไม้ รถไถพรวน 2) รับเกียรติบัตรจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 3) ฟังบรรยายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองพร้อมวัสดุเพาะสำหรับอบรมวันที่ 5 หรือ 6 มีนาคม 2569 4) ฟังบรรยายหัวพันธุ์ปทุมมาปลอดโรค สำหรับอบรมวันที่ 7 มีนาคม 2569 5) การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมี สูตร วว. สำหรับไม้ดอกโดยเฉพาะ 6) ชมโร
“ป่าไม้” มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตของชุมชนในสังคมชนบท ในฐานะเป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเห็ดป่า แต่เนื่องจากการให้ผลผลิตของเห็ดป่าในแต่ละปีไม่แน่นอนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมตามธรรมชาติ อีกทั้งผลผลิตเห็ดป่าลดน้อยลงทุกปี เนื่องจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ ความแห้งแล้ง และการทำลายระบบนิเวศป่าไม้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณา มังกิตะ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และ ดร.สุจิตรา โกศล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวและต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืนแก่ชุมชน ด้วยการสร้างแหล่งอาหารโดยการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดชุมชนไม้มีค่า ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความรักและดูแลต้นไม้ที่ปลูกอย่างประณีตแบบอินทรีย์ งดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ผลงานวิจัยนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัย จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. คณะผู้วิจัยได้จัดทำพื้นที่แปลงทดลองต้นแบบ การปลูกไม้เศรษ
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตะหนักดีว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ในอาเซียน วว.โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้นำสมุนไพรไทย “ว่านหางจระเข้” มาใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างประชากร ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่ทำให้เราต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นต้น สมุนไพรว่านหางจระเข้ (Aloe vera ) มีสรรพคุณเด่นด้านบำรุงสุขภาพ สามารถใช้เป็นยาภายในและยาภายนอก รวมทั้งใช้เสริมสุขภาพความงาม ปัจจุบัน วว.ประสบความสำเร็จในการนำว่านหางจระเข้ มาสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3 รายการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักสุขภ
“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหล ด้วยรสชาติที่เข้มข้นทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ไม่ว่าจะดื่มในตอนเช้าหรือบ่าย ส่งผลให้อุตสาหกรรมกาแฟเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยการบริโภคกาแฟของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 1.9% ต่อปี ทว่าในเบื้องหลังความหอมหวานของกาแฟนั้น ยังมีอีกด้านหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ ของเหลือทิ้งมหาศาลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและแปรรูปกาแฟ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป จนถึงการบริโภค ของเหลือทิ้งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกกาแฟเชอรี่ เนื้อเชอรี่ กะลากาแฟ และกากกาแฟ ล้วนเป็นปัญหาที่ท้าทายต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเฉพาะกะลากาแฟที่ย่อยสลายยาก ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางดินและน้ำ ส่วนเนื้อเชอรี่ที่เน่าเสียง่าย จะส่งกลิ่นเหม็น ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำอีกด้วย จากโจทย์ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้วิจัยและพัฒ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้บูรณาการองค์ความรู้ในการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์พืชเสพติดที่มีศักยภาพทางการแพทย์ คือ เห็ดขี้ควาย หรือ เห็ดวิเศษ และกัญชา โดยใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค และมีสารสำคัญที่คงที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเภสัชกรรมอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัยอย่างยั่งยืน เห็ดขี้ควาย หรือ เห็ดวิเศษ (Magic mushroom) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psilocybe cubensis อยู่ในวงศ์ Strophariaceae เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท ขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีดคล้ายสีฟางแห้ง เห็ดชนิดนี้มีขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของเห็ดตัวสมบูรณ์และโตเต็มที่ ตรงบริเวณหมวกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.5 – 8.8 เซนติเมตร ความสูงของลำต้นประมาณ 5.5 – 8.0 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 – 1.0 เซนติเมตร ผู้ที่รับประทาน
ดอกเบญจมาศ เป็นไม้ดอกที่เกษตรกรนิยมปลูกและเป็นไม้เศรษฐกิจ มีมูลค่าการผลิตติดอันดับ 1 ใน 4 อันดับแรกของไม้ตัดดอกมียอดการซื้อขายทั่วโลกปีละหลายพันล้านบาท สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หรือ TISTR. และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เล็งเห็นความสำคัญและปัญหาการเพาะพันธุ์ไม้ดอกเบญจมาศ ที่มีการใช้ต้นพันธุ์เก่ามาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้นเบญจมาศมีความอ่อนแอต่อโรคและแมลง จึงได้ปรับปรุงพันธุ์ดอกเบญจมาศให้ปลอดโรค พบว่า ดอกเบญจมาศมีความแข็งแรง สามารถลดต้นทุนด้านปุ๋ยและยาและสร้างรายได้ได้มากขึ้น 20 – 70% ปลูกซ้ำที่เดิมเสี่ยงต่อปัญหาโรคทางดิน เชื้อก่อโรคทางดิน (soilborne pathogen) สร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตรด้วยการทำให้ผลผลิตลดลงและเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด การเพาะปลูกพืชบนพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่องอาจประสบปัญหาโรคทางดิน เช่น โรคเหี่ยวจากฟิวชาเรียม ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญของเบญจมาศ มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Fusonimm oxysporum ที่มีชีวิตอยู่ในดินหรือเศษชากพืชหลายปี โดยเชื้อราเข้าสู่ต้นพืชทางรากและเจริญเติบโตอยู่ในเนื้อเยื่อท่อลำเสียงและลำต้นต้นพืชที่ติดเชื้อจะแส
ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพการเกษตร ในปี พ.ศ. 2560 ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านหนองเขื่อนได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน เพื่อผลิตสินค้าแปรรูปเกี่ยวกับสินค้าชุมชนได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า และมะม่วงหาวมะนาวโห่ สินค้าขายดีเพราะมีความแปลกใหม่ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเพื่อปลูกกล้วยหอมทอง มะม่วงหาวมะนาวโห่และกล้วยน้ำว้าส่งให้กลุ่มเพื่อแปรรูปทำให้พืชผลทางการเกษตรของในหมู่บ้าน โดยทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตในราคาประกันตลอดทั้งปี คือ กล้วยหอมราคาหวีละ 20 บาท กล้วยน้ำว้ากิโลละ 5 บาท มะม่วงหาวมะนาวโห่ กิโละ 30 บาท ต่อมาในปี 2564 ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ได้จดทะเบียนเป็น บริษัท ป.เปาเล้ง ไทยอินเตอร์ฟรุ๊ต จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยดำเนินการตามกรอบแนวคิดและการบริหารจัดการแบบ “ขยะเหลือศูนย์” หรือ “zero waste management” เพื่อให้ทุกส่วนของพืชมีประโยชน์การใช้ง
ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิ ทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.โสภณ สิริศรัทธา ผอ.ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.) ดร.ราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์ นักวิจัยอาวุโส ศคช และดร.ธัญชนก เมืองมั่น นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนสัตกรรมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร (ศนส.) เป็นผู้แทน วว. ร่วมมอบ “ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูปพร้อมบริโภค” ให้แก่ แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ว่าที่ผู้สมัครจังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคภูมิใจไทย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะ จำนวน 2,000 กล่อง เพื่อนำไปมอบให้ทหารชายแดนใต้ต่อไป ในวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี ทั้งนี้ วว. ได้รับทุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการทำวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูปพร้อมบริโภค ที่สามารถเก็บรักษา ได้ 6 เดือน เพียงนำไปชงด้วยน้ำร้อน 2 นาที หรือน้ำธรรมดา 7 นาที ก็สามารถรับประทานได้ทันที ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าทางอาหารครบครัน และรสชาติอร่อย ซึ่งเป็นการนำภูมิปัญ
