สศก.
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าบทบาทภารกิจของ สศก. ในการจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลช่วงเวลาการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรในแต่ละเดือนของปีเพาะปลูกนั้นๆ โดยได้จัดทำและรวบรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 20 ชนิด เพื่อเผยแพร่ให้เกษตรกรใช้ในการวางแผนการผลิตและผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน สศก. ได้พัฒนาการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรให้ลงลึกในรายละเอียดระดับจังหวัดมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการผลิตแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างสมดุลตลาดสินค้าเกษตรในระดับพื้นที่ เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนและท้องถิ่นไปพร้อมกันอีกด้วย สำหรับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่ ได
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์หอมแดง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ การผลิตหอมแดง ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก 14,817 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 7,979 ไร่ (ลดลงร้อยละ 35) เนื่องจากปีที่ผ่านมาหอมแดงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน อากาศร้อนจัด ความชื้นในอากาศมีน้อย หอมแดงจึงมีลักษณะหัวเล็ก แคระแกร็น และยังเกิดปัญหาหนอนกระทู้ระบาด จึงส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เนื้อที่เพาะปลูกลดลงแต่ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45,665 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2,872 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7) และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,082 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,205 กิโลกรัม ต่อไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 64) ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเย็น ความชื้นในอากาศสูง เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต และไม่มีโรคแมลงรบกวน โดยคาดว่าผลผลิตหอมแดงจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 สำหรับต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เฉลี่ยอยู่ที่ 12 บาท ต่อกิโลกรัม ลด
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินโครงการธนาคารหม่อนไหม ปี 2561 ซึ่งโครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์โครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต โดยกลุ่มเกษตรกรมีแหล่งให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม และให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับทอผ้าอย่างเพียงพอ กำหนดพื้นที่เป้าหมายธนาคารหม่อนไหมในปี 2561 จำนวน 11 แห่ง 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เลย อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เกษตรกรสมาชิกเป้าหมายจำนวน 445 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2561 – กันยายน 2562 การดำเนินโครงการ มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี และเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม โดยการจัดเวทีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการธนาคาร โดยกรมหม่อนไหมเป็นผู้สนับสนุนเส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต ให้กับธนาคารตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรเอง และจากกา
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงนโยบายบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning by Agri-Map) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแผนการผลิต ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการผลิตสินค้าที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด สศก. จึงได้จัดทำแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big data ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรในแต่ละพื้นที่ โดยได้ศึกษาวิเคราะห์พืช/กิจกรรม เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างโอกาสที่จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ สอดคล้องความต้องการของตลาด ของแต่ละภูมิภาค นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. กล่าวในรายละเอียดของผลการศึกษาและแนวทางการบริหารจัดการแต่ละภาค พบว่า ภาคเหนือ มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นที่ราบ เหมาะสมกับการเพาะปลูกข้าวและพืชไร่ และมีผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ส่วนภาคเห
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงในยางพารา ในเขตพื้นที่ปลูกยางพาราภาคใต้ตอนล่างของประเทศว่า การยางแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงถึงลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบยางพารา ซึ่งจะมีลักษณะเดียวกันกับการรายงานของประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ หรือ IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา) คือ เป็นลักษณะอาการใบร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของน้ำยาง ทำให้ผลผลิตลดลงกว่า ร้อยละ 30-50 โดยส่วนใหญ่จะพบในพันธุ์ยาง RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311 จากสถานการณ์ดังกล่าว สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมติดตาม ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ พบว่า ขณะนี้มีการระบาดของโรคดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดตรัง รวม 365,883 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 17 ของเนื้อที่กรีดได้ (ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) แบ่งเป็น จังหวัดนราธิวาส 12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยี่งอ รือเสาะ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน แว้ง ระแงะ สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก ศรี
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2562 (กรกฎาคม – กันยายน 2562) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากสาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักของภาคเกษตรกลับมาขยายตัว หลังจากที่หดตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ และ มันสำปะหลัง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ยังขยายตัวได้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัวลง ด้าน นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงรายละเอียดว่า สาขาพืช ไตรมาส 3 ปี 2562 สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกในปี 2
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562) คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กิโลกรัม/ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจากปี 2561 เกษตรกรในบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตาม จากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลงเพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่มีราคาที่ต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ย ปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กิโลกรัม แล
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 46 (Committee on World Food Security: CFS) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยที่ประชุมได้ร่วมหารือในวาระสำคัญต่างๆ ทั้งสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2562 ตลอดจนการดำเนินงานด้านระบบนิเวศเกษตรและนวัตกรรมอื่นๆ ในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและการเกษตรให้มีความยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทสตรีในชนบทกับความมั่งคงอาหารและโภชนาการ ซึ่งประธาน CFS (Mr. Mario ARVELO) ได้เน้นความสำคัญด้านสิทธิของคนในการได้รับอาหารอย่างเพียงพอ (The Right to Food) ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบการเกษตรแบบครอบครัว (Family Farming) ซึ่งเป็นระบบการทำการเกษตรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอาหารที่ยั่งยืน มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้ได้ โอกาสนี้ ผู้แทน สศก. ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของไทยที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มา
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) จำนวน 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มีจำนวน 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่องในหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน โดยเกษตรกรเร
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาต้นทุนการผลิตประสิทธิภาพเชิงเทคนิคการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2561 ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าว และประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ ซึ่ง พบว่า ข้าวที่ผลิตในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทั้ง 4 จังหวัด มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 4,217 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ย 782.25 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,196 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวที่ผลิตนอกพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 4,904 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 776.68 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 253 บาท/ไร่ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ มีการใช้ปัจจัยการผลิตในปริมาณน้อยกว่าเกษตรกรนอกพื้นที่โครงการ รวมทั้งมีการบริหารจัดการการใช้เทคโนโลยีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า การใช้ปัจจัยการผลิต เกษตรกรในพื้นที่โครงการ เกษตรกรนอกพื้นที่โครงกา
