สศก.
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ในฐานะนายทะเบียน ได้ดำเนินการรวบรวม และตรวจสอบความซ้ำซ้อนเกษตรกรจากหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนจำนวน 7 หน่วยงาน เพื่อจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 รวมรายละ 15,000 บาท ซึ่งต่อมา ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม และ 22 กันยายน 2563 ให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่เอกสารทางบัญชีไม่สมบูรณ์ออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2563 เพื่อให้เกษตรกรได้รับสิทธิครบถ้วน ขณะนี้ ระยะเวลาการดำเนินโครงการได้สิ้นสุดแล้วตั้งแต่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยสรุปผลการช่วยเหลือเกษตรกร ตามโครงการฯ พบว่า ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรรวม 7,565,880 ราย เป็นเงิน 113,304.4 ล้านบาท (ข้อมูล ธ.ก.ส. ณ 7 ต.ค. 63) แต
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. ในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ภายในปี 2565 จำเป็นที่จะต้องก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ และด้วยบทบาทภารกิจสำคัญยิ่ง ที่รับผิดชอบเป็นหน่วยงานจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรของประเทศ จึงต้องพร้อมทั้งสมรรถนะ และศักยภาพบุคลากร เพื่อให้องค์กรเติบโตสู่ Digital Transformation ในยุค New Normal “ปัจจุบัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ทุกองค์กร และพวกเราทุกคนจึงต้องก้าวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะภาคเกษตร ที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาดคนและสัตว์ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีนวัตกรรม ดังนั้น การดำเนินงานของ สศก. ต้องเน้นนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม มาประยุกต์ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ จึงทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้นำทาง หรือ ‘เนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร’ เพื่อชี้แนะข้อมูล ทิศทางแนวโน้มภาคเกษตร ให้ภาคส่วน
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer ในการพัฒนาเกษตรกรอย่างรอบด้านให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองและเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่น และพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการเกษตรให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สำหรับหนึ่งในนวัตกรรมของ Young Smart Farmer ที่ได้รับความสนใจ คือนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซล่าเซลล์ ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมและตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี จากตัวอย่างของ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จและมีความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลดต้นทุนการผลิต คือ นายวีระ สรแสดง ที่สามารถนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการทำเกษตรบนพื้นที่ 9 ไร่ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่ฟาร์มผลิตเองจนเป็นฟาร์มค่าไฟฟ้าศูนย์บาท พร้อมท
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลโครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการภายใต้แผนบูรณาการเศรษฐกิจฐานราก โดยดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 สำหรับพื้นที่ทำการเกษตร และเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 (ช.) สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย มีเป้าหมายให้เกษตรกรได้รับเอกสารสิทธิ จำนวน 59,000 ราย สศก. ได้มีการสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรตัวอย่าง จำนวน 110 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร ชลบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชุมพรและลพบุรี พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 45 ได้รับเอกสารสิทธิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้ ร้อยละ 41.24 เป็นที่ดินเพื่อทำการเกษตร และร้อยละ 3.30 เพื่ออยู่อาศัย ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 55 อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินอำเภอ (คปอ.) และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) เพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะได้รับเอกสารสิทธิครบทุกรายภายในเดือนกันยายนนี้ ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกษตรกรได้รับนั้น แบ่งเป็นสัดส่วนพื้นที่ ร้อยละ 9 จะเป็นที่อย
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลศึกษาภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 10 อำเภอ จังหวัดพัทลุง 2 อำเภอ และจังหวัดสงขลา 1 อำเภอ พื้นที่รวม 2.12 ล้านไร่ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน) โดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนของครัวเรือนเกษตร ปี 2562 กับปี 2552 หรือในรอบ 10 ปี ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้แก่ราษฎร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) พบว่า ปี 2562 ครัวเรือนเกษตรที่มีพื้นที่อยู่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีจำนวน 83,983 ครัวเรือน จำนวนสมาชิกเฉลี่ย 3 คน/ครัวเรือน ลดลงร้อยละ 14.79 มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ย 16.40 ไร่/ครัวเรือน ลดลงร้อยละ 20.43 สำหรับพื้นที่การเกษตร พบว่า มีพื้นที่ปลูกข้าว 303,923 ไร่ ลดลงจากปี 2552 ร้อยละ 30.95 และมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 367,011 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 310.27 ผลตอบแทนการปลูกป
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 21 กันยายน 2563 ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร รวมทั้งสิ้น 113,106.495 ล้านบาท แบ่งเป็น งวดที่ 1 (เดือนพ.ค.) จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท งวดที่ 2 (เดือนมิ.ย.) จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท และ งวดที่ 3 (เดือนก.ค.) จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,322.635 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ธ.ก.ส. ได้โอนเงินให้กลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ เกษตรกรที่อุทธรณ์ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือภายใต้โครงการฯ งวดเดียว 15,000 บาท กลุ่มที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 979.765 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรที่ไม่สามารถโอนเงินได้จำนวน 2,482 ราย เนื่องจากเกษตรกรยังไม่ได้มาแจ้งเลขบัญชีรับเงินโอน และกลุ่มเกษตรกรชุดที่ 2 อีกจำนวน 80,717 ราย หากเกษตร
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “Strengthening interagency collaborative climate services for resilient agri-food systems in Thailand” หรือการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานเรื่องการให้บริการด้านภูมิอากาศ อันเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง FAO และรัฐบาลไทยในการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศกับภาคเกษตรและความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันต่อระบบเกษตรและความมั่นคงอาหารของไทย ซึ่งจัดโดยกรมอุตุนิยมวิทยาและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ณ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานด้านภูมิอากาศจากหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนำข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศมาประยุกต์ใช้เพื่อการเกษตรท
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 12 สิงหาคม 2563) พบการระบาดใน 29 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่ระบาดรวมทั้งสิ้น 442,564 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่การระบาดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา สระแก้ว และบุรีรัมย์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจและชี้เป้าพื้นที่ระบาด โดยมีมาตรการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบในอัตราชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ควบคุมการนำเข้าท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ภายในประเทศ รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเพื่อป้องกันกำจัดโรคใบด่าง โดยได้ทำลายแล้ว ด้วยวิธีฝังกลบและราดสารกำจัดวัชพืช การใส่ถุง/กระสอบและตากแดด หรือวิธีบดสับและตากแดดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคฯ จำนวน
สศก. จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาขีดความสามารถ ด้านข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร และฐานข้อมูล Big Data เสริมแกร่งนักวิชาการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองผลกระทบเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงวิกฤตโควิด-19 สู่โอกาสที่ท้าทาย เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความสำเร็จยุค New Normal นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยได้มีพิธีลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันในวันนี้ว่า จากที่ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นนโยบายขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่รัฐบาลให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อให้บริการกับทุกภาคส่วน และได้มอบหมาย สศก. เป็นผู้ดำเนินการหลักในการจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตรฯ ทาง สศก. ได้มีการบูรณาการร่วมกับ 10 กระทรวง และ MOU เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อ 25 ธันวาคม 2562 พร้อมกับดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (Natio
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันผู้บริโภคได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพและให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ สศก. ได้ศึกษาโซ่อุปทานผักสลัดอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการปลูก ผักสลัดอินทรีย์ ที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มากที่สุดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิตผักสลัดอินทรีย์ให้กับเกษตรกร โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ย
