สศก.
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงาน Big Data ด้านการเกษตร ซึ่ง สศก. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ดำเนินการ และเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูล Big Data มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารและการให้บริการข้อมูลภาคเกษตรในทุกมิติ สำหรับปี 2564 สศก. และธนาคารแห่งแประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ความร่วมมือ MOU ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ที่เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในยุคดิจิทัล ในการติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรอย่างรอบด้าน มีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ มีความแม่นยำและทันต่อทุกสถานการณ์ โดยระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Decision Support System) ที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1) รายรับจากการขายสินค้าเกษตรของเกษตรกร 2) ต้นทุนการผลิต 3) มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และ 4) เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นรายพืชและรายจังหวัด การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 (The Food Security Roadmap towards 2030) เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี Mr. Philip Houlding ผู้อำนวยการ กองนโยบายระหว่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานของนิวซีแลนด์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปค ปี 2564 เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยสมาชิกเอเปค 21 เขตเศรษฐกิจเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 สำหรับ สมาชิกเอเปคในการพัฒนาการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับแผนพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 กำหนดวัตถุประสงค์ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอมีคุณภาพที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการในภูมิภาค 2) ตอบสนอง ต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) อำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนและหุ้นส่วนทาง
นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ระนอง และภูเก็ต.) เปิดเผยถึงผลสำรวจข้อมูลเอกภาพของไม้ผลภาคใต้ตอนบน รวม 7 จังหวัด (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ระนอง และภูเก็ต) ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 19 มีนาคม 2564) โดย สศก. ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลในพื้นที่ พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 699,244 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 595,468 ตัน (เพิ่มขึ้น 103,776 ตัน หรือร้อยละ 17) เนื่องจาก สภาพต้นสมบูรณ์ พร้อมต่อการออกดอกติดผล อีกทั้งปีที่ผ่านมาไม้ผลมีราคาดี โดยเฉพาะทุเรียนทำให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการดูแลรักษาสวน ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ปลายปี 2563 ส่งผลให้ ไม้ผลออกดอกมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่า ทุเรียน ให้ผลผลิต 501,936 ตัน (เพิ่มขึ้น 64,410 ตัน หรือร้อยละ 15) มังคุด 135,678 ตัน (เพิ่มขึ้น 27,905 ตัน หรือร้อยละ 26) เงาะ 41,712 ตัน (เพิ่ม
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตร 8 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนเกษตรกรประมาณ 29.82 ล้านคน โดยปัญหาของเกษตรกร นอกเหนือจากปัญหาด้านการผลิต การตลาด และราคาแล้ว ยังประสบปัญหาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำท่วม ภัยแล้ง และแมลงศัตรูพืช ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการชดเชยเยียวยาให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติจำนวนมากเป็นประจำทุกปี การประกันภัยการเกษตร จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดผล กระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบเร่งด่วน และเป็นนโยบายสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการดำเนินงานโครงการของรัฐบาลในการประกันภัยข้าวนาปีมาตั้งแต่ปี 2554 และกำหนดเป็นวาระสำคัญในแผนปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่ปี 2559 รวมถึง มีการประกันภัยข้าวโพด
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้วางแนวทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดันและขับเคลื่อนบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยประกาศเขตเหมาะสมต่อการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมง รวม 20 สินค้า (พืช 13 ชนิด และ ปศุสัตว์ 5 ชนิด และประมง 2 ชนิด) แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความเหลื่อมล้ำ มาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะว่า ยังขาดการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิตของเขตเกษตรเศรษฐกิจขาดมาตรการจูงใจของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ สศก. ศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ โดย สศก. ได้เสนอโครงการศึ
วันนี้ (24 มีนาคม 2564) ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 42 ปี วันคล้ายสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ว่า รอบปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรไทย ได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤตภัยธรรมชาติ รวมไปถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งพวกเราทุกคน ได้ร่วมมือกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และสามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ด้วยดี โดยปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน ที่มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายสำคัญ 15 ด้าน โดยขับเคลื่อนการทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในรูปแบบ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 โดยใช้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ร่วมกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับเกษตรกร ยุทธศาสตร์ “3’s” Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่ได้คุณภาพ มาต
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินเพื่อดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2564 จำนวน 8,807.54 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เบื้องต้นได้จัดสรรให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว 4,613.04 ล้านบาท โดยเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน และเป็นพื้นที่ให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปี สำหรับการจ่ายเงินชดเชย กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2564 มีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เช่นเดียวกับกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2562 – 2563 โดยเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยตามพื้นที่ปลูกจริง ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยทุกวันที่ 15 ของเดือน อย่างไรก็ตาม รอบในการจ่ายเงินวันที่ 15 มีนาคม 2564 ได้มีการพิจารณาราคาอ้างอิงผลปาล์มน้ำมัน (อัตราน้ำมัน 18%) ที่กิโลกรัมละ 6.25 บาท ซึ่งยังคงสูงกว่าราคาเป้าหมายที่กิโลกรัมละ 4 บาท จึงยังไม่มี
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามภารกิจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของ สศก. คือ เป็นหน่วยงานศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยมีศูนย์สารสนเทศการเกษตร ดำเนินการจัดทำข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเกษตร ในรูปของสื่อต่างๆ สำหรับการให้บริการข้อมูลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆ และประชาชน นั้น สศก. ได้เปิดให้บริการผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้บริการข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ได้โดยตรงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาขอรับบริการที่ สศก. ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลที่ให้บริการครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตของพืช ปศุสัตว์ และประมง ประกอบด้วย ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ตลอดจนปริมาณการผลิตปศุสัตว์และประมง ข้อมูลด้านการตลาด ทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ร่วมประชุมออนไลน์ United Nation Framework Convention on Climate Change Dialogues หรือ UNFCCC Climate Change Dialogues ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานของรัฐภาคีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเด็นต่างๆ รวมถึงประเด็นด้านการเกษตร โดยการประชุมดังกล่าว มีการแลกเปลี่ยนประเด็นด้านการเกษตร 2 ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกประเทศทั่วโลกเผชิญอยู่ ได้แก่ ประเด็นการปรับปรุงระบบการจัดการด้านปศุสัตว์และระบบการผลิตหญ้าอาหารสัตว์ และประเด็นมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางอาหารของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร จากการรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) คาดการณ์ว่า การบริโภคโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ทั่วโลก จะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เป็นร้อยละ 50 ในปี 2593 ซึ่งปัจจุบัน ภาคปศุสัตว์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง ดังนั้น หลายประเ
นางติณณา คัญใหญ่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2564 ซึ่ง สศก. โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก พิจารณาวิเคราะห์ผลพยากรณ์ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู สำหรับผลพยากรณ์ ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 27 พฤศจิกายน 2563) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 743,352 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 715,946 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,406 ไร่ หรือร้อยละ 3.83) โดยเนื้อที่ยืนต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.82 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงร้อยละ 11.06 , 2.96 และ 0.24 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนทดแทนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 640,151 ไร่ เพิ่มข
