สศก.
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลไม้ผลรวม 14 จังหวัดภาคใต้ ปี 2563 (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ซึ่ง สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ข้อมูลไม้ผล ปี 2563 ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ 26 พฤษภาคม 2563) พบว่า ผลผลิตรวมของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นจาก ปี 2562 ประมาณร้อยละ 5.93 ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนสิงหาคม 2563 สำหรับสถานการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด พบว่า เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 887,852 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 844,042 ไร่ (เพิ่มขึ้น 43,810 ไร่ หรือร้อยละ 5.19) โดยทุเรียนและมังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.80, 1.57 ตามลำดับ เนื่องจากทุเรียนและมังคุดที่ปลูกทดแทนเงาะ ลองกอง และยางพาราเริ่มให้ผล ส่วนเงาะและลองกอง ลดลงร้อยละ 5.27, 5.65 ตามลำดับ เนื่องจากส่วนมากมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกทุเรียน ด้านผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 844,003 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 796,751 ตัน (เพิ่มขึ้น 47,252 ตัน) คาดว่า ทุเรียน มีจำนว
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร่วมเป็นวิทยากรสัมมนาเรื่อง “เกษตรกรรมกับการเปลี่ยน ปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดรูปแบบผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Zoom ในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 โดยมีวิทยากรจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดร้อยเอ็ด โอกาสนี้ รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะรองประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร และประธานคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล ได้บรรยายถึงนโยบายและการดำเนินงานด้าน Climate Change ในภาคเกษตรของไทย เริ่มจากกลไกการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 (ฉบับปัจจุบัน) ที่ประกอบ
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ครั้งที่ 3/2563 (ข้อมูล ณ 2 มิถุนายน 2563) โดย สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ พบว่า ลำไยของแหล่งผลิตหลัก 8 จังหวัดภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง ตาก แพร่ น่าน) มีผลผลิตรวม จำนวน 635,394 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 620,379 ตัน (เพิ่มขึ้น 15,015 ตัน หรือร้อยละ 2.42) โดยคาดว่าผลผลิตในฤดูจะออกสู่ตลาดประมาณช่วงปลายเดือนมิถุนายน – กันยายน 2563 และจะออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ประมาณ 225,127 ตัน หากจำแนกลำไยในฤดูและ นอกฤดูพบว่า ผลผลิตลำไยในฤดู มีจำนวน 386,065 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 331,335 ตัน (เพิ่มขึ้น 54,730 ตัน หรือร้อยละ 16.52) เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หนาวเย็นต่อเนื่อง ส่งผลให้ลำไยมีการติดดอกออกผลมาก โดยราคาลำไยที่เกษตรกรขายได้ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 63 ตลาดเชียงใหม่และลำพูน แบ่งเป็นตามเกรด ดังนี้ ลำไยสดช่อ เกรด AA กิโลกรัมละ 33 บาท, เกรด A กิโลกรัมละ 28 บาท, เกรด B กิโลกรัมละ 17 บาท เกร
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ครัวเรือนเกษตรของไทย ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนที่ทำการเกษตรขนาดเล็ก รายได้ทางการเกษตรไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ในครัวเรือน สมาชิกในครัวเรือนและหัวหน้าครัวเรือนจำเป็นต้องหารายได้นอกภาคเกษตร เช่น เป็นแรงงานรับจ้างทั้งในและต่างประเทศ ค้าขาย และประกอบธุรกิจอื่นๆ ซึ่งครัวเรือนเกษตรจะมีรายได้นอกภาคเกษตรประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนนั้น ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยแรงงานในเมืองและต่างประเทศได้โยกย้ายกลับภูมิลำเนาจึงมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ประกอบกับภาวะการเงินที่มีความตึงตัวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อไม่มีรายได้นอกการเกษตรมาช่วยในการชำระหนี้ที่มีมากโดยเฉลี่ย 221,490 บาท/ครัวเรือน จึงส่งผลให้การเงินมีความตึงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากการประกาศของรัฐบาลให้ทุกหน่วยงานพิจารณามาตรการเหลื่อมเวลาทำงานและการทำงานที่บ้าน และประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ เคอร์ฟิว ทำให้การซื้อขายในตลาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุป
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินการโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการ โดย สศก. ได้ติดตามโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกระบี่ พบว่า การก่อสร้างฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) กั้นคลองบางเตา ในพื้นที่บ้านใสน้ำจม หมู่ที่ 5 ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560 ขนาดปริมาณกักเก็บน้ำ 343 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 300 ไร่ จากการสำรวจในพื้นที่ พบว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝนในการทำเกษตร เกษตรกรประกอบอาชีพปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา เป็นหลัก ไม่มีรายได้เสริมจากการปลูกพืชชนิดอื่น เมื่อมีการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในรูปแบบฝาย ค.ส.ล. ที่สามารถชะลอน้ำและกักเก็บน้ำในคลองให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับปลูกพืชอายุสั้นที่ได้ผลตอบแทนเร็ว ประเภทพืชผัก ปลูกแซมในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน/ยางพารา โดยเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากฝาย มีการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมดูแลรักษา วางแผนการผลิต และการตลาด มีการรวมกันจำหน่ายผลผลิตโดยจะมีต
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ถั่วลิสงเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้และอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรตามนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ทดแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โดยถั่วลิสงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ ซึ่งต้นถั่วและเปลือกยังช่วยปรับสภาพดินทำให้ดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ ถั่วลิสงยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งผลสดและแปรรูป โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับแหล่งเพาะปลูกถั่วลิสงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกถั่วลิสง โดยในฤดูการผลิตปี 2562/63 (ถั่วหลังนา) มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้งหมด 435 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกทั้งหมด 887 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอกุดจับ ซึ่งมีพื้นที่ 736 ไร่ หรือร้อยละ 83 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด ผลผลิตเฉลี
ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการ โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่นายทะเบียน รวบรวมและจัดทำระบบคัดกรองที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 กลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกร ไม่เกิน 10 ล้านราย ซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกับการได้รับความช่วยเหลือภายใต้โครงการเราไม่ทิ้งกัน และหลักเกณฑ์อื่นๆ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด รวมวงเงินของโครงการฯ ไม่เกิน 150,000 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ไม่เกิน 150,000 ล้านบาท นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก. ในฐานะนายทะเบียน กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงบประมาณ ได้โอนงบประมาณให้ สศก. เรียบร้อยแล้ว จำนวน 150,000 ล้านบาท โดย สศก. ดำเนินการจ่ายเช็คให้ ธ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรคใบด่างมันสำปะหลัง พบว่า ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2563 มีพื้นที่ระบาด จำนวน 76,221 ไร่ ใน 17 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยได้ทำลายแล้ว ด้วยวิธีฝังกลบและราดสารกำจัดวัชพืช การใส่ถุง/กระสอบและตากแดด หรือวิธีบดสับและตากแดดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคฯ จำนวน 47,470 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่ระบาดทั้งหมด คงเหลือพื้นที่ระบาด จำนวน 28,751 ไร่ ใน 11 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ลพบุรี สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจ ติดตามพื้นที่ระบาดของโรค และดำเนินการกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบในอัตราชดเชยไร่ละ 3,0
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อเศรษฐกิจโลก การดำรงชีวิต รวมถึงความเชื่อมั่นในเรื่องของสินค้าบริโภค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าและการบริหารสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้เพิ่มช่องทางการนำสินค้าเกษตรสู่ตลาด Online ให้มากขึ้น และเตรียมความพร้อมรองรับแรงงานคืนถิ่นสู่ภาคเกษตร (Labor migration) ซึ่งล่าสุด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) ได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชนเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าในประเทศ โดยจากการคาดการณ์ Supply Chain สถานการณ์ผลผลิตการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า สินค้าเกษตรที่สำคัญ ในปี 2563 อาทิ ข้าว สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง มะพร้าว และอ้อยโรงงาน จะมีกำลังการผลิตเพียงพอ ไม่ขาดแคลนสินค้า โดยเฉพาะไข่ไก่ ซึ่งไทยสามารถผลิตไข่ไก่ได้วันละ 41 ล้านฟอง ขณะที่การบริโภคใน
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก) กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เน้นย้ำการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร และแรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 พร้อมได้เปิดเผยถึงแนวทางมาตรการการเยียวยาแรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 หลังจากตนเองได้ลงพื้นพร้อมผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ 11 และคณะ ณ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีษะเกษ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 เพื่อหารือกับ ปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ เตรียมทางรอดรองรับแรงงานคืนถิ่นจากกรุงเทพฯ ที่ตกงานจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึง แรงงานไทยที่กลับมาจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี และจีน เป็นต้น โดย สศก. เตรียมเสนอ โครงการ “แรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดินเกษตรไทยด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อเป็นอาชีพทางรอดสำหรับการเยียวยา เน้นการทำการเกษตรผสมผสานแบบพอเพียง เพื่อให้สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายใน 7-10 วัน เป็นทางรอด แ
