สศก.
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กล้วยหอมทองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และตลาดต่างประเทศ มีความต้องการสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทอง และร่วมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้แทนเกษตรกร) ในการจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 3,041 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอพนม มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 16,900 บาท ต่อไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 8-10 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,600 กิโลกรัม ต่อไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 28,100 บาท ต่อไร่ (ณ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 12.50 บาท ต่อกิโลกรัม) ด้านการจำหน่ายผลผลิต สหกรณ
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 44,642 ไร่ (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2563) และพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย มีความทนทานต่อภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) เพื่อศึกษาสินค้าเกษตรที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า ไผ่รวกและมะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่เหมาะสมต่อการปลูกในสภาพพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ใช้น้ำน้อย มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้ง ตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิด มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้ ไผ่รวก มีพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 18,983 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 16,010 ไร่ ผลผลิตรวม 14,
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่านโยบายสำคัญที่รัฐบาลปัจจุบัน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตร คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร โดยผ่านการบูรณาการการทำงานในรูปคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ซึ่งมีที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นประธานกรรมการ และ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการการ โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรของประเทศ และสนับสนุนให้มีการนำนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรของประเทศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานของคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ 1. คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตรอุตสาหกรรม 2. คณะ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่ทางการเกษตร จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่ปี 2557 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และถ่ายทอดความรู้ด้านทำเกษตรปลอดการเผาให้กับเกษตรกรแล้ว จำนวน 15,750 ราย เพื่อสร้างวิทยากรถ่ายทอดความรู้รวมทั้งสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบ 166 ชุมชน รวม 26 จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 10 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก อุตรดิตถ์) และพื้นที่ภาคอื่นๆ ที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรค่อนข้างมาก 16 จั
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร (Policy Partnership on Food Security : PPFS) ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือ เอเปค ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อหลัก คือ “การใช้ประโยชน์สูงสุดจากศักยภาพมนุษย์ เพื่ออนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกัน” ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบริบทของการค้าและการลงทุน การมีส่วน ร่วมที่ครอบคลุมในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน โอกาสเดียวกันนี้ สศก. ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1. กรอบการจัดทำแผนพัฒนาระบบ โลจิสติกส์การเกษตร ปี 2563 – 2565 เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร โดยให้ความสำคัญกับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถส่งสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภคได้โดยตรง 2. การดำเนินการของคณะอนุกรรมการด้าน
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2563 ในพื้นที่ จังหวัดน่าน แพร่ และพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ พบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนธันวาคม 2562) คาดว่ามี 1.204 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 1.270 ล้านไร่ (ลดลงร้อยละ 5) ด้านผลผลิตคาดว่ามี 0.763 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 0.886 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 14) เนื่องจากปีนี้ ประสบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และผลกระทบจากภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายบางส่วน สำหรับ ปี 2563 คาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ ความชื้นไม่เกิน 14.5% จะใกล้เคียงกับปี 2562 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ประกอบกับภาครัฐได้ดำเนินมาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ในอัตรา 1 : 3 เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประ
นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดการสัมมนาการจัดทำระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ปี 2563 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ว่า การสัมมนาครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญที่ทั้ง 10 กระทรวง ได้มาร่วมเพิ่มพูนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายในการจัดทำ Big Data ตามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นนโยบายขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามข้อสั่งการของรัฐบาลที่ให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อให้บริการกับทุกภาคส่วน โดยดำเนินการผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ที่มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และได้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรใ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ที่ได้แพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และยังขยายการระบาดไปยังประเทศต่างๆ นั้น ได้ส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนลดลง โดยเฉพาะผัก และ ผลไม้ อาทิ กล้วยหอม ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ และหากสถานการณ์การระบาดเพิ่มระดับความรุนแรงและยาวนาน อาจยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นต่อการส่งออก เนื่องจากไทยมีการส่ง ผลไม้ไปจีนมากถึง ร้อยละ 80 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนและรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตร ตามนโยบายเกษตร/อาหารไทยยืนหนึ่ง (Eat Thai First) รวมทั้งส่งเสริมการใช้กล้วยไม้ในประเทศซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำในช่วงสถานการณ์ระบาดไวรัสโคโรนาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยร่วมกันด้วยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน สนับสนุนผัก ผลไม้ไทย บริการตามสถานที่ต่างๆ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งการประชุมดังกล่าว มีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ การส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงเพื่อสร้างรายได้ (Cash Crop) เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กล้วยหอมทอง กาแฟ โกโก้ อินทผลัม กุ้ง และถั่วลิสง เป็นต้น ในการนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซ
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มที่รุนแรง และแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้แปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จังหวัดชัยนาท พื้นที่ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมงและตำบลห้วยกรดพัฒนา อำเภอสรรคบุรี ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช ตำบลหนองหญ้าไซ อำเภอหนองหญ้าไซ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบว่า พืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงมีการเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำปริมาณมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าว
