สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุดมการศึกษาฯ (อว.) ซึ่งมีบทบาทด้านการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากประสบการณ์และภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งเป็นฐานรากที่มั่นคงในการเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จึงให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยจากภูมิปัญญาไทยมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รื้อฟื้นการผลิตกระจกเกรียบและกระจกจืนแบบโบราณ เพื่องานบูรณะและอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุของไทย สนองพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “งานหุงกระจกเกรียบ” ศิลปะงานช่างสิบหมู่โบราณ “กระจกเกรียบ” ถือเป็นกระจกโบราณ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของงานช่างสิบหมู่โบราณในงานประดับกระจกสี งานประดับกระจกมีความเจริญรุ่งเรืองนับตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 3 ซึ่งพระองค์ท่านทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ปรับปรุงฝาผนังด้านนอกจากที่เคยเป็นลายทองรดน้ำพื้นสีแดง เปลี่ยนเป็นลายปั้นปิดทองประดับกระจก ด้วยลวดลายอันละเอียดสวยงามแล้ว นอกจากนี้ ยังนิยมใช้กระจกเกรียบประดับตกแ
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี 2564 พร้อมเปิดเผยเส้นทางความสำเร็จในงานวิจัยที่ช่วยลดปัญหาของประเทศ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในโอกาสเปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม by NRCT ซึ่งจัดขึ้นที่ วช. ว่า รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ เป็นรางวัลที่มอบให้นักวิจัยสัญชาติไทย และอุทิศตนให้แก่การวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างต่อเนื่อง มีผลงานวิจัยดีเด่นที่แสดงถึงความคิดริเริ่ม ทำสะสมกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยวันนี้ วช. ได้เชิญ ศาสตราจารย์ ดร.เกศรา ณ บางช้าง นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 ที่มีความเชี่ยวชาญสูงทางวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช และได้อุทิศตนในงานวิจัยด้านมาลาเรียและมะเร็งท่อน้ำดี มาพูดคุยสื่อสารเรื่องราวงานวิจัยผ่านสื่อมวลชน เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักรู้ถึงผลสำเร็จในงานวิจัยที่ครอบคลุมอย่างหลากหลาย ก่อนหน้านี้ วช. ได้เปิดตัว 2 นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตมะยงชิดเชิงพาณิชย์ นำชมสวนมะยงชิดตัวอย่างในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดการองค์ความรู้ตั้งแต่การเตรียมปลูก การกำจัดแมลงและศัตรูพืช จัดการระบบหลังเก็บเกี่ยว แปรรูปสร้างเอกลักษณ์ให้ดึงดูดใจ พร้อมจัดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อการตลาดและส่งออก แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และคณะ ได้แก่ ดร.นุชนาถ ภักดี และ นายพุทธพงษ์ สร้อยเพชรเกษม ร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะยงชิดเชิงพาณิชย์แก่เกษตรกรและผู้สนใจ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 ณ สวนใจใหญ่ ตำบลชัยชุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวได้จากโครงการการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมะปรางเชิงพาณิชย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำหรับองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตมะยงชิดเชิงพาณิชย์นั้น คร
นักวิจัยทุนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โชว์เทคนิคการปลูกและดูแลรักษาองุ่นไชน์มัสแคท ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ณ สวนองุ่นไชน์มัสแคท ที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก หลังจากสะสมความรู้เกี่ยวกับการผลิตและการจัดการเก็บเกี่ยวองุ่นราคาแพงจากทั้งสวนองุ่นในญี่ปุ่นและสวนองุ่นในไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และหัวหน้าโครงการการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตองุ่นไชน์มัสแคทเชิงพาณิชย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สาธิตการปลูกองุ่นไชน์มัสแคทระหว่างการอบรมการปลูกและการดูแลรักษาองุ่นไชน์มัสแคทพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 ณ ไร่ฟาร์มอดุลย์ ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ พร้อมคณะ ได้สะสมความรู้เกี่ยวกับการผลิตและการจัดการเก็บเกี่ยวองุ่นไชน์มัสแคท ทั้งจากญี่ปุ่นแล
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนงานวิจัยจัดการภัยแล้ง ผันน้ำตามความต้องการเกษตรไม่ปล่อยน้ำเกินจำเป็น คาดการณ์ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ควบคู่กับข้อมูลจากวัดความชื้นในดินของพื้นที่เกษตรกร และระดับน้ำของแม่น้ำต่างๆ พร้อมระบบควบคุมการปล่อยน้ำแบบเรียลไทม์ได้ทันสถานการณ์ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง ศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับทุนวิจัยจาก วช. ทำวิจัยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งเป็นงานวิจัยที่จะช่วยการบริหารจัดการน้ำและการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้แก่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงเป็นโครงการชลประทานรับน้ำนองจากแม่น้ำปิงเข้าพื้นที่เพาะปลูกในเขต จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก และ จ.กำแพงเพชร ใช้ระบบส่งน้ำโดยคลองธรรมชาติ มีอาคารบังคับน้ำและอาคารอัดน้ำตามคลองธรรมชาติ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานร
สองหน่วยงานสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผนึกกำลัง เปิด 2 เวที ประลองความสามารถเยาวชนในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และการเขียนโปรแกรม พร้อมชู 2 อดีตเยาวชนที่เคยผ่านการแข่งขันทั้งสองเวที ซึ่งเติบโตเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่และโปรแกรมเมอร์ดาวรุ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวความร่วมมือในการเปิดเวที “การประกวดผลงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1” เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ณ โถงอาคาร สวทช. (โยธี) ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันครั้งแรกของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเปิดเวทีการประกวดเยาวชนคนเก่ง สำหรับการประกวดผลงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ประกอบด้วยโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition : YSC) และโครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (The
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขาสูงชัน ประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมด มีที่ราบเชิงเขาประมาณ 20% และที่ราบลุ่มประมาณ 10% จากลักษณะภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงชัน ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ส่งผลทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกลายเป็นหุบเขาแห่งข้าวโพด (corn volley) จากข้อมูลการใช้ที่ดินทางเกษตรกรรม พบว่า มีพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากถึง 107,006 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่, 2560) ซึ่งทำให้เกิดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ต้นข้าวโพดแห้ง ตอซังข้าวโพดแห้ง และเปลือกข้าวโพดแห้ง ซึ่งสามารถไถกลบเป็นอินทรียวัตถุคืนธาตุอาหารสู่ดิน หรือนำมาใช้เพื่อเป็นอาหารสัตว์ แต่ในความเบ็นจริงกลับพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในเขตไร่หมุนเวียน เพราะเป็นวิธีการทำเกษตรที่มีต้นทุนต่ำ ทำได้ง่าย สะดวก และประหยัด เชื่อว่าการเผาตอซังช่วยทำลายโรคและแมลงในแปลงได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี ทั้งนี้ จากสถิติจุดที่ตรวจพบ ความร
ศาสตราจารย์ ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รายงานผลการติดตามการใส่หน้ากากอนามัยโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่ามีแนวโน้มน่าเป็นห่วง เพราะในช่วง 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ใส่หน้ากากอนามัยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ที่ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่ไม่ถูกต้องรวมกันสูงถึง 3.97% ถึงแม้ว่าตัวเลขการใส่หน้ากากอนามัยโดยรวมยังสูงอยู่ที่ 96% แต่ทั้งเดือนที่ผ่านมา มีข้อมูลชัดเจนว่าประชาชนมีความระมัดระวังน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และช่วงวันหยุดยาว มีคนออกมาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นจำนวนมาก โดยใส่หน้ากากอนามัยน้อยลง ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการแพร่ระบาด จึงอยากขอความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อให้มากขึ้น ระบบปัญญาประดิษฐ์ เอไอมาสต์ นี้ ได้เพิ่มพื้นที่ในการเฝ้าระวังการใส่หน้ากากอนามัยมาเป็น 31 จุด ครอบคลุม 30 เขต ทั่วกรุงเทพฯ โดย พบว่า เขตยานนาวา มีประชาชนผู้สัญจรที่ไม่ใส่หน้ากากหรือใส่ไม่ถูกต้องมากที่สุดถึง 19.32% หรือสูงถึง 1 ใน 5 คน โดยถัด
ในช่วงวิกฤติที่ทั่วโลกกำลังรับมือการระบาดของโควิด-19 ทั้งหน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคขั้นพื้นฐานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนและไม่สามารถซื้อหาได้ จึงกลายเป็นโจทย์ให้บุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ สถาปนิก วิศวกร จากภาครัฐและเอกชน มารวมพลังกันสร้างนวัตกรรมเป็นชุดป้องกันเชื้อโรคที่เปรียบเสมือนชุดเกราะสำหรับสู้รบกับโรคระบาด อีกทั้งยังสามารถซักล้างทำความสะอาดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ชุดหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะพร้อมชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (PAPR) เป็นผลงานที่สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai SUBCON) ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมี อ.นพ.เข็มชาติ หวังทวีทรัพย์ จากภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมชุดหน้ากากดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ของอาสาสมัครจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมตัวเป็นกลุ่ม ThaiMIC กลุ่มสหศาสตร์นวัตกรรมเพื่อโควิด-19 เช่น แพทย์ สถาปนิก วิศวกร และนักเทคนิคการแพทย์ และเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากาก N95
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ติดตามด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยเพื่อศึกษาเส้นทางอพยพระหว่างประเทศ หลังพบนกเหยี่ยวชื่อ “นาก” ที่เกิดใน อ.ปากพลี จ.นครนายก อพยพผ่านเส้นทางเมียนมาร์ บังคลาเทศ และไปอาศัยอยู่ที่อินเดีย ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว หน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์การอนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สาธิตเทคนิคการติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทย และเทคนิคการติดตามเหยี่ยวดำไทยระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพ ณ สถาบันเกษตรอินทรีย์อาชีพแบบพอเพียง ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 การติดอุปกรณ์ติดตามด้วยดาวเทียมบนตัวเหยี่ยวดำไทยหรือเหยี่ยวดำชนิดย่อยประจำถิ่นในประเทศไทย เพื่อศึกษาเส้นทางอพยพเพิ่มเติมหลังจากนักวิจัยพบว่า เหยี่ยวดำเพศผู้ชื่อ
