สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสินค้าทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรที่ทำนาและประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษ และบริหารจัดการน้ำอย่างประหยัด ทำให้ลดต้นทุนการผลิต สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากตัวอย่างของ นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) นับเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่มีความมุ่งมั่นทำเกษตรปลอดสารพิษจนประสบผลสำเร็จได้รับมาตรฐาน GAP และพัฒนาที่พักอาศัยของตนเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.พักทัน ศูนย์ข้าวชุมชนต้นกล้าพักทัน วิสาหกิจชุมชนต้นกล้าพักทัน และแปลงใหญ่ข้าวตำบลพักทัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 ครัวเรือน จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) โดยสัมภาษณ์ นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ตำบลพักทัน อำเภอบางร
นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตแพะเนื้อภาคตะวันตก ปี 2563 ในเขตพื้นที่ 7 จังหวัด (กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งพบว่า ภาคตะวันตกเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม อากาศโปร่ง ความชื้นต่ำ และเป็นสินค้าทางเลือกสำคัญที่มีอนาคตในภูมิภาค ปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะเนื้อ (ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์) จำนวน 148,528 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 134,811 ตัว (เพิ่มขึ้น 13,717 ตัว หรือร้อยละ 10) ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ส่งออกมากถึงร้อยละ 85 ส่วนร้อยละ 10 ส่งออกประเทศเวียดนาม และอีกร้อยละ 5 จำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่การบริโภคเนื้อแพะนิยมในกลุ่มชาวมุสลิม ทำให้ตลาดมาเลเซียมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลี้ยงแพะเนื้อในประเทศมาเลเซียทำได้ยาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้น ส่งผลให้แพะสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย และโตช้า ผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราช
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากที่ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ สศก. ในฐานะนายทะเบียน ดำเนินการรวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 ซึ่ง สศก. ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วรวม 7.59 ล้านราย ล่าสุด ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15-31 พฤษภาคม 63 จำนวน 7,103,721 ราย รวมเงิน 35,518 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 พฤษภาคม ธ.ก.ส. จะเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายน สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการขึ้นทะเบียน จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายใน 15 ส.ค. 2563 โดยเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนโครงการช่วยเหลือเยียวยา แต่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา สามารถดำเนินการอุทธรณ์ได้แล้วจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ส่วนเกษตรกรชุดสุดท้ายสามารถอุทธรณ์ได้จนถึง 15 ส.ค. 2563 จากการติดตามผ่านห
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสำรวจข้อมูลเอกภาพของไม้ผลตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) ปี 2563 (ข้อมูล ณ 26 มีนาคม 2563) โดย สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม จำนวน 995,501ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 886,959 ตัน (เพิ่มขึ้น 108,542 ตัน หรือร้อยละ12) โดย ทุเรียน ให้ผลผลิต 550,035 ตัน เงาะ 210,637 ตัน มังคุด 212,345 ตันและลองกอง 22,484 ตัน ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 สำหรับสถานการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด พบว่า ทุเรียน เงาะ มังคุด ออกดอกแล้วร้อยละ100 ส่วนลองกองออกดอกร้อยละ 60 ในขณะที่ มังคุด ผลผลิตเพิ่มมากที่สุดร้อยละ 18ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะเติบโต ผลผลิตรุ่นแรกเก็บได้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 และจะออกชุกช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2563 รองลงมาได้แก่ ทุเรียน ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอ
หัวไชเท้า หรือ ผักกาดหัว เป็นพืชผักยอดนิยมชนิดหนึ่ง เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เพราะสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู แถมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร และปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร หัวไชเท้าจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่น่าสนใจที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ตลอดทั้งปี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท. 4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ปัจจุบัน หัวไชเท้า เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านแฮด และอำเภอบ้านไผ่ หัวไชเท้าเป็นพืชอายุสั้น มีอายุเก็บเกี่ยว 30 วัน ให้ผลตอบแทนดี โดยมีต้นทุนการผลิต ไร่ละ 13,428 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 1.78 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลผลิต 7,500 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 4.18 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2.4 บาท/กิโลกรัม หรือ 18,000 บาท/ไร่ ทีเดียว อำเภอบ้านแฮด มีพื้นที่ปลูกหัวไชเท้า รวม 211 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหัวไชเท้า รวม 97 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกผักกาดหัวหนองโง้ง ตำบลบ้านแฮด พื้นที่ 103
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับ Ms. Ingrid van Wees รองประธานจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมถึงมองหาโอกาสในการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ADB ในอนาคต ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวฉบับใหม่ของ ADB (Strategy 2030) ซึ่งให้ความสำคัญในการดำเนินงาน 7 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การขจัดความยากจนและลดความไม่เท่าเทียม (2) การเร่งความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศ (3) การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการรับมือภัยพิบัติ และเสริมสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (4) การทำให้เมืองน่าอยู่ (5) การส่งเสริมการพัฒนาชนบทและความมั่นคงอาหาร (6) การเสริมสร้างการกำกับดูแลและขีดความสามารถของสถาบัน และ (7) การส่งเสริมความร่วมมือและการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงหารือเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรการสร้างควา
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อเศรษฐกิจโลก การดำรงชีวิต รวมถึงความเชื่อมั่นในเรื่องของสินค้าบริโภค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าและการบริหารสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้เพิ่มช่องทางการนำสินค้าเกษตรสู่ตลาด Online ให้มากขึ้น และเตรียมความพร้อมรองรับแรงงานคืนถิ่นสู่ภาคเกษตร (Labor migration) ซึ่งล่าสุด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) ได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชนเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าในประเทศ โดยจากการคาดการณ์ Supply Chain สถานการณ์ผลผลิตการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า สินค้าเกษตรที่สำคัญ ในปี 2563 อาทิ ข้าว สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง มะพร้าว และอ้อยโรงงาน จะมีกำลังการผลิตเพียงพอ ไม่ขาดแคลนสินค้า โดยเฉพาะไข่ไก่ ซึ่งไทยสามารถผลิตไข่ไก่ได้วันละ 41 ล้านฟอง ขณะที่การบริโภคใน
ตลาดผลไม้หลักของไทยที่ส่งไปตลาดจีนมีปริมาณมากถึง 80% ของผลผลิต ไทย-จีน แต่มีข้อตกลงปฏิบัติร่วมกัน ตั้งแต่ ปี 2544 ในการส่งผลไม้ 5 ชนิด คือ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด คือ สวนเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และโรงคัดบรรจุผู้ส่งออกต้องผ่านมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ผลผลิตของไทยได้มาตรฐานสากล ซึ่งเพิ่งมีการตื่นตัวเมื่อปี 2561 และปี 2562 เพิ่มระเบียบใหม่ ให้ผู้ส่งออกต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศุลกากรจีน DOA (Department Of Agriculture :DOA) ทำให้มีการตื่นตัวกันมากขึ้น คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร ได้พยายามเร่งรัดตรวจและรับรองมาตรฐาน GAP และ GMP ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นมา แต่จำนวนผู้ขอ GAP มีจำนวนมากกว่า 30,000 แปลง และโรงคัดบรรจุ 600 แห่ง เป้าหมายต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2563 เพื่อให้ทันฤดูกาลลำไย ทุเรียน มังคุด ที่ทำรายได้ปีละกว่าแสนล้านบาท เร่งสวนทำ GAP-ล้งท
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2563 ในพื้นที่ จังหวัดน่าน แพร่ และพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ พบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนธันวาคม 2562) คาดว่ามี 1.204 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 1.270 ล้านไร่ (ลดลงร้อยละ 5) ด้านผลผลิตคาดว่ามี 0.763 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 0.886 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 14) เนื่องจากปีนี้ ประสบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และผลกระทบจากภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายบางส่วน สำหรับ ปี 2563 คาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ ความชื้นไม่เกิน 14.5% จะใกล้เคียงกับปี 2562 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ประกอบกับภาครัฐได้ดำเนินมาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ในอัตรา 1 : 3 เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกร เพื่อสะท้อนถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และใช้เป็นตัวชี้วัดของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.29 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.94 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นและมีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ได้แก่ ด้านสุขอนามัย มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 98.17 และด้านสังคม มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.98 สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 75.27 ด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 67.18 ส่วนด้านการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.22 เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง อยู่ที่ระ
