สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร พร้อมกล่าวในพิธีการลงนาม ถึงความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กับทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ลงนามโดย นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามโดย นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ลงนามโดย นางสาวธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) หรือ สวข. ซึ่งที่ผ่านมา ทั้ง 4 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งการดำเนินงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านข้อมูลเกษตรกรรมของประเทศไทย เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลภาคเกษตรให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกมิติ สามารถนำไปวิเคราะห์ และใช้ประโยชน์ข้อมูลสำหรับบริการแก่เกษตรกร หน่วยงา
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ปีงบประมาณ 2564 ซึ่งมีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักดำเนินการ วัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการทำเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยดำเนินการถ่ายทอดความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการน้ำ จัดการฟาร์ม การทำบัญชีครัวเรือน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทั้งพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง จากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการดำเนินงานมีการประเมินศักยภาพเกษตรกรและจัดกลุ่มเกษตรกร โดยพิจารณาจากข้อมูลแหล่งน้ำ ที่ดิน แรงงาน และพฤติกรรมของเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ แบ่งกลุ่มเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม A คือ เกษตรกรที่สามารถพัฒนาตนเองสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 และสามารถเป็นต้นแบบได้ กลุ่ม B คือ เกษตรกรที่มีแนวโน้มจะประสบผลสำเร็จในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 และเป็นเกษตรกรที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถเป็นเก
วันนี้ ( 29 ก.ย.64) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นร่วมกัน ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) และหน่วยงานภาคีภาครัฐและเอกชน รวม 9 หน่วยงาน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภาคการเกษตรบางภาคของไทย เกษตรกรยังเผชิญกับปัญหาหลายประการ ทั้งการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ขาดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงปัญหาการค้าระหว่างประเทศ จากการเจรจาการเปิดการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทวิภาคี พหุภาคี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงปัญหาและวิกฤติเศรษฐกิจที่เกษตรกรประสบอยู่ จึงได้ดำเนินการแก้ปัญหาภาคเกษตรในหลายมิติ อาทิ สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกการใช้เทคโนโล
“ไผ่เลี้ยงทะวาย” หรือ “ไผ่สะดิ้ง” ซึ่งเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเลย โดยไผ่เลี้ยงที่นิยมปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่ายในปัจจุบันมี 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปกติ และพันธุ์ทะวาย โดยพันธุ์ปกติ จะออกหน่อในฤดูฝน ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ส่วนพันธุ์ทะวายหรือที่ชาวบ้านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าไผ่สะดิ้ง จะสามารถออกหน่อได้ตลอดทั้งปี สำหรับไผ่พันธุ์ทะวาย เป็นพืชที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ตลาดมีความต้องการมาก สามารถขายได้ทั้งในรูปหน่อสดและนำมาแปรรูป เช่น หน่อไม้ดองทั้งหน่อ หรือดองในรูปหน่อไม้สับ นอกจากนี้ การปลูกไผ่เลี้ยงทะวายจะไม่มีการใช้สารเคมี เพราะจะทำให้หน่อไม้ตาย ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมี “ภูกระดึง” ปลูกไผ่สะดิ้งจำนวนมาก จังหวัดเลย มีสภาพภูมิประเทศและอากาศที่เหมาะสม น้ำไม่ท่วมขังเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนที่สูงและสามารถเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ จึงเหมาะสมกับการปลูกไผ่ โดยเกษตรกรนิยมปลูก มากที่อำเภอภูกระดึง มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 1,267 ไร่ คุณช่วย บุตรดาเวียง เกษตรกรเจ้าของแปลงเรียนรู้ต้นแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ของสำนักงานเกษตร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงระบาดในไทยและหลายประเทศทั่วโลก ประกอบกับไทย ยังมีอัตราผู้ติดเชื้อในประเทศสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายต่างเกิดความกังวลนั้น ในส่วนของสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ทาง ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้มงวดในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อของสินค้าเกษตรในทุกกระบวนการให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการกำชับและคุมเข้ม ครอบคลุมในทุกมาตรการ ตั้งแต่มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันสำหรับเกษตรกรในการดูแลตนเอง การทำความสะอาดพื้นที่และสวนเกษตร มาตรการสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร มีการเฝ้าระวัง ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางจากสวน จนถึงระบบขนส่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร ติดตามกำกับดูแลที่โรงคัด
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นความสำคัญของการเลี้ยงแพะ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์แพะปี 2560 – 2564 ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภค การตลาดและการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากแพะ รวมถึงส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงแพะ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดต้นทุน สถานการณ์การผลิตแพะเนื้อจังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ปี 2564 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ณ 13 สิงหาคม 2564) มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ 785 ราย แพะเนื้อ 16,713 ตัว มีการเลี้ยงกระจายในหลายอำเภอ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอเมืองและอำเภอหนองหาน เกษตรกรนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ลูกผสมบอร์ เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว อัตราการให้ลูกแฝดสูง และเป็นที่นิยมของตลาด ต้นทุนการผลิต การเลี้ยงแพะมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,100 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 105 บาท ค่าแรงงาน 867 บาท ค่าอาหา
การเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นหนึ่งในอาชีพทางเลือกหรืออาชีพเสริมรายได้ที่น่าสนใจ เนื่องจากการบริโภคจิ้งหรีดยังเป็นที่นิยมสูงทั้งในประเทศและตลาดส่งออก เพราะจิ้งหรีดเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ จึงนิยมนำจิ้งหรีดไปปรุงเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ ทั้งเมนูอาหารทอด ลาบ คั่ว บรรจุกระป๋อง และทำน้ำพริกจิ้งหรีด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น) หมู่บ้านแสนตอ จังหวัดขอนแก่น ต้นแบบเลี้ยงจิ้งหรีดเงินแสน หมู่บ้านแสนตอ หมู่ที่ 8 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง คือแหล่งเลี้ยงจิ้งหรีดที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นรายได้หลัก โดยจิ้งหรีดที่นิยมเลี้ยงมี 2 ชนิด คือ จิ้งหรีดทองดำและจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง) จิ้งหรีดจะมีขนาดตัวที่โตเต็มวัยในระยะเวลา 45 วัน เหมาะสำหรับจับขาย เมื่อถึงเวลาจับขาย จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงฟาร์ม การจับจิ้งหรีดทำโดยการนำแผงไข่ออกจากบ่อเลี้ยง ก่อนนำออกจากบ่อเลี้ยงให้สลัดตัวจิ้งหรีดออกให้หมด จากนั้นนำแผงไข่บางส่วนพิงไว้รอบบ่อ จิ้งหรีดจะเข้าไปแอบในแผงไข่นั้นๆ แล้วจึงนำแผงไข่นั้นออกมาสลัดจิ้งหรีดใส่เครื่องกรอง เพื่อกรองเ
พื้นที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นพื้นที่ซึ่งมีความเหมาะสม สำหรับโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในการยังชีพ และผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุนและคอกกัก เพื่อการส่งออกให้กับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโค ตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสานมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีชุมชนเกษตรหลายพื้นที่ ตระหนักถึงพิษภัยจากสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของเกษตรกรในระยะยาว ทำให้การทำเกษตรอินทรีย์ กลายเป็นทางเลือกที่ชุมชนต่างๆ หันมาสนใจและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการทำเกษตรที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเกษตรอินทรีย์ อย่างครบวงจร และจากการติดตามของ สศก. พบหนึ่งในชุมชนเกษตรอินทรีย์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์ อย่างชุมชนบ้านทุ่งต้อม ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเกษตรกรในชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ ปี 2559 จนปัจจุบัน มีการรวมตัวของเกษตรกรในชุมชนกว่า 185 ราย และมีการแบ่งกลุ่มย่อยทำกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งการปลูกข้าวอินทรีย์ พืชผักสวนครัว ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปลานิล กบ) และปศุสัตว
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “มะม่วงน้ำดอกไม้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันจังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคาดว่า ปี 2564 (ข้อมูล ณ มีนาคม 2564) จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,500 ไร่ ผลผลิตรวม 2,850 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ แหล่งปลูกสำคัญอยู่ในอำเภอบ้านแฮด หนองสองห้อง บ้านไผ่ พล มัญจาคีรี และอุบลรัตน์ สำหรับปีนี้ ผลผลิตได้ทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และจะออกต่อเนื่องถึงพฤษภาคม 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะออกตลาดชุกช่วงเมษายน ประมาณร้อยละ 35 ของผลผลิตทั้งหมดในจังหวัด จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮดเพื่อการส่งออก ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 มีพื้นที่ปลูก 1,590 ไร่ ปัจจุบัน มีสมาชิก 69 ราย โดยผลสำรวจข้อมูล ณ วันที่ 19-20 เมษายน ที่ผ่าน
