สินค้าเกษตร
เกาะติดสถานการณ์สินค้าเกษตรช่วงไตรมาสแรก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ มันสำปะหลัง และยางพารา ราคาสดใส เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ และยางพาราในบางพื้นที่ใกล้หยุดกรีด ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดน้อย รวมถึงแนวทางบริหารและแก้ไขปัญหาภาครัฐ ช่วยเกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรสำคัญในช่วงไตรมาส 1 (มกราคม – มีนาคม 2561) ของสินค้ามันสำปะหลัง และยางพารา โดยเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตและการตลาดแต่ละสินค้า พบว่า มันสำปะหลัง ปี 2561 คาดว่ามีผลผลิต 28.57 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8 เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคา มันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดปริมาณ 14.36 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 50 ของผลผลิตหัวมันสด ราคาเดือนมกราคม 2561 หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.01 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 36 สำหรับรา
น.ส.สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้ประกอบการ 22 บริษัทที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่สำคัญและใหญ่สุดในโลก ที่เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสินค้าอาหาร เครื่องดื่มอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ผักและผลไม้ ชา กาแฟ น้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวจากข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ งาน BIOFACH 2018 เป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจอินทรีย์ใหญ่สุดในโลก ภายในงานจะมีการเจรจาธุรกิจ ถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะเปิดตัวสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่สายตาชาวโลก ตามนโยบายรัฐต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าอินทรีย์ และสินค้าที่ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมได้อีกมาก โดยการจัดงานปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า 2,535 บริษัท จาก 80 ประเทศทั่วโลก คาดมีผู้เข้าชมงาน 51,453 คน จาก 129 ประเทศทั่วโลก มีพื้นที่จัดแสด
ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน กับ ร้าน Q Restaurant ตลาดเกษตรกร (Farmer Market) กับ โมเดิร์นเทรด นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จังหวัดระนอง ได้อนุมัติให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดระนอง ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตพืชผักปลอดภัยเชื่อมโยงวิถีตลาดและรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตามแผนปฏิบัติการของจังหวัดในปีงบประมาณ 2561 ภายใต้แผนการบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยขยายฐานการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มุ่งเน้นและเน้นย้ำงานด้านความปลอดภัยอาหารผ่านโครงการเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาทิเช่น โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q และโครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้าQ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดระนองให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ด้านนายเกียรติศักดิ์ นารีเลิศ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดระนอง กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและลงนามในบันทึกข้
หากจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเเบบไม่ต้องไปถึงหน้าห้าง หรือเดินตลาดให้วุ่นวาย เพียงเเค่คลิกเดียว ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของสินค้าตั้งเเต่หน้าฟาร์ม ทั้งยังได้ราคาที่เป็นธรรม ผลิตภัณฑ์สดใหม่ ผู้ผลิตกับผู้บริโภคติดต่อกันได้ง่ายขึ้น คงเป็นอีกทางเลือกที่ดีเเละตอบโจทย์ผู้คนในปัจจุบันได้ เป็นที่มาให้เกิดการสร้างเเพลทฟอร์มที่ชื่อว่า “ฟาร์มโตะ” @ฟาร์มโตะคืออะไร “พี่โต อาทิตย์ จันทร์นนทชัย” ผู้ร่วมก่อตั้งฟาร์มโตะ เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ฟังว่า เเนวทางของฟาร์มโตะ (FarmTo) คือการเชื่อมเกษตรกรเเละผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เป็นช่องทางการขายผลผลิตเกษตรรูปแบบใหม่ที่เชื่อมเกษตรกรและผู้บริโภคเข้าหากัน ผ่านวิธีการ “ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิตการเกษตร” เพื่อให้ทั้งคู่ได้ช่วยเหลือและดูแลผลผลิตไปด้วยกัน หากผู้บริโภคต้องการเดินทางมาเยี่ยมชมผลผลิตก็สามารถเช็คพิกัดพื้นที่การเพาะปลูกได้จากในระบบเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะจัดส่งผลผลิต ให้ผู้บริโภคตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนและบางชนิดสินค้าเกษตรจะมีการนัดรับผลผลิตบริเวณพื้นที่การเพาะปลูก “ฟาร์มโตะยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ตั้งราคาขายผลผลิตด้วยตัวเองเ
พาณิชย์เผยส่งออก ตุลาคม 2560 ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้ 10 เดือนแรก ขยายตัว 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ทั้งปีคาดส่งออกขยายตัวถึง 9-10% ปีหน้าลุ้นโต 6% นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์(พณ.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2560 ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 20,083 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 10 เดือน ปี 2560 การส่งออกมีมูลค่า 195,518 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี เป็นผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ที่ 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น ยางพารา ขยายตัว 23.5% ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง 15.6% ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 6.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 10.5% รวม 10 เดือนกลุ่มนี้ขยายตัว 14.8% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.8% เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ ขยายตัว 25.9% ผลิตภัณฑ์ยาง 63.2% คอมพิวเตอร์ 13.4% นอกจากนี้ ตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวในทุกตลาด โดยตลาดหลักขยายตัวสูงถึง 14.6% เช่น ตลาดย
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และบริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับการจัดการผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรไปวางขายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ตรงนี้เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ธ.ก.ส.สนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิ ตรา A-Rice และมอบให้บริษัทไทยธุรกิจเกษตรเป็นผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ สามารถบริหารจัดการข้าวเปลือกหอมมะลิในปีการผลิต 2558/59 จำนวน 36,633 ตัน สีแปรสภาพเป็นข้าวสารหอมมะลิ 2.6 ล้านถุง (บรรจุ 5 กิโลกรัม / ถุง) คิดเป็นมูลค่า 422 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย ขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้นและมีช่องทางการตลาดที่แน่นอน และสร้างธุรกิจรวบรวมข้าวมูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท และปีการผลิต 2559/60 ต่อยอดธุรกิจ ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ระดับ 155.34 เพิ่มขึ้น 8.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.50% ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 1.47% หากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี ส2559 เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น แม้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ขณะที่สินค้าพืชอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในไตรมาส 3 เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไย มีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น หากพิจารณารายสาขาพบว่า สาขาพืช ขยายตัว 7.4% โดยผลผลิตพืชสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 2.3% ส่วนดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ที่ลดลงคือ สุกรและไก่ไข่ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.0% สาขา
ศูนย์วิจัยฯ ธ.ก.ส. คาดราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 6 ชนิดพุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 4 รับอานิสงส์ความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภควันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่และต่างชาติมีความต้องการสินค้าเกษตรของไทยปริมาณมากในช่วงสิ้นปี นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. ได้คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้นจำนวน 6 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวเปลือกหอมมะลิ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.0 – 3.0 อยู่ที่ราคา 11,725 – 11,957 บาท/ตัน เนื่องจากสต็อกข้าวหอมมะลิของภาคเอกชนเหลือน้อย ทำให้โรงสีและผู้ส่งออกมีความต้องการมาเก็บและส่งออกตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในช่วงปลายปี เพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลต่างๆ 2. ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 2.0 – 4.0 อยู่ที่ราคา 8,825 – 8,998 บาท/ตัน เนื่องจากการกำหนดราคาในการสนับสนุนสินเชื่อในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีสูงกว่าราคาตลาด คาดว่าทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯมากขึ้น 3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า จะปรับตัวเพิ่
สศก. ระบุ แนวทางการรับมือแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะช่วงผลผลิตออกตามฤดูกาลพร้อมกัน ต้องเน้นตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมตลาดออนไลน์ แจง กระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางแนวทางช่วยเกษตรกรรอบด้าน เน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการในสินค้าสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปัจจุบัน เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) และราคาสินค้าเกษตรยังขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบางสินค้ายังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว อีกทั้งยังขึ้นกับตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เช่น ยางพารา เป็นต้น รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ ในขณะที่ต้นทุนขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนกิจกรรมการผลิต ซึ่งกระทรวง
กันยายน 60 ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มร้อยละ 7.03 ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลง ร้อยละ 6.12 ดันดัชนีรายได้เกษตรกร เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.48 เมื่อเทียบกับกันยายน 59 คาดตุลาคม ดัชนีรายได้เกษตรกรจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 59 ส่วนเดือนพฤศจิกายน 2560 จะยังทรงตัว นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 6.12 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กันยายน 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับหลายพื้นที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายไม่คล่องตัว ส่งผลต่อความต้องการบริโภคชะลอตัวลงเล็กน้อย ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน ทำให้ปริมาณการบริโภคไข่ไก่ชะลอตัว กุ้งขาวแวน นาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดีย
