สินค้าเกษตร
พาณิชย์เผยส่งออก ตุลาคม 2560 ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้ 10 เดือนแรก ขยายตัว 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ทั้งปีคาดส่งออกขยายตัวถึง 9-10% ปีหน้าลุ้นโต 6% นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์(พณ.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2560 ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 20,083 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 10 เดือน ปี 2560 การส่งออกมีมูลค่า 195,518 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.7% สูงสุดรอบ 6 ปี เป็นผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ที่ 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น ยางพารา ขยายตัว 23.5% ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง 15.6% ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 6.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 10.5% รวม 10 เดือนกลุ่มนี้ขยายตัว 14.8% สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ 13.8% เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ ขยายตัว 25.9% ผลิตภัณฑ์ยาง 63.2% คอมพิวเตอร์ 13.4% นอกจากนี้ ตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวในทุกตลาด โดยตลาดหลักขยายตัวสูงถึง 14.6% เช่น ตลาดย
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และบริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับการจัดการผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรไปวางขายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ตรงนี้เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ธ.ก.ส.สนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิ ตรา A-Rice และมอบให้บริษัทไทยธุรกิจเกษตรเป็นผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ สามารถบริหารจัดการข้าวเปลือกหอมมะลิในปีการผลิต 2558/59 จำนวน 36,633 ตัน สีแปรสภาพเป็นข้าวสารหอมมะลิ 2.6 ล้านถุง (บรรจุ 5 กิโลกรัม / ถุง) คิดเป็นมูลค่า 422 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย ขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้นและมีช่องทางการตลาดที่แน่นอน และสร้างธุรกิจรวบรวมข้าวมูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท และปีการผลิต 2559/60 ต่อยอดธุรกิจ ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ระดับ 155.34 เพิ่มขึ้น 8.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.50% ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 1.47% หากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี ส2559 เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น แม้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ขณะที่สินค้าพืชอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในไตรมาส 3 เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไย มีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น หากพิจารณารายสาขาพบว่า สาขาพืช ขยายตัว 7.4% โดยผลผลิตพืชสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 2.3% ส่วนดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ที่ลดลงคือ สุกรและไก่ไข่ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.0% สาขา
ศูนย์วิจัยฯ ธ.ก.ส. คาดราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 6 ชนิดพุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 4 รับอานิสงส์ความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภควันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่และต่างชาติมีความต้องการสินค้าเกษตรของไทยปริมาณมากในช่วงสิ้นปี นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. ได้คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้นจำนวน 6 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวเปลือกหอมมะลิ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.0 – 3.0 อยู่ที่ราคา 11,725 – 11,957 บาท/ตัน เนื่องจากสต็อกข้าวหอมมะลิของภาคเอกชนเหลือน้อย ทำให้โรงสีและผู้ส่งออกมีความต้องการมาเก็บและส่งออกตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในช่วงปลายปี เพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลต่างๆ 2. ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 2.0 – 4.0 อยู่ที่ราคา 8,825 – 8,998 บาท/ตัน เนื่องจากการกำหนดราคาในการสนับสนุนสินเชื่อในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีสูงกว่าราคาตลาด คาดว่าทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯมากขึ้น 3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า จะปรับตัวเพิ่
สศก. ระบุ แนวทางการรับมือแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะช่วงผลผลิตออกตามฤดูกาลพร้อมกัน ต้องเน้นตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมตลาดออนไลน์ แจง กระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางแนวทางช่วยเกษตรกรรอบด้าน เน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการในสินค้าสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปัจจุบัน เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) และราคาสินค้าเกษตรยังขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบางสินค้ายังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว อีกทั้งยังขึ้นกับตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เช่น ยางพารา เป็นต้น รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ ในขณะที่ต้นทุนขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนกิจกรรมการผลิต ซึ่งกระทรวง
กันยายน 60 ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มร้อยละ 7.03 ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลง ร้อยละ 6.12 ดันดัชนีรายได้เกษตรกร เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.48 เมื่อเทียบกับกันยายน 59 คาดตุลาคม ดัชนีรายได้เกษตรกรจะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 59 ส่วนเดือนพฤศจิกายน 2560 จะยังทรงตัว นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 6.12 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กันยายน 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับหลายพื้นที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายไม่คล่องตัว ส่งผลต่อความต้องการบริโภคชะลอตัวลงเล็กน้อย ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน ทำให้ปริมาณการบริโภคไข่ไก่ชะลอตัว กุ้งขาวแวน นาไม ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดปริมาณเพิ่มขึ้น และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดีย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนก.ย. 2560 ว่า อยู่ที่ระดับ 75 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้น จากการส่งออก และการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง ขณะเดียวกันการลงทุนของภาครัฐที่กำลังจะเกิดในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้มากขึ้น แต่ผู้บริโภคยังกังวลราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังต่ำ ทั้ง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้กำลังซื้อในหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่คล่องตัว นอกจากนี้ ราคาน้ำมันขายปลีก ราคาก๊าซแอลพีจีที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาสินค้าบางตัว เช่น สุรา บุหรี่ สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าของแพงขึ้น แม้ภาครัฐจะดูแลควบคุมราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจปัจจุบันยังฟื้นตัวไม่ดี แม้จะเห็นว่าเศรษฐกิจในอนาคตอาจจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นตัวไม่มากนัก แต่ทั้งนี้ประเมินว่าความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจจ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดผลศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับภูมิภาคอาเซียน เจาะแนวทาง 3 ตลาดคู่ค้าสำคัญ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา เล็งช่องรุกโอกาสสินค้าเกษตร ระบุ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยังเจ๋ง ได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียนมาโดยตลอด นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) ได้ครบรอบการก่อตั้ง 50 ปี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันอาเซียนมีความแข็งแกร่ง จนทั่วโลกต้องจับตามอง โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวมาโดยตลอด สัดส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนขยายตัวมากขึ้นจากร้อยละ 20 ในปี 2550 เพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในปี 2559 และไทยเกินดุลการค้ากับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน ผลิตผลทางการเกษตรส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกัน จึงนับเป็นคู่แข่งทางการค้ากันด้วย สศก. ได้เล็งเห็นความสำคัญแนวทางการพัฒนาและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน จึงได้ศึกษาถึงศั
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ร่วมเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดชัยนาท แจงทิศทางภาคเกษตรของจังหวัดที่น่าจับตา ชู 3 สินค้าโดดเด่น ส้มโอขาวแตงกวา แพะ และไก่งวง แนะแนวทางพัฒนาสินค้า และเชื่อมโยงแหล่งตลาด สู่การพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดชัยนาท (พ.ศ.2561-2564) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการผลิต แปรรูป การตลาดและระบบ Logistics สินค้าเกษตรมาตรฐาน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมธรรมจักร (501) ศาลากลางจังหวัดชัยนาท โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้เข้าร่วมประชุม มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท (นายเบญจพล เปรมปรีดา) เป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาสังคม ประธานศูนย์เรียนรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทุกอำเภอ ประธานกลุ่มระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ทุกตำบล เข้าร่วมประมาณ 100 คน การประชุมดังกล่าว นางอัญชนา ตราโช ผู้อำนวยการ สศท.7 ได้ร่วมเป็นวิทยากร
คุณอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเริ่มรู้สึกเบื่อกับงานทางด้านนี้ โดยก่อนหน้านั้นคุณย่ารู้สึกคิดถึงเธอจึงอยากให้มาหางานทำอยู่ใกล้บ้าน เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กันอย่างใกล้ชิด จึงทำให้เธอตัดสินใจและย้ายมาอยู่บ้านเกิดในเวลาต่อมา “ช่วงที่ลาออกจากงาน ก็กลับมาอยู่ที่บ้านก่อน ช่วงนั้นก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็เลยมีความคิดที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตร แต่ก็รู้สึกหนักใจ เพราะเราเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ก็มีใจที่อยากจะทำ ก็มาเห็นว่าส่วนใหญ่พื้นที่นี้จะทำนากันส่วนมาก ก็เลยมีแนวความคิดที่จะทดลองทำนา โดยที่อยากจะทำแบบไม่ใช้สารเคมี เรียกว่าทำแบบอินทรีย์ ก็เลยตั้งใจทำอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา” คุณอิงณภัสร์ เล่าถึงที่มาด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม ก่อนที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง คุณอิงณภัสร์ เล่าว่า ได้ไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งที่เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร โดยกินนอนอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 6 เดือน จึงทำให้ได้เรียนรู้วิถีชิวิตการทำนาในระบบอินทรีย์ และการปลูกพืชผักปลอด
