สินค้าเกษตร
“พาณิชย์”จีบเว็บไซต์ขายสินค้าระดับโลก อาลีบาบา, เจดี.คอม ดันสินค้าเกษตรไทยไปขายบนเว็บ หวังเพิ่มช่องทางจำหน่าย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการหารือกับเว็บไซต์ขายสินค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Alibaba.com, JD.com รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้ช่วยเหลือในการนำสินค้าเกษตรของไทยไปขายบนเว็บไซต์เหล่านี้ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และขยายโอกาสให้การซื้อขายสินค้าของไทยให้มากขึ้น โดยหากสินค้าเกษตรของไทยสามารถขายในเว็บไซต์ระดับโลก ที่มีผู้ซื้ออยู่ทั่วทุกมุมโลกได้ จะทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ “อย่างอาลีบาบา ประสบความสำเร็จมากในการขายสินค้าเกษตรบนเว็บไซต์ มีผู้บริโภคสั่งซื้อจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้การขายสินค้าเกษตรบนเว็บไซต์นี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสนใจที่จะให้เขานำสินค้าเกษตรของไทยไปขาย และเชื่อว่า จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะข้าว และผลไม้เมืองร้อน” น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป จากจีน ได้เข้าพบ เพื่อขอให้สนับสนุ
“กฤษฎา” เผยไทยเนื้อหอม ทูต 5 ประเทศรุมจีบ หวังขยายความร่วมมือวิชาการ-ค้าขายสินค้าเกษตร แถมชี้ช่องขายตลาดยาง อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเขตเศรษฐกิจอีอีซี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับเอกอัครราชทูต ประจำประเทศไทยทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล โปแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และปากีสถาน ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความยินดีที่ทูตแต่ละประเทศให้ความสนใจเข้าพบและพร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในหลายๆ ด้าน ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับแต่ละประเทศเช่นกัน ซึ่งประเด็นสำคัญที่ไทยได้หยิบยกและแลกเปลี่ยนความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ระดับทวิภาคี แบ่งเป็น 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรภายใต้เอ็มโอยูระหว่างกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และระบบชลประทาน ทั้งในส่วนที่ได้มีการลงนามความตกลงแล้ว และอยู่ในระหว่างการหารือในรายละเอียดระหว่างคณะทำงานของแต่ละประเทศ 2.การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของไทยโดยการเรียนรู้จากแรงงานไทยที่ไปทำการเกษตรที่อิสราเอลซึ่งมีประมาณ 2 หมื่นคน การทำ
สศก. เผย สินค้าเกษตรมีทิศทางดีขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 จากปี 2559 หลังผ่านพ้นช่วงประสบภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดปี 2561 ดัชนีรายได้ภาคเกษตรยังคงขยายต่อเนื่อง ย้ำชัด กระทรวงเกษตรฯ ยังคงเฝ้าระวัง และเดินหน้าแก้ปัญหาผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรต่อเนื่อง นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ นับเป็นตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตรในภาพรวม ซึ่งประกอบด้วยหมวดพืชผล หมวดปศุสัตว์ และหมวดประมง จากที่ สศก. ได้วิเคราะห์ดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 2.74 โดยเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 ซึ่งรายได้เกษตรกรมาจากสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ยางพาร
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดยุทธศาสตร์ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ 4 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ พันธกิจหลักที่ต้องการให้ “ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับระดับสากล” นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 1.สร้างความรู้ ตลอดห่วงโซ่สินค้า ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ การเพิ่มมูลค่าสินค้า คุณภาพสินค้าต้องให้เป็นที่ยอมรับในการบริโภค การซื้อขาย 2.การรับรองมาตรฐานของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศ เช่น มาตรฐานของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements-IFOAM) ระบบรับรองมาตรฐานและส่งเสริมกระบวนการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วม (participatory guarantee system : PGS) ซึ่งเป็นระบบ “ชุมชนรับรอง” เป็นการรับรองเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มโดยองค์กรผู้ผลิตเอง และมาตรฐานอื่น ๆ ที่หน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับในการเข้ามารับ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามเกษตรกรและผู้สนใจที่ผ่านการอบรมจากศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อำเภอสันป่าตอง ปี 2560 เผย สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดและปรับใช้ได้จริง ผลผลิตได้คุณภาพ ช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน หนุนภาครัฐดำเนินงานต่อเนื่อง ขยายเป้าหมายโครงการไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงต่อไป นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2560 ซึ่งจากการติดตามของ สศท.1 พบว่า ปีงบประมาณ 2560 มีการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตลำไยที่เหมาะสม การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การผลิตพืชผักปลอดภัยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การถนอมอาหาร และการพัฒนาการเกษตรสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ การดำเนินงานปีงบประมาณ 2560 มีเกษตรกรและผู้สนใจ จำนวน 554 ราย ซึ่ง สศท.1 ได้ติดตามและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ผ่านการอบรม พบว
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเปิดตัว “ศูนย์จำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพครบวงจร ปลอดสารเคมี” หรือ เอ็นดูเฮิร์บ (En Doherb) เนื้อที่กว่า 4 ไร่ ตั้งอยู่ตลาดเชิงสะพาน ซ.ราชพฤกษ์ 17 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตลาดรูปแบบใหม่ทันสมัยเอาใจคนรักสุขภาพ สไตล์การตกแต่งจำลองพื้นที่รูปแบบของฟาร์มระบบปิดสุญญากาศที่คงความเย็นแบบธรรมชาติ ที่สามารถคงความสดของสินค้าไว้ได้ดีและสดใหม่อยู่เสมอ เป็นหนึ่งในการรวบรวมพืชผัก ผลไม้ เนื้อหมู ไก่ ที่ปลอดสารเคมี จากเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ที่อยู่ในกลุ่ม นางมัณฑิตา วงศ์พิทักษ์โรจน์ อายุ 45 ปี เจ้าของตลาดฟาร์มยุค 4.0 ชาวจ.หนองคาย กล่าวว่า มาเปิดศูนย์สินค้าเกษตรนานาชนิด ขายพืช ผัก เนื้อหมู-ไก่ เห็ด ผลไม้ปลอดสารต่างๆ ที่นำมาจากสวนในหลายจังหวัด อาทิ หนองคาย เชียงใหม่ เชียงราย บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ราชบุรี ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ สด ใหม่ ปลอดสาร และราคาประหยัด ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะเราขายเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง จากไร่ผ่านมือเกษตรกรถึงประชาชนผู้บริโภคเองโดยตรง ในรูปแบบการถนอมสินค้าที่จำลองอากาศเสมือนจริงในอุหภูมิที่เหมาะสม ที่จะทำให้สิน
เกาะติดสถานการณ์สินค้าเกษตรช่วงไตรมาสแรก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ มันสำปะหลัง และยางพารา ราคาสดใส เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ และยางพาราในบางพื้นที่ใกล้หยุดกรีด ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดน้อย รวมถึงแนวทางบริหารและแก้ไขปัญหาภาครัฐ ช่วยเกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรสำคัญในช่วงไตรมาส 1 (มกราคม – มีนาคม 2561) ของสินค้ามันสำปะหลัง และยางพารา โดยเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตและการตลาดแต่ละสินค้า พบว่า มันสำปะหลัง ปี 2561 คาดว่ามีผลผลิต 28.57 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8 เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคา มันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดปริมาณ 14.36 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 50 ของผลผลิตหัวมันสด ราคาเดือนมกราคม 2561 หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.01 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 36 สำหรับรา
น.ส.สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะผู้ประกอบการ 22 บริษัทที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่สำคัญและใหญ่สุดในโลก ที่เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสินค้าอาหาร เครื่องดื่มอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ผักและผลไม้ ชา กาแฟ น้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวจากข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ งาน BIOFACH 2018 เป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจอินทรีย์ใหญ่สุดในโลก ภายในงานจะมีการเจรจาธุรกิจ ถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะเปิดตัวสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่สายตาชาวโลก ตามนโยบายรัฐต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าอินทรีย์ และสินค้าที่ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมได้อีกมาก โดยการจัดงานปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า 2,535 บริษัท จาก 80 ประเทศทั่วโลก คาดมีผู้เข้าชมงาน 51,453 คน จาก 129 ประเทศทั่วโลก มีพื้นที่จัดแสด
ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน กับ ร้าน Q Restaurant ตลาดเกษตรกร (Farmer Market) กับ โมเดิร์นเทรด นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จังหวัดระนอง ได้อนุมัติให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดระนอง ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตพืชผักปลอดภัยเชื่อมโยงวิถีตลาดและรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตามแผนปฏิบัติการของจังหวัดในปีงบประมาณ 2561 ภายใต้แผนการบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยขยายฐานการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มุ่งเน้นและเน้นย้ำงานด้านความปลอดภัยอาหารผ่านโครงการเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาทิเช่น โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q และโครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้าQ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดระนองให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ด้านนายเกียรติศักดิ์ นารีเลิศ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดระนอง กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและลงนามในบันทึกข้
หากจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเเบบไม่ต้องไปถึงหน้าห้าง หรือเดินตลาดให้วุ่นวาย เพียงเเค่คลิกเดียว ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของสินค้าตั้งเเต่หน้าฟาร์ม ทั้งยังได้ราคาที่เป็นธรรม ผลิตภัณฑ์สดใหม่ ผู้ผลิตกับผู้บริโภคติดต่อกันได้ง่ายขึ้น คงเป็นอีกทางเลือกที่ดีเเละตอบโจทย์ผู้คนในปัจจุบันได้ เป็นที่มาให้เกิดการสร้างเเพลทฟอร์มที่ชื่อว่า “ฟาร์มโตะ” @ฟาร์มโตะคืออะไร “พี่โต อาทิตย์ จันทร์นนทชัย” ผู้ร่วมก่อตั้งฟาร์มโตะ เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ฟังว่า เเนวทางของฟาร์มโตะ (FarmTo) คือการเชื่อมเกษตรกรเเละผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เป็นช่องทางการขายผลผลิตเกษตรรูปแบบใหม่ที่เชื่อมเกษตรกรและผู้บริโภคเข้าหากัน ผ่านวิธีการ “ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิตการเกษตร” เพื่อให้ทั้งคู่ได้ช่วยเหลือและดูแลผลผลิตไปด้วยกัน หากผู้บริโภคต้องการเดินทางมาเยี่ยมชมผลผลิตก็สามารถเช็คพิกัดพื้นที่การเพาะปลูกได้จากในระบบเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะจัดส่งผลผลิต ให้ผู้บริโภคตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนและบางชนิดสินค้าเกษตรจะมีการนัดรับผลผลิตบริเวณพื้นที่การเพาะปลูก “ฟาร์มโตะยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ตั้งราคาขายผลผลิตด้วยตัวเองเ
