สินค้าเกษตร
นายนราวิทย์ เปาอินทร์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย กล่าวถึงความสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากลว่า สินค้าเกษตรที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศ จำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากต้นทาง หรือภาครัฐ ตามรายการที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้ การรับรองมาตรฐานผู้ประกอบการจำเป็นต้องส่งสินค้าไปตรวจรับรองทางห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก งานบริการของเซ็นทรัลแล็บไทย แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านบริการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ เช่น สารเคมีตกค้าง ยาปฏิชีวนะ เชื้อก่อโรค สินค้าจีเอ็มโอ (GMO) หรือการปนเปื้อนดีเอ็นเอสัตว์ในอาหาร และด้านบริการตรวจรับรองมาตรฐานนอกห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจประเมินและรับรองคุณภาพและผลผลิต การตรวจรับรองด้านพืช การวิเคราะห์คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม สำหรับภาคการเกษตร มีการทดสอบหาสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่ม Organocholorine, สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่ม Carbamate, สารเคมีกำจัดศตรูพืชในกลุ่ม Organophosphate
นายดุสิต เหลี่ยมวัฒนา ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. จังหวัดเชียงราย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ระยะเวลาดำเนินการระหว่างพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้เกษตรกรชะลอขายข้าวเปลือก โดยให้เก็บข้าวไว้เพื่อลดความชื้นและรอราคาที่จะสูงขึ้น รวมถึงจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสหกรณ์ใน จ.เชียงราย เพื่อชี้แจงโครงการเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรปีการผลิต 2561-2562 โดยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวดังกล่าว คาดว่าเกษตรกรชาวเชียงรายจะมีผลผลิตข้าวนาปีออกมาประมาณ 567,000 ตัน โดยเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิประมาณ 178,000 ตัน ข้าวเปลือกเหนียวประมาณ 389,000 ตัน ปัจจุบันเก็บเกี่ยวกันไปแล้วประมาณ 60% ทั้งนี้ ได้กำหนดวงเงินสำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 กรณีข้าวเปลือกหอมมะลิสีได้ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไป ราคาตันละ 11,800 บาท และลดต่ำลงตามขั้นคุณภาพละ 200 บาท ต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ตันละ 10,200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,500 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ตันละ 8,900 ตัน โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโ
ชีวิตที่ต้องฝ่าฟันมรสุมในการดำเนินธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นผู้จำหน่ายทรายเพื่อการก่อสร้าง สุดท้ายต้องเลิกกิจการ หันมามุ่งทำสวนเกษตร ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่มีความรู้ จนต้องล้มเลิกการปลูกพืชบางชนิด แต่ด้วยความอดทนและมุมานะที่จะเป็นเกษตรกรไทยอย่างเต็มตัว หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกในการปลูกพืชมาหลากหลายชนิด ส่งผลให้ขณะนี้สามารถตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมน” ได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงยังสามารถช่วยให้เกษตรกรใช้เป็นแหล่งความรู้เพื่อนำไปพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรของตนเอง ได้อีกทางหนึ่งด้วย คุณมนรัตน์ สารภาพ ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมนและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร “ไร่คุณมน”ของจังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า เส้นทางการดำเนินธุรกิจนี้ของตนเอง ถือว่าต้องผ่านอุปสรรคมากมามากมาย แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ ทำให้สามารถเปิดศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย “ไร่คุณมน” ขึ้นมาได้ รวมถึงยังได้คิดนำประสบการณ์ที่เกิดจากการลองผิดลองถูกมาแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นผลไม้ น้ำนมข้าวโพด กล้วยหอม กล้วยน้ำว้าอบกรอบกระยาสารทน้ำผัก ไอศกรีมน้ำนมข้าว
กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่งาน “ของดีจากชายแดนใต้ ครั้งที่ 11” ระหว่าง วันที่ 1-10 ก.ย. นี้ ณ ตลาด อ.ต.ก. (พหลโยธิน) กทม. ตั้งเป้าส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตร 4 จังหวัดชายแดนใต้ จำหน่ายสินค้าคุณภาพ นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงข่าวการจัดงานของดีชายแดนใต้ ครั้งที่ 11 ว่า “งานของดีจากชายแดนใต้ เป็นกิจกรรมภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าและผลผลิตจากชายแดนใต้เป็นรูปธรรม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่าย ในชื่องาน “ของดีจากชายแดนใต้” ตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานการพัฒนาอาชีพการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ระดับชุมชนให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป อีกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จะได้มีส่วนช่วยสนับสนุนสินค้าชายแดนใต้ และสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
สนค.วิเคราะห์ผลสงครามการค้าสหรัฐฯ กับคู่ค้าในส่วนของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร พบไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหลายรายการ เพื่อไปทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งข้าว ผลไม้ กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ในตลาดจีน และข้าวโพดหวานในตลาด อียู แต่ก็ต้องระวังสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าไทย ทั้งถั่วเหลือง ข้าวสาลี น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการศึกษากระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า ในกลุ่มสินค้าเกษตรว่า ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าของสหรัฐฯ เช่น กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ข้าว ผลไม้สดและแห้ง โดยเฉพาะพวกส้ม และพบว่า สินค้ากากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เศษที่ได้จากการต้มกลั่น เป็นสินค้าที่มีโอกาสทำตลาดมากที่สุดในกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด โดยในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าเป็นมูลค่า 66 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยมีการส่งออกประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไป สปป.ลาว เกือบทั้งหมด จึงน่าจะสามารถกระจายสินค้าไปตลาดจีนมากขึ้นได้ ทั้งนี้ ผลจากการที่จีนขึ้นภาษีผลไม้ที่นำเข้าจาก
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรฯ ประสานกระทรวงพาณิชย์ เตรียมรับมือเฝ้าระวังผลผลิตการเกษตร 6 สินค้าคือ ลำไย ยางพาราแผ่นดิบ สับปะรดโรงงาน สุกรน้ำหนักเกิน 100 ก.ก. ไข่ไก่เบอร์ 3 และไก่รุ่นพันธุ์เนื้อ เนื่องจากผลผลิตสู่ตลาดจำนวนมาก “สินค้าที่เชื่อว่าราคาจะดีหลายตัว อาทิ ข้าว ลำไย แต่ รมต.แสดงความกังวล และสั่งการให้ร่วมมือกันทุกหน่วยงาน ร่วมกับสหกรณ์และพาณิชย์ เพื่อขนส่งผลผลิตที่จะออกมาพร้อมๆ กัน ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย ราคาที่เกษตรกรขายได้ยังสูง ส่วนของลำไย ผลผลิตน่าจะมากกว่าปีก่อน แต่ไม่ล้นตลาดเพราะต่างชาติ โดยเฉพาะจีนสนใจนำเข้าจำนวนมาก” ที่เฝ้าระวัง มียางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ต้นทุนอยู่ 46.77 บาท/ก.ก. ราคาขาย 42.57 บาท/ก.ก. ต่ำกว่าต้นทุน 4.20 บาท/ก.ก. สับปะรดโรงาน ต้นทุนอยู่ที่ 3.48 บาท/ก.ก. ขายได้อยู่ที่ 3.22 บาท/ก.ก. ราคาต่ำกว่าต้นทุน 0.26 บาท/ก.ก. ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 2
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานตลาดกลางสินค้าเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ณ ตลาดเกษตร Flemington ซึ่งเป็นตลาดขายส่งและขายปลีกผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นสินค้าที่เกษตรกรนำมาขายเองโดยตรง โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ส้ม ลูกพลับ ลูกแพร์ แอปเปิ้ล องุ่น อโวคาโด และพืชผักสวนครัว สำหรับ ไข่ไก่มีหลายขนาดและหลายราคา โดยไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราคาฟองละ 10-11 บาท (เปรียบเทียบกับของไทยอยู่ที่ราคา 4- 4.5 บาทต่อฟอง) ส่วนไข่ไก่ขนาดเล็กสุด เทียบเท่าเบอร์ 5 ของไทยอยู่ที่ราคา 3 บาท ต่อฟอง ซึ่งฟาร์มไก่ไข่ของออสเตรเลียเป็นรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) นอกจากนี้ ยังมีผลไม้เขตร้อน (Tropical fruits) อาทิ มะม่วง ส้ม สับปะรด แตงโม กล้วย ลำไย ส่วนพืชผักสำคัญที่วางขาย ได้แก่ ขิง กระเทียม หอมใหญ่ ผักชี เป็นต้น สำหรับผลไม้ไทยที่มีโอกาสนำเข้าและทำตลาดในออสเตรเลีย ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก เนื่องจากมีความต้องการสูง และฤดูกาลผลิตของออสเตรเลียไม่ตรงกันกับฤดูการผลิตของประเทศไทย พร้อมทั้ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งให้เอกอัครรา
สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวแคมเปญ “ iLIKE” ปลุกกระแสสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดียให้คนไทยรู้จักและหันมาสนใจสินค้าเกษตรนวัตกรรม และให้ผู้ประกอบการได้เห็นโอกาสในการนำนวัตกรรมมาต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร เน้นให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-based Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ ในคุณค่าสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ทั้งในด้านคุณประโยชน์ ความหลากหลาย คุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศนั้น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรมได้จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย จึงได้จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “iLIKE” ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ที่คุณป
นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศจะผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตถึง 5.5% ต่อปีนั้นว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลต้องการจะผลักดันให้ภาคตะวันออกเป็นเขตอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีระดับสูง และมีจังหวัดจันทบุรีและตราดเป็นเมืองที่รองรับความเจริญเติบโต ซึ่งนโนบายนี้ นับเป็นการจุดประกายให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับสูง แต่นโยบายนี้จะเกิดผลดีได้ ให้ประเทศไทยก้าวเป็นประเทศชั้นนำทั้งในอาเซียนและในเอเชียได้ก็ต้องผลักดันให้ฐานรากมีความเข้มแข็ง และเกิดความมั่นคงด้วย นายจอมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานทางการผลิตทางด้านเกษตรที่มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก การจะทำให้ประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างมั่งคั่ง มั่นคง ถาวรนั้นจะต้องผลักดันสินค้าเกษตรให้มีราคาสูงและมีการพัฒนายกระดับให้มีคุณภาพ และขายได้ในราคาที่สูงมากกว่าการที่จะเน้นการผลิตที่เอาปริมาณเพื่อขายให้ได้มูลค่ามากๆ แต่
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรนวัตกรรม ร่วมกับห้าง Golden Place ณ สาขาสะพานสูง และสาขาพระราม 9 ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มีนาคม โดยนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากผู้ผลิต 200 ราย ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ ข้าวกล้องพองอบกรอบ วาฟเฟิลอบกรอบ Cereal จมูกข้าวชงดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ สบู่ โลชั่น ผงล้างหน้าจากข้าว Cushion เซรั่มบำรุงผิวหน้าและผม ลิปสติกสีจากข้าว วัสดุปิดแผล แผ่นซับสิว เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายตามนโยบายรัฐบาล และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมแก่ผู้บริโภคโดยตรง คาดว่ารายได้ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท นายอดุลย์กล่าวว่า กำลังเจรจากับคิงเพาเวอร์ เพื่อนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมไปวางจำหน่ายภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และเตรียมส่งเสริมเข้างานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ เช่น งาน THAIFEX-World of Food Asia 2018 งาน STYLE 2018 และงาน Organic & Natural Expo 2018 คาดช่วยเพิ่มมูลค่
