หมู
น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และประธานสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเข้าพบ ซึ่งในการพบครั้งนี้ กลุ่มเกษตรกร จะทวงถามถึงนโยบายการเปิดนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ และหารือแนวทางการควบคุมราคาสุกรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางอย่างมีเหตุมีผลและเป็นธรรม ทั้งนี้พบว่าหมูต้นทางราคาถูกมาก แต่หมูปลายทางหรือหมูเขียงถึงผู้บริโภคมีราคาแพง จะเสนอให้ปล่อยลอยตัวราคาเหมือนน้ำตาลทราย หรือ ทบทวนโครงสร้างการใช้คำนวณราคากลางใหม่ เช่น อาจใช้ราคาหมูต้นทางศูนย์ 2 และบวก 2 เป็นราคาขายปลายทาง อย่างขณะนี้ราคาหมูต้นทางกิโลกรัมละ 46 บาท คิดคำนวณตามโครงสร้างนี้ราคาจะไม่เกิน 100 บาท ไม่ใช่ขายกันราคา 130-160 บาทอย่างทุกวันนี้ “ตอนนี้ราคาหมูต้นทางตกต่ำมาก เป็นผลจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก สวนทางการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ลดลง และการบริโภคลดลงจากกำลังซื้อคนไทยลดลง บางพื้นที่ราคาเหลือ 40 บาทต่อกิโลกรัม ก็พยายามจะพยุงให้ไม่ต่ำกว่า 50 บาท ถึงจะเหมาะสมกับต้นทุนเลี้ยง ที่แบกรับในเรื่องอาห
สารพัดปัจจัยลบรุมถล่มหมูไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเร่งหารือ สนช.ออกกฎหมายหวังรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว ระบุส่งออกหมูเป็น ปีนี้ลดวูบเหลือ 2 แสนกว่าตัว ประเทศเพื่อนบ้านแห่นำเข้าหมูราคาถูกจากเวียดนามแทน ด้านสหกรณ์แปดริ้วจ่อประชุมใหญ่ อาจเชือดขายเองอีกครั้ง และเร่งหารือบริษัทใหญ่ครบวงจรปลดระวางแม่พันธุ์เร็วขึ้นลดซัพพลายที่ล้นหนัก นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้บริหารสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกำลังหารือกับทางตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกร่างพระราชบัญญัติสุกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต การควบคุมโรค กำลังการผลิตที่เหมาะสมกับตลาด ซึ่งจะพิจารณาดูเป็นเขต การควบคุมดูแลการนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์หมู ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยง และการกำจัดของเสีย เพื่อมิให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมาและในขณะนี้ ราคาหมูตกต่ำค่อนข้างมาก ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงถึง กก.ละ 60-61 บาท แต่ขายได้ กก.ละ 43-45 บาท ขาดทุนจากกา
นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกำลังประสบปัญหาราคาหมูตกต่ำ ราคาประกาศหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว ปัจจุบันราคาซื้อขายราคา 44-45 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 55 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว เป็นผลจากหลายปัจจัย อาทิ กำลังการบริโภคตกต่ำ กำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอยลงไปมาก เมื่อปริมาณผลผลิตไม่สมดุลต่อการบริโภคปริมาณหมูจึงล้นตลาด และปริมาณหมูที่สะสมมากทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องขายในราคาต่ำ ประกอบกับทั่วประเทศยังมีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่น ส่งผลให้เกษตรในหลายพื้นที่ต้องเร่งระบายหมูออกสู่ตลาดเพื่อลดความเสี่ยงกับภาวะน้ำท่วม ขณะเดียวกันปัจจุบันยังเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ทำให้การบริโภคเนื้อหมูต่ำลงอย่างชัดเจน บวกกับผู้เลี้ยงเกิดความตระหนกเกี่ยวกับหมูสหรัฐอเมริกา ที่ภาครัฐมีแนวโน้มจะเปิดรับการนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ทำให้เกษตรกรทยอยเลิกเลี้ยงเพื่อหนีปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและรายกลางที่ไม่สามารถแข่งขันด้านตลาดได้อย่างแน่นอน “ราคาหมูตอนนี้ลดต่ำลงจนไม่คุ้มทุนแล้ว เกษตรกรจำเป็นต้องขายหมูขาดทุนผูกหา
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสการต่อต้านการนำเข้าเนื้อหมูและชิ้นส่วนจากสหรัฐ ว่า ที่ผ่านมาไทยยังไม่ได้เจรจากับทางการสหรัฐ อนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ซึ่งจากกระแสข่าวที่ระบุว่า ผู้นำไทยและสหรัฐ ตกลงกันในเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง แม้ว่าไทยและสหรัฐต่างก็เป็นสมาชิกของโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือ CODEX และการที่ทางสหรัฐควบคุมการใช้สารเร่งเนื้อแดงให้ได้ตามมาตรฐาน CODEX แต่ไทยก็ยังจะต้องศึกษาข้อดี-ข้อเสียที่ชัดเจนก่อน ทำให้ไม่สามารถตกลงอนุญาตให้นำเข้ามาได้เลยทันที โดยนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานที่มาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เพื่อมาร่วมกันศึกษาในเรื่องดังกล่าวเป็นการเร่งด่วนแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ แม้ไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณี แต่ก็มีระเบียบที่ระบุไว้ว่า จะต้องไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู หรือต่อผู้บริโภคจากการเปิดเสรี ดังนั้นการพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร จึงไม่อยากให้หลายฝ่ายตื่นตระหนกในเรื่องนี้มาก
วันที่ 14 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์แชร์ภาพเหตุการณ์ หมูเกือบ 4,000 ตัว ในฟาร์มแห่งหนึ่ง ในจังหวัดแทงฮว้า ทางตอนเหนือของเวียดนาม ที่ประสบภัยน้ำท่วม จนหมูจมน้ำตาย ทั้งนี้ เอเอฟพีรายงานว่า เวียดนามกำลังประสบกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 54 ราย และสูญหายอีก 39 คน นับเป็นภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปีของเวียดนาม ที่มาภาพ Otofun Thanh Hóa ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
สำนักข่าว เอบีซี นิวส์ รายงานว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 9-11 ต.ค. “พายุดีเปรสชั่น” โหมกระหน่ำพัดเข้าฝั่งของเวียดนาม เป็นเหตุให้เกิดฝนตกหนัก เจ้าหน้าที่รายงานว่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 54 ราย และสูญหายไปมากกว่า 34 คน ขณะที่ ฟาร์มเพาะเลี้ยงสุกรแห่งหนึ่ง ใน จ.แทงฮว้า (Thanh Hoa) ล้มตายเพราะน้ำท่วมกว่า 4,000 ตัว กลายเป็นภาพอนาจใจของผู้ที่พบเห็นอย่างมาก น้ำพัดโหมเข้ามาอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยชีวิตเหล่าสุกรได้เพียง 100 ตัวเท่านั้น รายงานระบุว่า คอกเลี้ยงสุกรเป็นแบบปิดฝาผนังทึบไม่มีทางออก ทำให้น้ำที่เข้ามาไม่สามารถระบายได้ทันเวลา ทั้งนี้ นายเหวียน ซวน เกื่อง (Nguyen Xuan Cuong) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กล่าวว่า ดีเปรสชั่นลูกล่าสุดสร้างความเสียหายแก่ประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ ยังเอ่อท่วมท้นพื้นที่การเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย คาดว่าหลังจากที่พายุสงบ รัฐบาลจำเป็นต้องประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมวางแผนที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรบางส่วนจากต่างประเทศ ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอมรับว่าเรื่องการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกายังไม่ทราบความคืบหน้า และในวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่ได้สอบถามความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ จากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ อย่างเป็นทางการและส่วนตัว แต่เร็วๆ นี้ น่าจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวในฐานะกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลกเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้าหมูจากสหหรัฐ อยากให้กระทรวงพาณิชย์คิดให้ดีๆ คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรบ้าง นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรณีนำเข้าหมูจากสหรัฐ หากมีการนำเข้า จะกระทบกับเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในประเทศแน่นอน แต่ขึ้นอยู่ว่าปริมาณที่จะนำเข้าเท่าไหร่ สมมติ มีการนำเข้าคิดเป็นหมูขุนจำนวน 18 ล้านตัวๆ ละ 6,000 บาท เป็นเงิน 108,000 ล้านบาท แม่หมู 1 ล้านตัว ราคาลงทุน 1 แสนบาทต่อตัว เป็นเงิน 100,000 ล้านบาท รวม 208,000 ล้านบาท และผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมูลค่า 204,954 ล้านบาท ถ้ารวมสินค้าการเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงหมู ที่เป็นลูกโซ่น่าจะมากกว่า ผลเสียที่เกิดกับอุตสาหกรรมหมู ทั้ง
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือเอฟทีเอ ว็อทช์ (FTA WATCH) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยมีการหารือร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการนำเข้าเนื้อหมู ว่า กรณีดังกล่าวสุ่มเสี่ยงมากที่จะนำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในสัตว์ที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงได้ เนื่องจากจริงๆ ในประเทศไทยมีกฎหมายของกรมปศุสัตว์ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เป็นผู้ดูแลห้ามไม่ให้มีสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีสารเร่งเนื้อแดง เนื่องจากบริบทของคนในประเทศไม่กินเนื้อที่มีไขมัน จึงมีการใส่สารดังกล่าว ซึ่งในปริมาณที่อเมริการะบุว่าปนเปื้อนน้อยในเนื้อ แต่กลับไปพบในเครื่องในสัตว์ ซึ่งพวกเขาไม่กินเครื่องในสัตว์กันอยู่แล้ว ดังนั้น หากนำเข้ามาคนไทยกินหมด ยิ่งเครื่องในสัตว์ก็กิน น.ส.กรรณิการ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่ากังวลมาก คือเมื่อวันก่อนทางกรมเจรจาทางการค้าให้ข้อมูลออกสื่อมวลชนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทำตามมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) เพราะไทยเป็นภาคีสมาชิก และโคเด็กซ์ปรับเกณฑ์ให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหวังมาก
ประเด็นนำเข้าหมูใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐยังไม่จบ!!! “พาณิชย์” ชี้ไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน CODEX ลุ้นท่าที 2 หน่วยงานหลัก ‘กษ.’ถือกฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์-‘อย.’ ถือประกาศมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าไทยถูกกดดันจากประเทศผู้ส่งออกในประเด็นการเปิดนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงว่า ไทยต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ในฐานะที่เป็นประเทศการค้า และสมาชิกขององค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) และองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศภายใต้การทำงานร่วมกันขององค์การอาหารและเกษตรสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) มีสมาชิก 187 ประเทศ รวมทั้งไทย ทำหน้าที่ด้านการกำหนดมาตรฐานอาหารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ได้มีมติเมื่อเดือนก.ค. 2555 กำหนดค่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดงในสุกรตกค้างที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ เนื้อสุกรทั้ง 4 ชนิด ที่โคเด็กซ์กำหนดปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้างที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ได้แก่ กล้ามเนื้อ ไขมัน ตับ และ
ปศุสัตว์ผวาช่วงปลายฝนต้นหนาว-ฤดูกาลนกอพยพย้ายถิ่น จี้เกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกเข้ม พร้อมเปิดสายด่วนแจ้งสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตั้งด่านชายแดนพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มกัน “โรคไข้หวัดนก” จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที “ช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอให้เ
