อาชีพเสริม
โครงการข้าวโพดหลังนาที่ภาครัฐรณรงค์ให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง แล้วเชิญชวนให้หันมาปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต่อจากข้าวนาปีแทนนั้น น่าแปลกใจที่โครงการดีๆ แบบนี้กลับมีบางคนเห็นเป็นเรื่องหนุนนายทุนไปเสีย ทั้งๆ ที่มันมีเหตุผลประกอบหลายประการและทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติเป็นหลัก ประการแรก : ลดปริมาณผลผลิตข้าวที่กำลังล้นตลาด เพื่อดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มราคาข้าว จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ระบุว่าในปี 2562 “ข้าว” จะเป็นสินค้าเกษตรที่มีปัญหาน้อยที่สุด โดยในปี 2562 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตข้าวนาปีเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ-ข้าวเปลือกหอมปทุมธานีในปี 2561 ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงตันละ 18,000 บาท ประการที่สอง : ลดปริมาณการใช้น้ำ จากภาวะ “แล้ง” ประเทศเราขาดแคลนน้ำอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา รัฐจึงต้องรณรงค์ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน หวยจึงมาออกที่ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ใช้น้ำน้อย ใช้เวลาปลูกน้อย และที่สำคัญ มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อชาวนาไทย ประการที่สาม : รั
นายเพชร น้อยรุ่ง อายุ 43 ปี ชาวบ้าน ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นเจ้าของซุ้มไม้ไผ่ เปิดเผยว่า เมื่อ 4 ปีก่อน ตนและครอบครัวประกอบอาชีพทำนาอยู่ที่ หอกลอง เนื้อที่กว่า 50 ไร่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จแล้วยังขาดทุน เพราะในช่วงนั้นราคาข้าวตกต่ำมาก จึงอยากหารายได้เสริมด้วยการสร้างงานจากไม้ไผ่ ออกมาเป็นซุ้มนั่งเล่น แคร่ไม้ไผ่ คอกเด็ก และสินค้าประเภทอื่นๆ หากมีออเดอร์ “จากนั้นได้ย้ายมาเช่าบ้านอยู่ริมถนนพิษณุโลก-พรหมพิราม เพื่อนำซุ้มเหล่านั้นมาวางขาย ปรากฏว่า ขายดี คนที่สัญจรผ่านไปมาจะแวะถามแวะอุดหนุนตลอด รวมถึงมีออเดอร์สั่งทำด้วยผมจึงเริ่มจ้างญาติพี่น้อง 6 คนมาช่วยกันทำ แต่ผมและครอบครัวไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มาแต่ก่อน ไม่เคยได้เรียน หรืออบรมอะไร อาศัยจดจำไปเห็นจากที่อื่นและลองศึกษาดู ได้กลับมาลองทำออกแบบขึ้นใหม่” นายเพชร เล่าต่อว่า ช่วงนี้เริ่มประสบปัญหาเรื่องหาไม้ไผ่มาทำ ในพื้นที่ตอนนี้ไม้ไผ่ที่ใช้จำพวก ไผ่ตรง ไผ่เลี้ยง ไผ่ซาง ขาดแคลน ต้องตระเวนหาซื้อตามต่างจังหวัด จากสุโขทัย อุตรดิตถ์ และแพร่ บางครั้งหาซื้อไม่ได้ต้องไปซื้อถึงเชียงใหม่ ทำให้มีต้นสูงตามไปด้วย ส่วนราคาขายก็ไม่แพงเกินไป เป
อาจารย์สอนบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ ลงทุน 1,200 บาท ปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก ซอยพหลโยธิน 53 เขตบางเขน กรุงเทพฯ จำนวน 100 ก้อน โดยวางแนวนอนซ้อนกัน ใช้พื้นที่เพียง 1.5 ตารางวา ขายผลผลิตให้เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง สร้างรายได้ สัปดาห์ละ 500 บาท มีเงินจ่ายค่าหอพักสบายๆ นอกจากนั้น ยังต่อยอดความรู้ด้วยการสร้างโรงเพาะเห็ดขนาดเล็กเพื่อให้นักเรียนมาศึกษาหาความรู้อีกด้วย เอกรัตน์ พัฒชู หนุ่มสุราษฎร์วัย 25 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำคณะวิชาการบัญชีที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ อาจารย์เอกรัตน์ เผยว่า ก่อนจะมาเป็นอาจารย์สอนบัญชี เคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ร้านอาหารข้าวต้มขาไก่ จากนั้นไม่นานลาออกไปเป็นอาจารย์สอนบัญชี และปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก โดยลงทุน 600 บาท ซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะ 50 ก้อน หลังจากนั้นเมื่อเห็ดออกดอก และเริ่มขายได้ จึงซื้อมาเพิ่มอีก 50 ก้อน โดยวางตามแนวระเบียง รดน้ำทุกเช้าโดยรดจากด้านบน ปล่อยให้น้ำซึมไหลลงมายังชั้นล่างสุด “ผมหาความรู้การเพาะเห็ดจากอินเตอร์เน็ต และกรมวิชาการเกษ
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย เมื่อช่วงต้นปี 2554 ได้นำผักเชียงดามาปลูกไว้ 2 ต้น ตายไป 1 ต้น โดยซื้อมาจากตลาดคำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่ เหตุที่นำผักเชียงดามาปลูกหลังบ้านก็เพราะชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพรา
วันที่ 25 เม.ย. ที่ป่าข้างทางบ้านขมิ้น ต.เป็นสุข อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวพบ ป้าเลียน สุขสงวน อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ทีค่ 7 บ้านขาม ต.เป็นสุข อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และป้าเลย อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาไร่ ออกหาแหย่ไข่มดแดงขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีอุปกรณ์คือ ไม้ไผ่ ยาวกว่า 10 เมตร ผูกถุงปุ๋ยหรือถุงตาข่ายถี่ไว้ที่ปลายไม้ ทำเป็นไม้แหย่ไข่มดแดง ตระเวนเดินหาแหย่รังมดแดงตามต้นไม้ต่างๆ บริเวณริมถนน ไร่นา และตามป่าแถวข้างหมู่บ้าน ที่มดแดงอาศัยทำรังอยู่ เมื่อพบรังมดแดงจะตรวจดูและสังเกต ถ้ารังไหนมีใยสีขาวๆ อยู่ข้างๆ รัง จะมีไข่มดแดงอยู่จำนวนมาก ก็จะใช้ไม้แหย่เข้าไปในรัง กระทุ้งให้ไข่หล่นลงไปในถุงที่ผูกไว้กับปลายไม้ไผ่ หลังจากแหย่ได้ 4-5 รัง ได้ไข่มดแดงมากพอสมควรแล้ว ก็นำมาวางไว้กลางแดด เพื่อให้แม่มดแดงหนีออกจากไข่ จากนั้นจึงนำไข่มดแดงมาเทใส่ถังน้ำที่เตรียมไว้ เพื่อคัดเอาเศษกิ่งไม้และแมลงที่ติดมาด้วยออก นำไข่ใส่ถุงเก็บไว้แบ่งขายต่อ โดยจะขายให้กับคนในหมู่บ้านที่นิยมรับประทานไข่มดแดง แบ่งขาย ห่อละ 20 บาท ขายเป็นกิโลๆละ 250 บาท เท่านั้น ป้าเลียน กล่า
ในปัจจุบันมีผู้ที่สนใจหันมาประกอบอาชีพเชิงเกษตรกันมากขึ้น ทั้งผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน หรือวัยใกล้เกษียณ ยังมีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีภาระงานอื่น มีที่ดิน หรือหาซื้อที่ดิน และคิดที่จะทำสวน ทำไร่ เคียงคู่ไปกับงานประจำเพื่อเป็นรายได้สร้างทรัพย์สิน ยกฐานะให้กับครอบครัว ได้ออกกำลังกาย เพลิดเพลินมีความสุขกับการทำสวน อยู่กับต้นไม้ ได้อยู่กับครอบครัว หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า การมีที่ดินทำสวน ทำไร่ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของการทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว มีที่ดิน สวน ไร่ เป็นของตนเอง นอกจากนั้นแล้วการทำการเกษตร ปลูกต้นไม้ยังได้สร้างความสุขทางใจ เห็นต้นไม้เขียวๆ ขึ้นงามเป็นทิวแถว หลายปีต่อมาผลิดอก ออกผล สร้างความสุขใจที่มีผลผลิตจากสวนเป็นของตนเอง ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวคิด เรื่อง การสร้างรายได้จากสวนในพื้นที่ขนาดเล็ก สำหรับผู้ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว มีพื้นที่ไม่มากนัก หรือมีมากแต่ค่อยๆ เริ่มทำ ก้าวอย่างระมัดระวัง เพราะบางครั้งการทำการเกษตร ไม่ได้สวยหรูอย่างที่สื่อนำเสนอ ยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้งดงาม อาชีพด้านการเกษตรมีตัวแปรมากมาย โดยที่ยังไม่ต้องลาออกจากงานประจำ
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก ตลาดเช้าที่คึกคักแห่งหนึ่งของคนเมืองพิษณุโลก มีอาหารการกินพื้นบ้านหลากหลาย เช้าวันนี้ที่แผงขายของพื้นเมืองของนายนกเล็ก คงมา ชาวบ้าน ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก ที่เก็บพืชผักชนิดต่างๆ จากท้องทุ่งมาวางขายประจำ ได้นำไข่มดดินมาวางขายเป็นวันแรก หลังจากออกขุดหาตามชายป่า ท้องทุ่ง ได้ไข่มดดินมาวันแรกประมาณ 1.3 กิโลกรัม และนำไปล้าง กรองด้วยผ้าขาวบาง วางขายขีดละ 100 บาท หรือ กก.ละ 1,000 บาท ได้รับความสนใจจากชาวพิษณุโลกจำนวนมากซื้อนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะยำไข่มด ใส่พริก น้ำปลา มะนาว ให้รดชาติที่กลมกล่อม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก นายนกเล็กเปิดเผยว่า ไข่มดดินมีฤดูการขุดหาในช่วงหน้าหนาวย่างเข้าสู่หน้าแล้ง ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา ตนจะออกไปหาตามชายป่าติดลำคลอง ต้องใช้ความชำนาญในการสังเกตตามพื้นดิน ดูการทำรังของมด และลงมือขุดหา บางรังก็ตื้นหน่อยประมาณ 1 ฟุต บางรังก็อยู่ใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร โดยตัวมดจะเป็นตัวสีแดงๆ ขนาดเล็กมาก เมื่อหามาได้ก็นำกลับมาล้างน้ำสะอาดก่อนมาวางขายที่ตลาด เมื่อตัวมดถูกน้ำก็จะตาย ไข่มดดินพว
คุณเสมอ คำทุย อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 18 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักเกี่ยวกับการทำสวนลำไย ต่อมาเมื่อทุกอย่างลงตัวจึงอยากมีอาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้ในช่วงที่รอลำไยออกผลผลิต จึงได้ตัดสินใจมาเลี้ยงไก่ชนเพื่อเป็นอาชีพเสริมในเวลาต่อมา “สวนเราก็ทำปนกันไป ส่วนมากจะเป็นลำไย และก็ผสมปลูกมะม่วง เชิงผสมผสานกันไป ทำแบบนี้มาหลาย 10 ปีแล้ว พอด้านสวนเริ่มลงตัว ก็เลยมาเริ่มศึกษาการเลี้ยงไก่ชน เพื่อเป็นอาชีพเสริม สรุปว่าก็พอขายได้ ทำให้มีรายได้ก็เลยเริ่มเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเป็นเวลาต่อมา” คุณเสมอ บอก ไก่ชนที่เลี้ยงส่วนมากจะเป็นไก่พื้นเมืองที่หลากหลายสายพันธุ์ โดยจะเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีๆ มาผสมพันธุ์กันโดยนำมาขังไว้ภายในกรงที่เตรียมไว้ จากนั้นเมื่อผสมจนแม่พันธุ์เริ่มออกไข่ ก็จะให้แม่พันธุ์ฟักไข่เองจนกว่าจะได้เป็นลูกไก่ออกมา จากนั้นปล่อยให้แม่ไก่เลี้ยงลูกไปอีกสักระยะ เมื่อลูกเจริญเติบโตจนสามารถหาอาหารกินเองได้ ก็จะปล่อยให้ลูกไก่ออกหากินเองแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไก่ก็จะเจริญเติบโตแข็งแรงได้ดีและที่สำคัญยังมีความปราดเปรียวทรงสวย โดยช่วงไหนที่มีโรคระบาดมาก
หลังพบว่า “เศษขยะ” จากอาหารสด คือ “ขุมทรัพย์” อันล้ำค่า “ชารีย์ บุญญวินิจ” ศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนหนุ่มวัยเพียง 29 ปี อดีตเซฟที่สหรัฐอเมริกา และได้เคยบวชเรียนเป็นพระมาแล้ว ปิ๊งไอเดียนำเศษอาหารไร้ค่ามาเลี้ยงไส้เดือน ผันชีวิตจากเด็กหนุ่มปกติ สู่วิถีชีวิตเกษตรกร จนได้รับฉายาลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน คุณชารีย์ เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ณ ร้านอาหาร แห่งหนึ่งนาน 4 เดือน ทุกๆ วัน ต้องพบเจอกับเศษอาหารที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แต่ขณะนั้นยังหาวิธีกำจัดเศษขยะเหล่านั้นไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ไปบวชเป็นพระ ได้เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูงเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตร จึงเกิดความคิดอยากทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ชารีย์ บอกต่อว่า หลังจากสึกพระออกมา ก็ทำงานออฟฟิศด้านการออกแบบ กระทั่งปี 2553 เริ่มเลี้ยง “ไส้เดือน” เป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่าไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่เยอะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ลงทุนครั้งเดียว ที่สำคัญไม่รบกวนงานประจำ “ผมใช
ปกติชาวสวนลำไยจะต้องตัดแต่งกิ่งลำไยหลังการเก็บเกี่ยว กิ่งลำไยจะกลายเป็นขยะเหลือใช้แต่เกษตรกรชาวอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้นำกิ่งลำไยมาเผาถ่านใช้ในครัวเรือน ปรากฎว่า ถ่านไม้ลำไยขี้เถ้าน้อย ไฟแรง จึงผลิตถ่านไม้ลำไยออกขาย เป็นสินค้าเสริมรายได้ในสวนลำไยได้อย่างดี เกษตรกรเจ้าของไอเดียดังกล่าว คือ นายจันทร์ แสงศรีจันทร์ บ้านเลขที่ 68 หมู่ 12 ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ปลูกลำไยประมาณ 200 ต้น ทุกปีจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งลำไย เพื่อจัดพุ่มและให้ผลผลิตมากขึ้น ลูกโต ซึ่งการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นกิ่งของไม้ลำไยที่ตัดหากปล่อยทิ้งก็เสียดาย ดังนั้นจึงนำมาทำเป็นฟืนหรือทำถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ในครัวเรือน ปีแรกๆเมื่อลองนำมาทำพบว่า ถ่านที่ทำมาจากไม้ลำไยจะมีเนื้อแน่น ขี้เถ้าน้อย ไฟแรง ทำให้ประหยัดเวลาในการทำอาหาร แต่ละปีจะมีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น ที่จะตัดแต่งกิ่งแล้วนำมาแปรรูปเป็นถ่านไม้ลำไยจะได้ถ่านน้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กก. เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือก็ขายให้กับเพื่อนบ้านและผู้ที่นิยมใช้ถ่าน กก.ละ 12 บาท นายจันทร์ กล่าวต่อว่า การตัดแต่งกิ่งลำไยของชาวสวนลำไยน้ำแวนจะตัดทุกปี บ้างก็ขายเป็นฟืนให้แก่โรงงาน
