อาชีพเสริม
เม่นแคระ เป็นสัตว์เลี้ยงตัวเล็กที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายด้วยเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ไม่ส่งเสียงดัง มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ชอบขดตัวม้วนกลมอันเป็นเอกลักษณ์น่ารักโดดเด่น ซึ่งเป็นการป้องกันตัวเองจากศัตรู น้องเม่นฉลาด เป็นมิตร เนื่องจากมีขนาดตัวเล็กเหมาะสำหรับเลี้ยงในพื้นที่จำกัดอย่างเช่น คอนโดฯ หอพัก คุณอิฐ – ณรงค์ศักดิ์ รอดเพ็ชร์ เจ้าของฟาร์ม “ตัวหนาม ฟาร์มเม่น Hedgehogs.” ที่ใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำ มาสร้างรายได้ด้วยการเพาะขยายพันธุ์เม่นแคระและโพสต์ขายตามกลุ่มที่มีการซื้อขายเม่นแคระเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ฟาร์มของคุณอิฐ เลี้ยงน้องเม่นสายพันธุ์ African pygmy hedgehog ลูกผสมระหว่างเม่นป่าสองสายพันธุ์จากแอฟริกา อายุเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี เป็นสายพันธุ์ที่นิยมของตลาดและผู้เลี้ยงเม่น เพราะราคาไม่แพง แถมนิสัยน่ารักของเจ้าเม่นแคระ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงหลายๆ คนอีกด้วย การขยายพันธุ์ ทางฟาร์มฯ ให้ผสมพันธุ์น้องเม่นแบบธรรมชาติ โดยการจับพ่อแม่พันธุ์เม่นใส่รวมในภาชนะที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่เกินไป ไว้เป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นจะทำการแยกพ่อพันธุ์เม่นแคระออกมา เพื่อให้แม่พ
เนื่องจากทุกวันนี้ปูนาเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ทำการเพาะเลี้ยงปูนาโดยใช้ข้อมูลที่พอจะหาได้ในโซเชียล ลองผิดลองถูกจนในปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงปูนาส่งขาย ทำรายได้แต่ละเดือนไม่ใช่น้อย นางชญาพร ทัคคิโน เกษตรกรหญิงจากฟาร์มปูนาสองพี่น้อง หมู่ที่ 11 ต.รกฟ้า อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลาว่างศึกษาในอาชีพการเลี้ยงปูนาเนื่องจากเล็งเห็นว่าปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และมีผู้เลี้ยงน้อยราย เมื่อศึกษาก็พบว่าปูนาสายพันธุ์กำแพงเป็นปูนาที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 13 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ขายหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 90 บาท ทำรายได้วันละ 800-1,000 บาทเลยทีเดียว โดยปูนาสายพันธุ์กำแพงนั้นจะนิยมนำไปทำอาหารประเภทลาบปู น้ำพริกปู หรือปูนึ่ง หรือจะนำไปดองเพื่อใส่ส้มตำจะทำให้ได้รสชาติดีเนื่องจากขนาดลำตัวใหญ่กว่าปูนาทั่วไป ส่วนการเพาะเลี้ยงนั้น จะเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ มีการใส่ดินเพื่อป้องกันการหลุดของขาปู รวมทั้งควรมีที่หลบภัยเนื่องจากช่วงที่ปูลอกคราบปูมักจะกินกันเอง และต้องมีคอก
อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน จึงมักพบต้นเตยปาหนัน (พืชตระกูลปาล์ม) ซึ่งหลายคนรู้จักในชื่อต้นลำเจียก หรือเตยทะเล หรือเตยหนาม ต้นเตยปาหนันชอบขึ้นตามริมหาด ชายทะเล ป่าโกงกาง ลักษณะลำต้นเป็นกอ และแตกกิ่งใบยาวเป็นพุ่ม ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามอายุและสภาพดิน สูงประมาณ 5 เมตร ชาวบ้านในพื้นที่นิยมนำใบซึ่งสามารถหาได้ทั่วไปในพื้นที่มาทำเป็นเครื่องจักสานซึ่งเป็นหัตกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญามาตั้งแต่สมัยโบราณ สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ชาวบ้านในพื้นที่จึงรวมกลุ่มกันในหมู่บ้าน จากการชักชวนของ คุณเจะนิ ปูเงิน อดีตประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์เตยปาหนันบ้านดุหุน และเป็นมารดาของ คุณจันทร์เพ็ญ ปูเงิน ประธานคนปัจจุบัน คุณจันทร์เพ็ญ ปูเงิน ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์เตยปาหนันบ้านดุหุน ให้ข้อมูลว่า กลุ่มตั้งอยู่เลขที่ 90/2 หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของชาวบ้านที่มีความรู้และฝีมือในการจักสานเตยปาหนันเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋า เสื่อ และหมวก โดยทำกันเป็นอาชีพเสริมจากการทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ต่อมาปี
พะเยา 1 ปีมีให้กิน 1 ครั้ง ฝนตกใหม่ อึ่งเพ้าได้ใจ ชาวบ้านคึกคัก แห่จับส่งขายตลาด ได้ราคาดี กิโล กรัมละ 600 บาท สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ผู้บริโภคชื่นชอบ รสชาติอร่อย ทำอาหารหลายเมนู เกิดฝนตกในพื้นที่จังหวัดพะเยา ทำให้อึ่งเพ้า หัวปี หรือ ต้นปี เข้าสู่ฤดูฝน ออกมาเล่นน้ำฝนและผสมพันธ์ุ ชาวบ้านจับส่งขายตลาดได้ราคาดี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ กิโลกรัมละ 600 บาท หรือตัว 30-50 บาท โดยหลังจากที่เกิดฝนตก จะมีอึ่งเพ้าออกมาเล่นน้ำฝนจำนวนมาก ชาวบ้านจะออกหาจับอึ่งเพ้ามาขายในตลาดตอนเช้าให้กับผู้ที่ชอบกินอึ่งเพ้า นำไปประกอบอาหารกิน และอึ่งเพ้าเป็นที่ชื่นชอบและนิยมกินกัน รสชาติอร่อย โดยเฉพาะตัวเมียและมีไข่ในท้องจะเป็นที่นิยมมากที่สุด หากนำไปปิ้งย่าง จะมีรสชาติอร่อย มัน ถูกปากคนกิน นางสุข ยศธิ อายุ 60 ปี แม่ค้าในตลาดสดแม่ทองคำ ได้เล่าว่า หลังจากที่ฝนตกอึ่งเพ้าก็ออกมาเล่นน้ำฝนเพื่อผสมพันธ์ุช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ตามแหล่งน้ำ และตามไร่ นา โดยจะร้องเสียงดังไปทั่ว ชาวบ้านจึงออกหามาขาย ให้ผู้ที่นิยมกินอึ่งเพ้า นำไปประกอบอาหาร กันอย่างคึกคัก ส่วนราคาเบื้องต้น อึ่งเพ้าตัวเมียและมีไข่ ราคากิโลกรัมละ 600 บาท ส่วนอึ่งเพ้า
มีคุณคาเฟ่ : วันที่ 27 เมษายน 2567 ที่ถนนเทศบาล 1 (ป่าพร้าว) ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัด (หน้าสถานีรถไฟกันตัง) มีร้านกาแฟสดที่มีลูกค้ามายืนรอซื้อกาแฟสดและแซนด์วิช กันอย่างไม่ขาดสาย เพราะกว่าจะได้ดื่มกาแฟ ชาไทย ชาเขียว ต้องรอ 5 วัน เพราะเขาจะตั้งโต๊ะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เท่านั้น เพราะวันจันทร์ถึงศุกร์พ่อค้าจะไปทำงานธุรการที่โรงเรียนเอกชน ในตัวอำเภอกันตัง นายสรายุทธ ตันประเสริฐเลิศ หรือ เก่ง อายุ 37 ปี เป็นเจ้าของมีคุณคาเฟ่ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า มีคุณคาเฟ่ เป็นร้านกาแฟข้างทางเล็ก “ที่มีวันปิดมากกว่า วันเปิด” เปิดขายเฉพาะ วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อร่อยซ้ำๆ ตามสูตรที่คิดเอง โดยเฉพาะชาไทยที่ใช้ชาปีนังผสมเอง ตามสูตรของอาก๋ง และการแฟสดที่นำเมล็ดกาแฟจากภาคเหนือผสมกับเมล็ดกาแฟของจังหวัดตรังคั่วเข้มหอมเข้มลงตัวเป็นที่ถูกใจคอกาแฟ ส่วนเมนูที่วัยรุ่นนิยมสั่งกันคือชาเขียวโบราณ ที่ใช้ชาเขียวเกรดพรีเมี่ยมมาใช้ชงให้ลูกค้าแต่ราคาแก้วละ 30 บาท ส่วนกาแฟสดแก้วละ 35-40 บาท ชาไทย 30 บาทเช่นกัน แต่ลูกค้าต้องรีบมาซื้อกันเพราะแต่ละวันจะขายแค่ 50 แก้วเท่านั้น หมดแล้ว
เกษตรกรสาวสวยบึงกาฬ ที่ชาวโซเชียลรู้จักในนาม “เด็กเลี้ยงควาย by ใบเตย” จากเด็กเลี้ยงควายไล่ทุ่งเริ่มจากเลี้ยงแก้เหงากลายมาเป็นความชอบ ทำรายได้สูงสุดหลักล้านต่อปี เพื่อที่จะพัฒนาให้เป็นควายงามส่งเข้าประกวด โดยเริ่มพัฒนาจากแม่พันธุ์ควายเนื้อ เป็นควายงาม แรงบันดาลใจที่ทำให้เปลี่ยนความคิดและมุมมองเกิดขึ้นตอนไปเห็นควายในสนามประกวด คุณสริฏา เดชา หรือ คุณใบเตย เจ้าของโขงนทีฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่ที่ หมู่ 10 ตำบลโพธิ์หมาแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นสาวดีกรีปริญญาตรี จบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาสัตวศาสตร์ เอกการผลิตสุกร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบเอกสายโคกระบือโดยตรง คุณใบเตย เล่าว่า ยังไงก็สามารถพัฒนาได้เหมือนหมู หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาและเลี้ยงพัฒนาให้เป็นควายงามที่ดี นิสัยความน่ารักของควาย เขาพูดไม่ได้แต่สามารถแสดงพฤติกรรมให้เห็น ความยากของการเลี้ยงควายที่พัฒนา คือ ความอดทน และระยะเวลา เนื่องจากควายที่พัฒนาจะใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องเกือบปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี เรื่องของความอดทนจึงมาก่อน จุดเริ่มต้นที่สนใจ เกิดจากการที่เราจะซื้อควายงามมาเลี้ยงแต่ไม่รู้ประวัติ
เต่าซูลคาต้า (Sulcata Tortoise) เป็นเต่าบกชนิดหนึ่งที่กระดองมีลวดลายสีสวยดูมีความน่ารัก ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเป็นสัตว์นำโชคมาให้ เกษตรกรที่อำเภอพรหมบุรี ได้รวมกลุ่มแบบธรรมชาติ จัดการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เพื่อนำส่งลูกเต่าออกขายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ที่ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ การเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า สมาชิกจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมทักษะจากนักวิชาส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรหมบุรี ที่ได้ประสานการทำงานร่วมกับนักวิชาการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้หรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเกษตรกรจะได้นำความรู้ไปสู่พัฒนาการเพาะเลี้ยงเต่าให้ได้คุณภาพ และทำให้สมาชิกมีรายได้นำไปสู่การยังชีพที่มั่นคง คุณลุงสุชาติ วงษะ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เล่าให้ฟังว่า อาชีพคือการทำนาและมีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า มีพื้นที่ทำนา 30 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นชนิดข้าวเจ้านาสวนที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงต้นสูง 104-133 เซนติเมตร กอตั้ง ลำต้นแข็งการหักล้มน้อย อายุการเก็บเกี่ยว 104-132 วัน เมื่อนำไปหุงจะได้กลิ่นหอม เนื้อข้าวนุ่มคล้ายข้า
การขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ทำนายังคงสร้างปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรทางภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนาผืนนั้นอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำทางธรรมชาติ หรือไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ฉะนั้น ทางออกของชาวบ้านที่ดีที่สุดคือ การเปลี่ยนไปทำเกษตรกรรมแบบใช้น้ำน้อย อย่าง คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ทำนาเป็น 100 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนน้ำ แถมยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้สิน จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการเกษตรหลายชนิดที่ใช้น้ำน้อย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาจบที่การเพาะพันธุ์ปลาขาย พ่วงด้วยการเพาะพันธุ์กบและเลี้ยงกบเนื้อ สร้างรายได้รวมแล้วปีละเป็นแสนบาท คุณวีระชัย ศรีสด กับภรรยา น้ำน้อย ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเพาะปลา-เลี้ยงกบ คุณวีระชัย เจ้าของ “วีระฟาร์ม” เล่าว่า เดิมมีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานพบว่ามีปัญหาอุปสรรคนานัปการที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ค่าแรง รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำ เพราะยิ่งทำนากลับเพิ่มหนี้สินมากมาย จึงตัดสินใจหยุดชั่วคราวแล้วลองหันมาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแ
ระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยเป็นสินค้าดาวรุ่ง ขายดี ทำกำไรสูง เช่น มะม่วง มะนาว มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฯลฯ กลับตกอยู่ในทิศทางตลาดขาลง ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและงวยงงกับสถานการณ์ราคาตลาดว่า จะปลูกต่อดีหรือถอยไปปลูกพืชชนิดอื่นดี แม้หลายคนจะมองว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า อยู่ในทิศทางขาลง แต่ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เจ้าของไร่พัชชา กลับยืนยันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้ายักษ์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขายดิบขายดี จนผลิตหน่อพันธุ์ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเสน่ห์ของ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ที่ทำให้ขายดี ติดลมบนตลอดทั้งปีกันสักหน่อย กล้วยน้ำว้ายักษ์ มาจากไหน อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ปัจจุบัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 โหรหญิงดังยอดนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่แบ่งเวลามาทำสวนเกษตร ชื่อว่า ไร่พัชชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบอร์โทร. 084-548-9000 และ 086-128-8000 อาจารย์พัชนี เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบสะสมที่ดิน ที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดราชบุรีที่ซื้อไว้ มีดินดี น้ำสมบูรณ์ จึงสนใจปลูกกล้วยน
อ้อย ที่ปลูกในบ้านเราแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ พันธุ์ที่ปลูกเพื่อนำผลผลิตส่งโรงงานแปรรูปเป็นน้ำตาล และอีกพวกหนึ่งเป็นพันธุ์อ้อยเคี้ยว สำหรับอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเปลือกนิ่ม ชานนิ่ม รสหวานปานกลางถึงค่อนข้างสูง ในสภาวะเศรษฐกิจแปรปรวนการปลูกเพื่อขายต้นพันธุ์และนำมาหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มที่ได้รสชาติอร่อย จึงเป็นทางเลือกเพื่อยกระดับรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความมั่นคง คุณศิวาพัฒน์ มั่นคงจรัญศรี ผู้ปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ต้องพบกับปัญหามากมายทั้งด้านวิธีการผลิต ซื้อปัจจัยการผลิตราคาแพง หรือด้านการตลาดไม่สามารถกำหนดราคาซื้อขายได้ เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำการเกษตรผสมผสาน พร้อมกับปลูกอ้อยสุพรรณบุรี 50 ซึ่งเป็นพันธุ์อ้อยเคี้ยว มีลักษณะเฉพาะและเหมาะนำมาหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดที่ได้คุณภาพ เตรียมพันธุ์ ได้ซื้ออ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มาเมื่อครั้งไปอบรมที่ศูนย์เฉลิมพระเกียรติ เป็นท่อนพันธุ์ที่มีตาสมบูรณ์ ปลอดโรคและแมลง ราคาตาละ 10 บาท นำมาเพาะเลี้ยงบนวัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของดินและแกลบ นาน 15 วัน ก็
