อาหารสัตว์
“ฟางข้าว” นั้นมีคุณค่าทางอาหารต่ำ หากนำไปใช้เป็นอาหารให้โคกระบืออย่างเดียวเป็นเวลานาน อาจทำให้สัตว์มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ ฟางนั้นมีอัตราการย่อยต่ำ ทำให้ฟางอยู่ในกระเพาะหมักเป็นเวลานาน เพราะจุลินทรีย์ต้องใช้เวลาในการย่อยมากขึ้น จึงควรการปรับปรุงคุณภาพของฟางก่อนที่จะนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้สูงขึ้นและสัตว์สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น การทําฟางหมัก หรือการทําฟางปรุงแต่งใช้เลี้ยงกระบือวัว มีวิธีทําดังนี้ ปูพลาสติกขนาด 5×5 เมตร ลงบนพื้นเรียบ ขอบพลาสติกยกเป็นขอบทั้ง 4 ด้าน ป้องกันนน้ำไหลออกจากกองฟางหมัก นําฟางแห้งสะอาดน้ำหนัก 40 กิโลกรัม วางลงบนแผ่นพลาสติก เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน รดน้ำให้ชุ่มทั่วกันแล้วตามด้วยน้ำละลายยูเรีย 2 กิโลกรัม และกากน้ำตาล 2 กิโลกรัม รดลงบนกองฟาง ทําเช่นเดียวกันอีก 2 ชั้น เมื่อครบ 3 ชั้น จึงคลุมทับลงบนกองฟางด้วยพลาสติกขนาด 8×8 เมตร ทับขอบพลาสติกด้วยวัสดุที่มีน้ำหนัก ใช้ฟางคลุมทับลง อีกหนึ่งชั้นเพื่อป้องกันแสงแดดส่อง หมักไว้นาน 4 สัปดาห์ ฟางจะกลายสภาพเป็นฟางหมัก หรือฟางปรุงแต่งที่มีคุณค่าทางอาหารของสัตว์สูงขึ้น ก่
ใบหม่อนนอกจากจะเป็นอาหารใช้เลี้ยงหนอนไหม และแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะชาใบหม่อนเพื่อสุขภาพแล้ว ในวันนี้ ใบหม่อน สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูได้ โดยกรมหม่อนไหม และกรมปศุสัตว์ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ได้นำหญ้าเนเปียร์ผสมกับอาหารข้น แต่การปลูกหญ้าเนเปียร์ ต้องใช้น้ำมาก ซึ่งในช่วงหน้าแล้ง ประเทศไทยมักเจอวิกฤตแล้งขาดแคลนน้ำมาตลอด การทดลองเอาใบหม่อนที่ปลูก มาทดลองใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ จะเป็นอีกช่องทางที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อน และลดต้นทุนอาหารสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง ก่อนหน้านี้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ สระบุรี ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของใบหม่อนเป็นอาหารหมู โดยแบ่งหมูขุนเป็น 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หมูคอกที่ 1 ให้อาหารข้นล้วน หมูคอกที่ 2 ใช้อาหารข้นผสมกับหญ้าเนเปียร์ และหมูคอกที่ 3 เลี้ยงด้วยอาหารข้น ผสมใบหม่อนสับละเอียด 10 เปอร์เซ็นต์ ทำการเก็บศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบ ในเบื้องต้น พบว่า แม้สภาพอากาศทั่วไปร้อนมาก
กรมส่งเสริมสหกรณ์จับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลังขายพืชอาหาสัตว์ป้อนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม ชี้ส่งผลดีกับทั้งสองฝ่าย ฝั่งสหกรณ์ผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์มีตลาดรองรับชัดเจน ฝั่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพผลิตเป็นอาหารสัตว์จำหน่ายเกษตรกรสมาชิกในราคายุติธรรม ปริมาณความต้องการใช้อาหารสัตว์ของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคไม่น้อยกว่าปีละ 29,281.20 ตัน นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดประชุมเชื่อมโยงเครือข่ายและเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่จำหน่ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโค เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผลิตพืชอาหารสัตว์ จำนวน 122 แห่ง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม จำนวน 60 แห่ง ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาการผลิตและการตลาดสินค้าพืชอาหารสัตว์ให้อยู่ภายในเครือข่ายของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาเรื่องการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด ปัจจุบันสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา นับเป็นโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง ลดการทำข้าวนาปรัง โดยดึงหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ มาร่วมดำเนินการจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นโมเดลการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา มีเป้าหมายปรับสมดุลปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดปริมาณข้าวนาปรัง โดยเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรกรมีรายได้และเกิดความมั่นคงในอาชีพการเกษตรมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายตลาดนำการผลิต “ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการถือได้ว่า โครงการนี้ เป็นต้นแบบการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างแท้จริง ซึ่งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ ตรวจสอบ คัดเลือก รับสมัครเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้า
ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อย นำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกไทยได้ในอนาคต เพราะ เกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือ เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า ตลาด “หญ้าเนเปียร์” อาจารย์สันติ เหลืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่เลขที่ 197/1 หมู่ 3 ต.ลาดบัวขา
โครงการข้าวโพดหลังนาที่ภาครัฐรณรงค์ให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง แล้วเชิญชวนให้หันมาปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต่อจากข้าวนาปีแทนนั้น น่าแปลกใจที่โครงการดีๆ แบบนี้กลับมีบางคนเห็นเป็นเรื่องหนุนนายทุนไปเสีย ทั้งๆ ที่มันมีเหตุผลประกอบหลายประการและทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติเป็นหลัก ประการแรก : ลดปริมาณผลผลิตข้าวที่กำลังล้นตลาด เพื่อดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มราคาข้าว จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ระบุว่าในปี 2562 “ข้าว” จะเป็นสินค้าเกษตรที่มีปัญหาน้อยที่สุด โดยในปี 2562 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตข้าวนาปีเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ-ข้าวเปลือกหอมปทุมธานีในปี 2561 ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงตันละ 18,000 บาท ประการที่สอง : ลดปริมาณการใช้น้ำ จากภาวะ “แล้ง” ประเทศเราขาดแคลนน้ำอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา รัฐจึงต้องรณรงค์ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน หวยจึงมาออกที่ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ใช้น้ำน้อย ใช้เวลาปลูกน้อย และที่สำคัญ มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อชาวนาไทย ประการที่สาม : รั
ปัจจุบัน การทำปศุสัตว์กำลังได้รับความนิยมควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานมากขึ้น โดยแบ่งพื้นที่จากที่เคยทำสวนทำไร่เพียงอย่างเดียว แบ่งสันปันส่วนสำหรับเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้อีกช่องทาง เช่น การเลี้ยงโค แพะ แกะ ซึ่งสัตว์เหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมของตลาด สามารถขายได้ราคาส่งผลตอบแทนกับผู้เลี้ยงได้ค่อนข้างดีทีเดียว โดยการเลี้ยงให้ประสบผลสำเร็จมีกำไรเพิ่มขึ้น ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง จึงทำให้ผู้เลี้ยงบางรายแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ไว้ให้สัตว์ที่เลี้ยงได้กิน ทำให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการซื้อหญ้าเนเปียร์ ซึ่งหญ้าเนเปียร์เป็นพืชอาหารสัตว์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง เมื่อปลูกและมีการจัดการที่ดี หญ้าชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้เร็วให้ผลผลิตที่สูง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญเมื่อปลูกไปแล้วอายุของหญ้าเนเปียร์สามารถอยู่ได้นานถึง 5 ปี ทำให้การปลูกไม่จำเป็นต้องลงทุนในเรื่องของการซื้อต้นพันธุ์ใหม่ คุณอารีย์ พุ่มมะปราง อยู่ที่บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 7 ตำบลหัวนา อำเภอเดิมบางนางบ
บริษัท คาร์กิลล์สยาม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและสินค้าเพื่อการเกษตร เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมประมงในประเทศไทย เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสัตว์น้ำ คาร์กิลล์ ประจำประเทศไทย หรือ Cargill Technology Application Center ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ เพื่อยกระดับมาตรฐานแก่เกษตรกรผู้เลี้ยง สัตว์น้ำในไทยด้านโภชนาการอาหารสัตว์น้ำและการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้ได้นำวิธีการดำเนินงานที่ดีที่สุดและความชำนาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับโลกจากเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสัตว์น้ำจาก 20 ประเทศ ทั่วโลกมาใช้ ซึ่งศูนย์ฯ ในประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียใต้ และเป็นหนึ่งในศูนย์ฯที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกในการเพาะเลี้ยงกุ้งของ คาร์กิลล์ ซึ่งจะมีนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคฟาร์ม ประมาณ 10 คน ประจำการในปลายปี 2561 มร. แชด กวอเกอร์ กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ คาร์กิลล์ ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมประมงกำลังเฟื่องฟูในภูมิภาคเอเชียเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารประเภทปลา กุ้ง และอาหารทะเลอื่นๆ ที่เพิ่มมากขึ้น คาร
อลหม่านอาหารสัตว์ นบขพ.เลื่อนทบทวนมาตรการนำเข้าข้าวสาลีทดแทนข้าวโพด 3:1 หลังสภาเกษตรกรฯร้องตรวจสอบการนำเข้าข้าวบาร์เลย์ทำอาหารสัตว์โผล่ 1.2 แสนตัน หวั่นกระทบราคาข้าวโพด แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา มีวาระพิจารณามาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ทดแทนข้าวโพด ซึ่งเดิมกระทรวงพาณิชย์กำหนดอัตราส่วนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร 3 ส่วน (มาตรการ 3 ต่อ 1) แต่ทางผู้ผลิตอาหารสัตว์ ในนามสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เสนอให้ผ่อนปรนมาใช้สัดส่วน 2 ต่อ 1 แทน เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม แต่ทางสมาคมการค้าพืชไร่เสนอขอให้คงมาตรการ 3 ต่อ 1 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสมมาปกป้องเกษตรกร “ที่ประชุมยังไม่ได้หารือถึงวาระพิจารณา 3 ต่อ 1 แต่ปรากฏว่ามีตัวแทนเกษตรกรจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ นำข้าวบาร์เลย์เข้ามาร้องเรียนกับ นบขพ. เสียก่อ
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือแผนการดำเนินการและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า หลังราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันขยับตัวสูงขึ้นถึง 10.70 บาท/กก. และมีแนวโน้มพุ่งทะยานแตะ 11 บาท/กก. ซึ่งจูงใจให้เกษตรกรกลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าในฤดูกาลนี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักดีถึงปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศจึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการหามาตรการแก้ปัญหาในประเด็นนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันพบว่า ขั้นตอนของการรับซื้อข้าวโพดนับเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงขอความร่วมมือไปยังโรงงานอาหารสัตว์ทั้งหมดให้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ออกหนังสือเลขที่ กษ ๑๐๑๑/ว๕
