การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน เพราะเกษตรกรเป็นฐานสำคัญของระบบอาหารและเศรษฐกิจชนบท แต่คำถามสำคัญ คือ ภาระของการช่วยเหลือควรเป็นบทบาทของใคร และควรอยู่ในระดับใดจึงจะเหมาะสม
ในปัจจุบัน “ผู้ผลิตอาหารสัตว์” ที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ จะต้องปฏิบัติตามมาตรการ 3:1 กล่าวคือ ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วน จึงจะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน และต้องซื้อในราคาประกันที่ภาครัฐกำหนดด้วยมาตรการ 3:1 เป็นมาตรการที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยพยุงรายได้เกษตรกร โดยใช้เงินของเอกชน แทนงบประมาณรัฐที่ต้องจ่ายดังเช่นกันการประกันสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่างข้าว มันสำปะหลัง
คำถามคือ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น ปิดโอกาสทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่สามารถเลือกวัตถุดิบตามต้นทุนและสภาวะตลาดได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่ผลผลิตข้าวโพดของประเทศไทยมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ คือ ผลิตได้เพียง 4.5 ล้านตันจากความต้องการใช้ 9 ล้านตัน
ผู้ผลิตอาหารสัตว์หรือเกษตรกรที่ผสมอาหารสัตว์เอง ไม่สามารถเลือกใช้ “วัตถุดิบอื่น ไม่ว่าจะมันเส้น หรือปลายข้าว”มาผสมในสูตรอาหารแทน “ข้าวโพดหรือข้าวสาลีได้” เพราะ คุณค่าทางโภชนาการต่างกันซึ่งการใช้ข้าวโพดทำให้ไข่มีสีเหลืองสวยกว่าวัตถุดิบทดแทนชนิดอื่น
ดังนั้น การรับซื้อข้าวโพดทั้งหมด 4.5 ล้านตัน เพื่อแลกกับสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1.5 ล้านตัน จึงเป็นทางออกเดียวที่บรรเทาปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอได้ และแม้ว่าจะนำเข้ามาแล้ว รวมๆ กันก็มีวัตถุดิบเพียง 6 ล้านตันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เพราะยังขาดอยู่ 3 ล้านตันอยู่ดี
นอกจากของไม่พอใช้แล้ว ยังต้องแบกรับภาระด้านสต็อก การเก็บรักษา และเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้ออีก เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดกว่า 80% ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ขณะที่กำลังการรับซื้อและการใช้จริงมีข้อจำกัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องดูดซับผลผลิตส่วนเกินเพื่อช่วยให้ตลาดเดินหน้าต่อไปได้ และยิ่งช่วงเวลาผลผลิตออกค่อมปี คือ ผลิต ส.ค. ปีนี้-ก.ค. ของปีถัดไป นั่นเท่ากับว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องซื้อสต็อกของไว้ปีนี้ก่อน เพื่อจะแลกกับสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลีในปีหน้า
ด้านราคาข้าวโพดในประเทศก็ถูกฟิกไว้ที่ราคาที่รัฐกำหนด แต่ทว่าในความเป็นจริงช่วงเวลาที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อ ผลผลิตไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกร แต่อยู่ในคลังของพ่อค้าผู้รวบรวมข้าวโพดหมดแล้ว เพราะระบบเกษตรของไทยเป็นแบบตกเขียว คือ เกษตรกรเอาเงินหรือวัสดุทางการเกษตรจากพ่อค้าไปใช้ก่อน ผลผลิตออกก็ขายเอาเงินมาคืน นั่นจึงทำให้ “พ่อค้าผู้รวบรวมข้าวโพด” เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดราคาตลาดช่วงหลังเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นช่วงหน้าฝน ราคาที่เกษตรกรขายเพื่อคืนเงินก็ถูกกดด้วยค่าความชื้น และพอสต็อกมาอยู่ในมือพ่อค้าแล้ว ราคาก็ถูกปั่นขึ้น เพื่อขายให้กับผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ไร้ทางเลือก ยกตัวอย่างปีนี้ ราคาข้าวโพดในเดือนเม.ย.-มิ.ย.ถูกปั่นขึ้นไปถึงกก.ละ 13 บาทห่างจากราคาที่รัฐกำหนด 9.80 บาท คุณคิดว่าส่วนต่างนั้นไปตกอยู่ที่ใคร
แต่เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงานเชิงนโยบายในการดูแลรายได้ของเกษตรกร ผู้ใช้อาหารสัตว์จำเป็นต้องแบกรับไว้หลายปี และเมื่อจะส่งต่อไปยังผู้บริโภคปลายทาง โดยสะท้อนผ่านราคาสินค้าอาหารของประเทศก็มักจะถูกตำหนิว่าเป็นผู้ทำปศุสัตว์ ปรับราคาไข่ ไก่ หมู จนกลายเป็นจำเลยสังคม นับเป็นการกดทับปิดทางออกผู้ใช้อาหารสัตว์
ดังนั้น การมองว่าผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นฝ่ายได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็พึ่งพาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเช่นกัน การมีวัตถุดิบในประเทศช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ค่าเงิน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายจึงเป็นความพึ่งพาอาศัยกัน มากกว่าความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ในมุมเศรษฐศาสตร์ การให้ภาคเอกชนรับภาระช่วยเหลือเกษตรกรเป็นมาตรการที่ทำได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่คำตอบเชิงโครงสร้างในระยะยาว หากต้องการยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภาครัฐควรมีบทบาทในการสนับสนุนการกระจายช่วงเวลาการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การลดความชื้นหลังเก็บเกี่ยว การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตมากกว่าการอาศัยกลไกพยุงราคาเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ออกมาประกาศเปิดช่องให้นำเข้าข้าวโพดผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส. )ในช่วงปลายปีแล้วต้องรีบออกมาชี้แจงและยกเลิกในเวลาต่อมา สะท้อนปัญหาสำคัญของนโยบายข้าวโพดไทย นั่นคือสังคมกำลังถกเถียงเรื่อง “ช่องทางนำเข้า” ทั้งที่โจทย์จริงอยู่ที่ “โครงสร้างการผลิต” ประเทศไทยใช้ข้าวโพดมากกว่าที่ผลิตได้หลายล้านตันต่อปี ขณะที่ผู้ใช้อาหารสัตว์ยังต้องแบกรับภาระการรับซื้อ การเก็บสต็อก และต้นทุนทางการเงินเหมือนเดิม ไม่ว่าช่องทางนำเข้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ดังนั้น ข่าวดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพียงการแก้ไขความสับสนที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารนโยบายเท่านั้น ส่วนโจทย์สำคัญเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนการผลิต และการยกระดับรายได้เกษตรกร ยังคงรอการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะการจะพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรที่ยั่งยืนควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน
