เทคโนโลยีชาวบ้าน
ในแปลงผักหรือสวนครัว “ผักบุ้ง” อาจไม่ได้มีค่าแค่เป็นผักที่นำมาประกอบอาหารเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือจากการตัดแต่ง เช่น ก้าน ใบ หรือผักบุ้งที่แก่เกินกว่าจะนำมารับประทาน ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ด้วยการทำเป็น น้ำหมักจากพืช สำหรับนำไปใช้ในแปลงปลูก แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการจัดการอินทรียวัตถุในภาคการเกษตร เพราะเศษพืชเมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ จะเปลี่ยนอินทรียวัตถุให้กลายเป็นสารอินทรีย์และธาตุอาหารบางส่วนที่สามารถหมุนเวียนกลับคืนสู่ดินได้ ช่วยลดการทิ้งเศษพืชและเพิ่มการใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใครที่ปลูกผักสวนครัว แล้วในแปลงมีผักบุ้งอยู่ นอกจากเอาไปทำเมนูต่างๆ ได้แล้ว ยังสามารถนำมาทำน้ำหมักได้ด้วย เนื่องจากในผักบุ้งมีฟอสฟอรัสและไนโตรเจนสูงเมื่อนำมาทำเป็นน้ำหมัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชและช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุยอีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีสูตร “น้ำหมักจากผักบุ้ง” มาฝากพี่ๆ น้องๆ ใช้บำรุงพืชที่สวนที่แปลงของตัวเองได้ง่ายๆ จะมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง มาดูรายละเอียดกันเลย คุณตาอุทัย แก่นสกล เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำเกษตรผสมผสานและทำปุ๋ยห
หลายๆ คนหันมาปลูกผักไว้รับประทานเอง ช่วงนี้กระแสปลูกผักกำลังเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากผักที่สามารถปลูกในกระถางได้ ยังมีไม้ผลบางชนิดที่สามารถเติบโตได้ในพื้นที่จำกัด บางบ้านมีพื้นที่น้อยแต่อยากปลูกผลไม้ไว้รับประทานเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม 6 ไม้ผล ที่สามารถปลูกในกระถางได้ กระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตรขึ้นไป หรือจะปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เลือกตามความสะดวกและเหมาะสมกับไม้ผลที่ปลูก ไปดูกันเลย มีไม้ผลชนิดไหนกันบ้างนะ 🌿มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน 🔻 จัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลางมีอายุยืน สามารถเจริญได้ดีตั้งแต่เขตอบอุ่นถึงเขตร้อน มีลักษณะเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก เมื่อออกผลใหม่ๆ จะมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีม่วงแดงเข้ม เกือบดำ อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและแมลงหลายชนิด นิยมปลูกประดับริมรั้ว ถ้าหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอจะได้ทรงพุ่มสวยงาม ต้นหม่อนสามารถนำไปปลูกในกระถางได้ โดยสามารถนำกิ่งชำมาเพาะลงกระถาง ควรตัดกิ่งแขนงต้นหม่อนอยู่เสมอ เพื่อให้ออกกิ่งใหม่ในทุกปี โดยตัดปีละ 2 ครั้งพร้อมกับรูดเอาใบออกด้วย 🌿เลม่อน 🔻ปลูกในถังขอบซีเมนต์เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำท่วมขัง ต้นเลม่อนสูงได้หลายเมตร สามารถปูด้วยเศษหินห
“โคก หนอง นา โมเดล” คือ รูปแบบหรือแบบแผนการพัฒนาจัดการพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ให้เป็นระบบมากขึ้น เน้นแนวทางการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และการสร้างชีวิตที่มีความยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประโยชน์ของโคก หนอง นา โมเดล มีส่วนช่วยเรื่องการประหยัด ช่วยในเรื่องการพึ่งพาตนเองจากกิจกรรมเกษตรที่มีความหลากหลายครอบคลุมทุกปัจจัย บรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ที่สำคัญยังลดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งภายในพื้นที่ในช่วงเกิดวิกฤตทางธรรมชาติ ขนาดพื้นที่ทำโครงการโคก หนอง นา มักเริ่มจาก 1 ไร่ เพื่อสร้างกรอบการเรียนรู้ตามลักษณะองค์ประกอบที่กำหนดเป็นพื้นฐานแต่ละอย่างให้เข้าใจและปฏิบัติถูกต้องตามวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนเสียก่อน จากนั้นผู้ดำเนินโครงการจะขยายพื้นที่ออกไปตามศักยภาพเป็นจำนวนเท่าไรก็ได้ ที่ท่าม่วง กาญจนบุรี มีอดีตสจ๊วตใช้พื้นที่ตัวเองจำนวน 1 ไร่ ทำโครงการโคก หนอง นา ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาเพียง 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิดนำไปใช้ในธุรกิจโฮมสเตย์ของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถือเป็นการพึ่งพาตัวเองช่วยลดต้นทุนได้อย่
การปลูกต้นไม้ใหญ่ภายในบริเวณบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือสร้างความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ประหยัดพลังงาน และสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนยังลังเลที่จะปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ เพราะกังวลว่ารากจะชอนไชทำลายพื้นบ้าน กำแพง หรือระบบท่อใต้ดิน ความจริงแล้ว ต้นไม้ไม่ได้มีรากที่สร้างปัญหาเหมือนกันทุกชนิด หากเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ มีระยะปลูกที่เหมาะสม และดูแลอย่างถูกวิธี ก็สามารถมีทั้งร่มเงา ความสวยงาม และความปลอดภัยต่อโครงสร้างบ้านได้ นอกจากนี้ ต้นไม้หลายชนิดยังมีความหมายเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย ช่วยเสริมความร่มเย็น ความเจริญ และความมั่นคงให้กับผู้อยู่อาศัย 🌿ต้นล่ำซำ ต้นล่ำซำ เป็นต้นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่หลายบ้านนิยมปลูก ทางฮวงจุ้ยถือว่าการปลูกต้นล่ำซำจะช่วยนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือธุรกิจต่างๆ มาให้แก่ผู้ปลูกและคนในบ้านด้วย ยังเป็นต้นไม้จัดสวนฟอร์มสวยที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านเพื่อให้ร่มเงา อีกทั้งยังเป็นไม้ยืนต้นที่ใบไม่ค่อยร่วง ไม่ต้องคอยทำความสะอาดพื้นบ่อยๆ และลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง ยืนต้นขนาดไม่
ซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความหอมรัญจวนใจ ในตำราอายุรเวชของอินเดียนั้นระบุไว้ว่า กลิ่นหอมของซ่อนกลิ่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งมีส่วนในเรื่องของจินตนาการหรือการสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะกับผู้ที่มีอาการซึมเศร้า หดหู่ เนื่องจากจะช่วยให้รู้สึกมั่นใจและกระตุ้นให้อยากใช้ชีวิตอย่างสุนทรีย์มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยสรรพคุณอันมากมาย กลิ่นหอมของซ่อนกลิ่นจึงกลายเป็นของล้ำค่าในอุตสาหกรรมน้ำหอม แต่ความที่เป็นดอกไม้ซึ่งช้ำง่ายและไม่อาจสกัดได้ด้วยความร้อน การผลิตหัวน้ำมันหอมของซ่อนกลิ่นจึงต้องใช้กรรมวิธีการสกัดในน้ำมันเย็นแบบโบราณซึ่งใช้เวลานานมาก โดยดอกซ่อนกลิ่นจำนวน 3,600 กิโลกรัม จะผลิตหัวน้ำมันหอมระเหยได้เพียงแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น น้ำมันหอมจากซ่อนกลิ่นจึงถือเป็นของเลอค่าซึ่งมีแค่ผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์เท่านั้นที่ใช้ ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ดอกพื้นถิ่นอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเม็กซิโก ที่มาของดอกซ่อนกลิ่นในประเทศไทย ไม่มีบันทึกที่แน่นอนว่าถูกนำเข้ามาเมื่อไหร่ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วงก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องจากปรากฏข้อความในบัน
จากพนักงานประจำลาออกเป็นนายตัวเอง เริ่มต้นจากความชอบสู่ธุรกิจฟาร์มปูนา เริ่มต้นจาก 100 คู่ เลี้ยงในกระชังบก หลังจากนั้นเริ่มศึกษาการเลี้ยงในบ่อดิน การเลี้ยงปูนาในบ่อดินจะให้โตไว ขยายพันธุ์เร็ว ตัวอวบ แข็งแรง หากใครอยากเลี้ยงปูนาให้ตัวเบิ้มๆ ตัวอวบ แข็งแรง ต้องเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของปูนา อาหารที่ใช้เลี้ยง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ใช้เลี้ยงปูนาเองก็สำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปูนาเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ คุณศุภนิดา พันธ์สืบพงศ์ หรือ พี่แพท เจ้าของธีรดาฟาร์มปูนาศรีราชา บอกเทคนิคการเลี้ยงปูนา มีกิน มีขาย ทำเงิน ทั้งเกร็ดเรื่องของพฤติกรรมปูนา และปัจจัยภายนอกที่ช่วยให้ปูมีลักษณะตามที่ตลาดต้องการ ไม่มีอะไรยากแค่ใจรักก็สามารถเริ่มทำอาชีพนี้ได้ ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงปูนาก็ศึกษาว่าเลี้ยงปูนาสายพันธุ์ไหนดี พบว่าปูนาสายพันธุ์พระเทพ-กำแพงเป็นปูนาที่น่าเพาะเลี้ยง จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักตัวละ 2 ขีด ถ้าขายเป็นกิโลก็ทำเงินได้เยอะเลยทีเดียว ปูนาส่วนใหญ่สามารถนำไปทำเป็นเมนูต่างๆ ได้ แต่มักจะนิยมไปทำน้ำพริกปู นำไปดองใส่ส้มตำ
การตอนกิ่ง เป็นการขยายพันธุ์อีกวิธีหนึ่ง การทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากในขณะที่ติดกับต้นแม่ เมื่อรากออกแล้วจึงสามารถตัดออกได้เป็นต้นใหม่ เพื่อนำไปปลูก ต้นที่ได้ก็จะมีลักษณะทางสายพันธุ์เหมือนกับต้นแม่นั่นเอง ✨วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาทุกคนไปดูขั้นตอนการตอนกิ่ง “มะเดื่อฝรั่ง” มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง ไม่ยากกว่าที่คิด และสามารถนำไปทำตามกันได้เลย แต่ก่อนอื่นไปเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้กันก่อน 🪣อุปกรณ์ 👉🏻ต้นพันธุ์ที่จะใช้ในการตอนกิ่ง 👉🏻มีดคว้าน 👉🏻ถุงมือ 👉🏻เจลเร่งราก 👉🏻ขุยมะพร้าวอัดแข็ง 👉🏻ลวด หรือเชือก 👉🏻ฟิล์มห่อ 📌ขั้นตอนที่ 1 ก่อนเริ่มลงมือทำ ควรใส่ถุงมือขณะทำการตอนกิ่ง หลังจากนั้นมองหากิ่งที่คิดว่าจะทำการตอนกิ่ง โดยดูจากยอดจนถึงบริเวณที่จะทำการตอนให้ขนาดห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้มีดควั่นระยะห่างจากด้านบนและด้านล่างห่างกันประมาณ 2 นิ้ว 📌ขั้นตอนที่ 2 ควรควั่นตำแหน่งชิดใต้ข้อให้รอบกิ่ง โดยกดมีดเบาๆ ให้ลึกเพียงสัมผัสเนื้อไม้ จากนั้นควั่นแผลล่าง ให้ห่างจากแผลบนลงมาประมาณเท่าเส้นรอบวงของกิ่งหรือ 1.5-2.5 เซนติเมตร กรีดเปลือกในแนวตั้งระหว่างแผลบนและล่าง แล้วลอกเปลือกออก ทิ้งไว้สักพักเพื่อให้ย
ค้างไม้เลื้อย เลือกให้เหมาะกับผักที่จะปลูก ค้าง คือ เสาหลักสำหรับให้ไม้เลื้อยหรือไม้เถายึดเกาะ นิยมใช้ในการปลูกผักสวนครัว ซึ่งนอกจากจะใช้ปลูกผักแล้ว ค้างไม้เลื้อยยังนับว่าเป็นของตกแต่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับสวนอีกอย่างหนึ่งด้วย อุปกรณ์ในการทำ “ค้างไม้เลื้อย” มีนิดเดียวเท่านั้น สิ่งต้องใช้มีเพียงแค่ ไม้ขนาดยาว เช่น ไม้ไผ่ เชือก เมล็ดพันธุ์ ซึ่งเราสามารถใช้เมล็ดอะไรก็ได้ที่เป็นพืชไม้เลื้อย ไม่ว่าจะเป็นผักหรือดอกไม้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปดูว่าค้างไม้เลื้อย มีรูปแบบต่างๆ มากมาย ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความสะดวกในการปฏิบัติงานของผู้ใช้ ลักษณะของพื้นที่ ลักษณะของพันธุ์พืช และจุดประสงค์ในการใช้งาน ถ้าเลือกให้เหมาะสมกับผักที่ปลูก ก็จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีและเก็บเกี่ยวง่ายอีกด้วย ✨ค้างแบบเสารั้ว ทำได้ง่าย ต้นทุนไม่สูง ประหยัดพื้นที่ สามารถปรับใช้ใกล้แนวกำแพงบ้านหรือผนังได้ ให้ผลผลิตดี ค้างชนิดนี้จึงเหมาะกับพืชล้มลุก พืชอายุสั้น เถาเล็ก น้ำหนักเบา เช่น ดอกขจร อัญชัน เป็นต้น ✨ค้างแบบกระโจม นิยมใช้กับพืชล้มลุกหรือพืชที่อายุสั้น เช่น แตงกวา แตงร้าน หรือใช้กับพืชที่กินใบ กินยอด เช่น ผักปลัง ต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “จุลินทรีย์ พด.” ของกรมพัฒนาที่ดิน กลายเป็นตัวช่วยสำคัญของเกษตรกรไทยในการปรับปรุงดิน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ พด.1 พด.2 หรือ พด.7 ผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจุลินทรีย์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับงานเกษตรของตนเอง ความจริงแล้ว จุลินทรีย์ พด. แต่ละสูตรถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน ตั้งแต่การผลิตปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ การย่อยตอซังในนา ไปจนถึงการปรับปรุงคุณภาพดิน หากเลือกใช้ได้ถูกต้อง จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายๆ คนอาจจะคุ้นตากันมาบ้าง แต่ก็มีอีกหลายคนที่อาจจะยังไม่รู้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปรู้จัก พด. คืออะไรกันนะ ต้องบอกก่อนว่า พด. คือ จุลินทรีย์ที่ผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีหลายชนิดมาก โดยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน มีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย ✨กลุ่มที่ 1 จุลินทรีย์ปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช – สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 – สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 – จุลินทรีย์ ซุปเปอร์ พด.
“ไส้เดือน” เปรียบเสมือนเพื่อนในไร่ ที่ทำหน้าที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อระบบนิเวศ สร้างอินทรียสาร และมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น โดยการเคลื่อนที่ชอนไชในดินทำให้ดินร่วนซุย เกิดช่องว่าง และเพิ่มปริมาณออกซิเจน ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม ไส้เดือน 4 สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในไทย ไปดูว่าแต่ละสายพันธุ์เหมาะสำหรับแบบไหน และข้อดีข้อเสียคืออะไรไปดูกันเลย✨ 🪱สายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ (African Night Crawler) หรือ AF ✨เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงปนเทา สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีความสามารถในการย่อยสลายขยะในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจากธรรมชาติ ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ เหมาะเป็นอาหารสัตว์และเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา 👍🏻ข้อดี กินเก่ง โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์เร็ว ลูกดก ตัวโต เหมาะในการนำไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารโปรตีน เช่น อาหารกบ หรือนก 👎🏻ข้อเสีย หากผู้เลี้ยงฝึกให้กินแต่โปรตีน หรืออาหารดีๆ ไส้เดือนพันธุ์นี้มักไม่กินขยะ ตัวมัก
